ศาลอาญาสั่งจำคุกตลอดชีวิต ชดใช้กว่า 5 แสน หนุ่มหึงหวงยิงอดีตแฟนสาวดับคาคลินิกในห้างดังย่านอนุสาวรีชัยฯ
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 7 ธันวาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดี หมายเลขดำ อ.1211/2563 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายดนุสรณ์ นุ่มเจริญ หรือเจ อายุ 28 ปี ชาว จ.สมุทรสาคร ซึ่งก่อเหตุยิงอดีตแฟนสาว เป็นจำเลย ในความผิดฐาน ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว, ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือในที่ชุมนุมชน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 288, 289, 371, 376 ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2501 มาตรา 3 คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ต.ค.2519 ข้อ 3, 6, 7
รวม 7 ข้อหา เหตุเกิดที่คลินิกภายในห้องเซ็นจูรี่ มูฟวี่ พลาซ่า ถนนพญาไท แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กทม.
โดยในชั้นสอบสวน นายดนุสรณ์ให้การรับสารภาพ ขณะเดียวกันจำเลยไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
อัยการโจทก์ยื่นฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 18 ก.พ. 2563 ตำรวจ สน.พญาไท ได้รับแจ้งเหตุว่ามีเหตุการณ์ยิงกันที่คลินิกดิไอคอนคลินิกเวชกรรม จึงเดินทางไปตรวจสอบพบ น.ส.ปิยานุช ฉัตรไทย ถูกยิงที่บริเวณศีรษะ คอ และลำตัว จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่าขณะที่ น.ส.ปิยานุชกำลังนั่งทำงานอยู่ที่เก้าอี้เคาน์เตอร์ของคลินิกดังกล่าว นายดนุสรณ์ จำเลย (อดีตแฟน) ได้เดินเข้าไปบริเวณด้านหน้า พร้อมกับล้วงเอาอาวุธปืนพกสั้นแบบออโตเมติก ยี่ห้อโคลท์ ขนาด .45 มม. ที่ซุกซ่อนอยู่ ออกมาจ่อยิง น.ส.ปิยานุช จำนวน 2-3 นัดจนล้มลง จากนั้นนายดนุสรณ์ได้เดินเข้าไปจ่อยิงซ้ำอีก 4-5 นัด เป็นเหตุให้กระสุนปืนถูกบริเวณศีรษะ คอ และลำตัวหลายแห่งจนถึงแก่ความตาย และกระสุนปืนยังพลาดไปถูก น.ส.วิลาสินี ที่ปั่น พนักงานคลินิกอีกราย ซึ่งนั่งข้างๆ ผู้ตายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสแล้วหลบหนีไปต่างจังหวัด

พนักงานสอบสวนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน ยื่นขอศาลอาญาออกหมายจับ ตามหมายจับศาลอาญาที่ 155/2563 ลงวันที่ 18 ก.พ. 2563 กระทั่งตำรวจสืบทราบว่านายดนุสรณ์ได้หลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่บ้านเลขที่ 154 หมู่ 4 ต. ห้วยแม่เพียง อ.แก่งกระจ่าง จ.เพชรบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เดินทางไปตรวจสอบ พบนายดนุสรณ์อยู่บริเวณหน้าบ้านจึงทำการจับกุม ซึ่งนายดนุสรณ์รับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางดำเนินคดีตามกฎหมาย เหตุเกิดที่ห้างเซ็นจูรี่ มูฟวี่ พลาซ่า ถ.พญาไท แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กทม.
โดยวันนี้ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวนายดนุสรณ์ หรือเจ มาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อฟังคำพิพากษา

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่าโจทก์มี น.ส.วิลาสินี ที่ปั่น พนักงานคลินิกดังกล่าว เบิกความเป็นประจักษ์พยานว่า วันเกิดเหตุจำเลยใส่สูทสีดำ พกพาอาวุธปืนเดินเข้ามาที่คลินิกแล้ว ยิงปืน 2 นัด ตนเองตกใจกลัวจึงรีบหมอบลงข้างเคาน์เตอร์ จากนั้นคนร้ายจึงยิงปืนอีก 3-4 นัด ซึ่งตนเองถูกยิงเข้าที่บริเวณข้อมือได้รับบาดเจ็บด้วย จากนั้นคนร้ายได้วิ่งหลบหนีไป โดยตนเองสามารถจดจำจำเลยได้ เพราะผู้ตายเคยเล่าให้ฟังว่าทะเลาะวิวาทกันกับอดีตแฟน
ขณะที่พนักงานคลินิกดังกล่าวอีกราย เบิกความว่า ขณะกำลังเดินออกมาจากห้องยาของคลินิก ได้ยินเสียงปืนและเสียงคนร้องจึงหันไปมองเห็นคนร้ายเดินอ้อมเคาร์เตอร์แล้วยิง น.ส.ปิยานุช ผู้เสียชีวิต เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองรายเบิกความไปตามความจริงและต่างเบิกความสอดคล้องกัน นอกจากนี้ ยังมีพนักงานสอบสวน สน.พญาไท ว่า ได้รับแจ้งมีเหตุยิงกันมีผู้เสียชีวิตที่ห้างเซ็นจูรี่ฯ จึงเดินทางไปตรวจสอบเห็นคนกำลังช่วยกันปั๊มหัวใจ น.ส.ปิยานุช ที่ถูกยิง แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา และมีผู้บาดเจ็บอีก 1 ราย ส่วนเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน(พฐ.) ได้ตรวจสอบพยานหลักฐานแล้ว พบว่า น.ส.ปิยานุชเสียชีวิตจากกระสุนปืนยิงเข้าที่บริเวณลำคอ และยังมีพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ รวมทั้งบันทึกวิดีโอเคลื่อนไหว ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพและพยานหลักฐานทั้งหมดเชื่อว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย เนื่องจากอ้างว่าโกรธเคืองและหึงหวงอดีตแฟนสาว
พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิต, ฐานใช้เอกสารราชการปลอม จำคุก 1 ปี, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครองครองฯ จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองฯ จำคุก 2 ปี รวมโทษทั้งหมดแล้วให้ประหารชีวิต
แต่จำเลยให้การรับสารภาพจึงลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยไว้ตลอดชีวิต และให้ชดใช้ค่าไร้อุปการะแก่บิดาผู้ตาย จำนวน 171,600 บาท ชดใช้ค่าไร้อุปการะแก่มารดาผู้ตาย จำนวน 249,600 บาท และค่าปลงศพอีก 1 แสนบาทด้วย