สำหรับความเชื่อของคนเก่าแก่บอกว่าหากเริ่มต้นปี อยากมีเงินเก็บ อยากรวย ไม่ควรแสดงว่าเรามีทุกข์ เศร้าโศก เสียใจเพราะจะทำให้ชีวิตของเราหม่นหมองตลอดปี และอีกคำที่ไม่ควรพูดเป็นอย่างยิ่งคือคำว่า เหนื่อย สูญเสีย หรือ ไม่มีเงิน เพราะจะทำให้ในปีนั้นคุณจะเหนื่อยกับหลายๆ สิ่ง สูญเสียหลายๆ อย่าง ควรสั่งจิตให้คิดแต่ ความสุข ความสมหวัง ร่ำรวยที่ต้องเกิดขึ้นในปีนั้น
ด้วยหัวใจที่สดใส ซึ่งถึงแม้ไม่สดใสก็ต้องซ่อนความรู้สึกแย่ๆ นั้นเอาไว้ อย่าให้มันแสดงออกมา และพยายามผลักมันออกไปให้เร็วที่สุด เพราะยิ่งมันอยู่นานจิตของคุณก็จะยิ่งถูกความทุกข์ระทมครอบงำมากขึ้นเท่านั้น และพยายามทำสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้
1. อย่าพูดจาไม่เป็นมงคล
หากจะกล่าวถึงสุภาษิตของไทยก็คงไม่พ้นพูดดีเป็นศรีแก่ปาก เพราะการพูดที่ออกมาจากปากสามารถสร้างได้ทั้งการสร้างสรรค์และทำลาย ไม่ว่าจะเป็น คำนาม รูปประโยค ประธาน กรรม กิริยา เช่น เจ็บ ตาย ซี้ เจ๊ง ล้มละลาย พินาศ ผี แค้น ฯลฯ อันคำพูดลบ มีแต่จะนำความเสื่อมมาให้ ที่สำคัญเป็นสิ่งขัดขวางความเจริญ และความร่ำรวย แต่เมื่อพูดดีในวันเริ่มต้นปีใหม่ของจีน ก็จะมีแต่สิ่งดีๆ ตามมาตลอดทั้งปี เช่นพูดว่า ร่ำรวย เฮง เฮง เงินทอง มั่งคั่งมั่งมี จึงเป็นคำตอบของคำถามที่ว่าทำไมชาวจีนจึงนิยมพูด ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ ในวันตรุษจีน
2. อย่าคิดเรื่องทุกข์
แน่นอนมีจำนวนคนน้อยเหลือเกินที่จะไม่มีปัญหาต่างๆ ในชีวิต ที่สำคัญคือการที่จะหยุดไม่คิดถึงปัญหาเหล่านี้เป็นไปได้ยาก แต่ในช่วงเวลาขึ้นปีใหม่เช่นนี้ไม่ควรนึกถึงปัญหา หรืออุปสรรคค้างคาข้ามปี เพราะชาวจีนจะถือว่า คนๆ นั้นจะต้องพบกับอุปสรรคทั้งเก่าและใหม่ ที่จะผ่านเข้ามาตลอดทั้งปี โดยเฉพาะการคิดว่า “ไม่มีเงิน” ทั้งปีก็จะไม่มีเงิน หางานยาก หาเงินลำบาก ธุรกิจไม่ก้าวหน้า ติดๆ ขัดๆ ติดลบจนต้องเจ๊ง และปิดกิจการ แม้เคล็ดเช่นนี้เกิดจากมายาคติที่บรรพบุรุษชาวจีน
ต้องการให้ลูกๆ หรือคนในบ้านซึ่งได้กระจายกันไปเพราะภาระหรือหน้าที่ซึ่งห่างไกลกันมาทั้งปีได้กลับมารวมกัน เพื่อพักผ่อน เพื่อพบกับความสนุกสนาน เพื่อพบกับความอบอุ่นของครอบครัว ผู้หลักผู้ใหญ่จึงมักจะบอกลูกหลานให้ระงับเรื่องปัญหา ซึ่งเมื่อผ่านตรุษจีนไปแล้วจึงค่อยกลับมาคิดใหม่ จึงควรคิดแต่สิ่งดีๆ ที่ความหวัง ตั้งใจและใฝ่ฝันถึงอนาคตที่สดใส ซึ่งอยากจะรวยๆ ตลอดทั้งปี ก็ควรคิดแต่เรื่องรวย คิดแต่เรื่องการได้โชคได้ลาภตั้งแต่ต้นปี แล้วพลังของจิตจะตั้งมั่นที่ความรวย และความมั่งคั่งในปีนั้นอย่างแน่นอน
3. อย่าตัดโชค ตัดลาภ ของตัวเอง
หมายถึงการตัดผมหรือสระผม และ การใช้กรรไกร เพราะการตัดผมนั้นชาวจีนเชื่อว่าจะเป็นการชำระความโชคดีที่กำลังจะเข้ามาในช่วงตรุษจีนให้ออกไปจากชีวิต-ปีนั้น ผู้ที่สระผม ตัดผมจึงไม่ประสบความสำเร็จ ไม่พบโชค ไม่สามารถสร้างความร่ำรวยให้เกิดขึ้นได้ ส่วนการใช้กรรไกรพร่ำเพรื่อในวันตรุษจีนนั้นบรรพบุรุษชาวจีนฟันธงลงไปว่า เป็นการตัดโชคลาภที่จะได้รับ หากตัดผม สระผม และใช้กรรไกรพร่ำเพรื่อ จึงควรเตรียมตัวเข้าสู่ชีวิตที่อับโชคในปีนั้น
อยากมีเงินเก็บ อยากรวย ห้ามทำ 3 ข้อนี้
คำว่า “เพื่อน” มันห่างกันเมื่อวันเวลาผ่านไปจริงหรือ
นายเทาชื่อจริง “บรรเทา” เรียนจบนิติศาสตร์จากมหาวิทยาชื่อดังของเมืองไทย ที่กรุงเทพฯ
ปัจจุบัน นายเทาประกอบอาชีพ นักเขียน, ทนายความตามชนบทธรรมดาคนหนึ่งในต่างจังหวัด นานๆ จะมีโอกาสเข้ากรุงเทพครั้งหนึ่ง หลังจากเรียนจบมาหลายสิบปีก็ไม่ได้พบเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันอีก
มีอยู่วันหนึ่งเพื่อนบ้านบอกจะมีเจ้าหน้าที่จากอำเภอระดับสูงออกมาบริการ นายบรรเทาจึงไปร่วมประชุมที่ศาลากลางบ้าน โดยมีนายอำเภอเดินทางมาเป็นประธาน ขณะที่พูดนายอำเภอก็เมียงมองมาที่นายบรรเทาบ่อยๆ
ครั้นจนกระทั่งเสร็จจากการให้บริการ นายอำเภอจึงให้คนมาตามนายบรรเทาไปพบ นายอำเภอถามว่า “คุณชื่อบรรเทา จอดนอก ใช่มั๊ย”
“นายเทาบอกว่าใช่ครับ” ท่านรู้จักชื่อผมได้ยังงัย นายอำเภอได้ยินดังนั้น จึงพูดด้วยเสียงอันดังว่า
“ไอ้เทา…มึงจำกูไม่ได้รึ กูไอ้คง ที่ลอกการบ้านมึงบ่อยๆ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยไง”
บรรเทาบอกว่า ผมก็รู้สึกคุ้นๆ กับชื่อท่าน ก็พึ่งนึกได้ตอนที่ท่านลอกการบ้านนี่หละครับ นายอำเภอบอก ตอนมึงอยู่กับกู ก็พูดธรรมดาเถอะว่ะ กูกับมึงเป็นเพื่อนกัน
หลังจากนั้นหนึ่งเดือน นายอำเภอก็มาชวนเทาไปงานเลี้ยงรุ่น ที่มหาวิทยาลัย นายบรรเทาก็ไปร่วม ซึ่งก็ได้เจอเพื่อเก่าๆ มากมาย คุยกันสารทุกข์สุขดิบต่างๆ นานา ซึ่งเพื่อนๆ ส่วนใหญ่ก็มียศตำแหน่งสูงๆ ทั้งนั้น มีไม่กี่คนที่ทำอาชีพส่วนตัว ซึ่งก็ไม่ได้รับความสนใจมากมาย นอกจากคนที่เป็นผู้ว่า นายพลตำรวจ-ทหาร นายอำเภอ นักการเมือง หรือข้าราชการอื่นๆ
บรรเทาและเพื่อนๆ สามสี่คน ก็คุยกันอีกกลุ่มหนึ่ง ต่างก็มีความสุขกันดี จนงานเลิกต่างคนต่างเดินทางกลับบ้านด้วยความสุข
หลายเดือนผ่านไป จนกระทั่งครบปีหนึ่ง นายอำเภอก็ย้ายไปที่อำเภออื่น แต่ก็ไม่ลืมที่จะนัดหมายนายเทาให้เดินทางไปร่วมงานเลี้ยงรุ่นอีก
งานเลี้ยงรุ่นปีนี้ บรรเทาก็มาถึงสถานที่จัดงาน “เทา” เดินเข้าไปในงาน ได้ยินโฆษกประกาศต้อนรับ “ท่าน ผวจ. ท่านนายพล นายอำเภอ และข้าราชชั้นผู้ใหญ่ ต่างประกาศแสดงตนแบบออกหน้า ออกตา บรรเทายืนงง สงสัยว่ามาถูกงานมั๊ยนี่ เนื่องจากว่าไม่ได้ยินเสียงประกาศเหมือนงานเลี้ยงรุ่นเลย
บรรเทาได้แต่ครุ่นคิดว่าตัวเองมางานเลี้ยงรุ่นหรือมางานเลี้ยงฉลองตำแหน่งกันแน่ ครุ่นคิดอยู่ในใจ
นายบรรเทาจึงเดินกลับออกมาจากงานเลี้ยง แล้วขึ้นรถกลับบ้าน เพราะไม่มีงานเลี้ยงรุ่น แต่มีงานเลี้ยงเจ้านายต่างๆ เท่านั้น บรรเทาบอก เราไม่มีตำแหน่ง เลยไม่มีที่ว่างของคำว่า “เพื่อน” มันหายไปตามกาลเวลา
*ฝากทุกท่านไว้ว่า
ที่ข้าน้อยจะไปร่วมเลี้ยงรุ่นในโอกาสต่อไป เป็นงานเลี้ยงรุ่นของเพื่อนจริงๆ ไม่ใช่งานเลี้ยงตำแหน่ง ของท่านทั้งหลาย ดังเรื่องราวของ “บรรเทา” ที่เล่าให้ทุกท่านได้ฟังแล้ว เพราะนั่นคือ เรื่องจริงที่เกิดขึ้นใน กทม. จากปีที่ผ่านมา
“แต่งานเลี้ยงพวกเรา” ขอให้มีเพียงเพื่อน เนื่องจากเริ่มเห็นอาการแล้วนะครับ เช่น เรียกกันว่าท่านฯ ท่าน ดร. ท่าน สส. ท่าน ผอ. คิดถึงหัวอกคนที่ไม่มีตำแหน่งทางสังคม ทางราชการบ้างครับ
ฉะนั้นงานเลี้ยงรุ่น ควรถอดหัวโขนออกให้หมด แล้วงานเลี้ยงรุ่นของท่าน จะมีคนมาเพิ่มอีกทุกปีๆ
ขอบคุณที่มา www.rugyim.com