ก้าว! ไม่หยุด!!! “ตูน บอดี้สแลม” เลือกก้าวต่อ แม้วิ่งครบระยะทาง 2,191 กม. แล้ว..เมื่อทราบเหตุผมที่แท้จริงถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่!!




ตามติดเป็นกำลังใจให้อย่างต่อเนื่อง กับภารกิจเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ ของนายอาทิวราห์ คงมาลัย หรือ "ตูน บอดี้สแลม" ในโครงการก้าวคนละก้าว ที่ตลอดเส้นทางยังคงมีประชาชนเดินทางมาให้กำลังใจ และร่วมบริจาคเงินสมทบทุนเข้าโครงการกันอย่างเนืองแน่น และตอนนี้จะว่าไปก็เรียกว่าได้บรรลุเป้าหมายตามความตั้งใจไปแล้ว 1 ขั้น คือตูน สามารถวิ่งจาก อ.เบตง จ.ยะลา มาถึงจ.เชียงราย จนครบระยะทาง 2,191 กม. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังออกวิ่งจากจุดเริ่มต้นเซ็ตแรกตั้งแต่เวลาตีสอง แต่เขากลับยังไม่หยุดวิ่ง และยังคงวิ่งต่อไปท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น เพื่อให้ถึงป้ายเหนือสุดแดนสยามให้ได้ โดยยังมุ่งมั่นวิ่งต่ออีก 25 กม. มุ่งหน้าสู่ปลายทางสุดท้าย อ.แม่สาย จ.เชียงราย

ในขณะที่ ทางด้านของโค้ชเป้ง ซึ่งเป็นโค้ชที่ร่วมวิ่งกับ "ตูน บอดี้สแลม" ก็ได้มีการโพสต์แสดงความรู้สึกประหลาดใจในตัวตูน บอดี้สแลม ที่กำลังก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกายตัวเอง ที่มีเวลานอนเพียงแค่วันละ 3 ชั่วโมง แต่กลับมีพลังวิ่งได้ไกลถึงขนาดนี้ ข้อความระบุว่า..

"ฉีกทุกตำรา คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าเฮียแกจะดีดได้ขนาดนี้"

หมอเมย์ตอบ หลังจากที่ผมถามว่าเพราะอะไร พี่ตูน บอดี้สแลม ถึงได้ดูสดชื่น และวิ่งได้เร็วขนาดนี้(มีหมดทั้งเพซ 6,5,4และบางช่วงเร่งไป 3ปลายๆ โดยตามแผนกำหนดให้วิ่งเพซ 7 )ทั้งๆที่ผ่านการวิ่งมาแล้วเกือบสองพันกิโลเมตร

ผมเองโชคดีที่ได้อยู่เห็นตั้งแต่ช่วงซ้อม


ตอนนั้นพี่ตูนต้องเร่งเคลียร์งานเพื่อจะหยุดยาว จะกินจะนอนปกติยังลำบากเลย ไม่ต้องพูดถึงการซ้อม

คำแรกที่ผมคุยกะเฮียคือ


"ไม่ต้องเร่งซ้อมนะ เวลาเตรียมตัวแค่นี้ ร่างกายไม่ฟิตขึ้นแล้ว รักษาตัวไม่ให้เจ็บก็พอ ค่อยไปเริ่มกันวันจริงนะครับ"


โดยทีมงานทุกคนต้องช่วยกันวางแผน


*เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะวิ่งให้ถึง*


เพราะตารางการวิ่งทุกอย่างพี่ตูนกำหนดมาเอง


ซึ่งในวันแรกที่รู้ว่าจะต้องวิ่ง 2,191 กิโลเมตรใน 55 วัน ต่างก็ต้องพากันร้อง "เชรี่ยยยยย"

แถมพอเริ่มโครงการเฮียเราทำทุกอย่างที่ทำให้ตัวเองลำบาก ลดโอกาสที่จะถึง ทั้งแวะทุกจุด ถ่ายรูป เซนกีตาร์ อุ้มเด็ก กราบคนแก่ เล่นคอนเสิร์ต ไม่ให้ทีมงานกันคนฯลฯ ตารางที่วางไว้ว่าต้องมีการพักในแต่ละเซต มีการพบนักกายภาพบำบัดฟื้นฟูร่างกาย มีการนอนกลางวัน ปรากฏว่าไม่ได้ทำสักอย่าง

คนทั่วไปที่ไม่เคยวิ่ง นึกภาพแค่ต้องไปยืนริมถนนวันละเป็นสิบชั่วโมง แถมได้นอนวันละ 3ชั่วโมง ไม่ต้องเป็นเดือน ผมว่าไม่เกินอาทิตย์ก็ป่วยกันหมด

นักวิ่งรอบตัวพี่ตูน เป็นนักกีฬาอาชีพ ยังมีพัง บางเซตวิ่งไม่ได้ต้องพัก แต่โชคดีที่พี่ตูนและพี่ป๊อกมีหมอเมย์และทีมช่วยดูแลให้เป็นพิเศษเลยประคองมาถึงทุกวันนี้ได้

แต่การที่ทุกวันนี้ยังวิ่งดีดได้ขนาดนี้ มันไม่ใช่การออมแรงครึ่งแรกเพื่อมาเร่งครึ่งหลังแบบการวิ่งมาราธอน เพราะเฮียเราใส่สุดชีวิตแต่วันแรก วิ่งจริงเจ็บจริง จะพังกันตั้งแต่ก่อนถึงประจวบด้วยซ้ำ หมอต้องสั่งพักก็มี ทรุดไปเองก็บ่อย

แถมช่วงจะเข้ากรุง กลัวรถติด กลัวชาวบ้านเดือดร้อน เร่งสองวัน 140 กิโลเมตรเลยจ้า


คนปกติวิ่ง มาราธอนเดียว 42 กิโลเมตร หมอยังแนะนำให้พักไปเป็นอาทิตย์


นี่พึ่งเร่งมาสุดชีวิต แล้วครึ่งหลังไม่ได้เจอแค่เนิน เจอแค่สะพานแบบที่นักวิ่งกลัวนะครับ เจอภูเขาไปตลอดทางเลยทีเดียว


แล้วอะไรทำให้พี่ตูนยังวิ่งได้ขนาดนี้

"เฮียแกคงมั่นใจ ว่าทำได้ เหมือนเราเวลาใกล้ถึงเส้นชัยมั้งคะ" น้องก้อยออกความเห็นบ้าง


"มันจะฮึดได้ตั้งแต่ครึ่งทางเลยหรือครับ เหมือนเรารู้ว่ามีกล้องอาจจะยิ้มจะเร่งได้ขึ้นมาหน่อย แต่ถ้าเหนื่อยจริง สุดท้ายก็เก๊กไม่ไหว นี่ก็มี live ตลอด เฮียยังยิ้มได้ทั้งวัน"


ผมสงสัย


"แล้วโค้ช คิดว่าเพราะอะไรคะ"


น้องก้อยถาม

.


.


.


.


"เฮียแกได้รับพรเยอะมั้ง มีแต่คนอวยพร สวดมนต์ให้ เชียร์ให้กำลังใจ แกมีความสามารถพิเศษเปลี่ยนเป็นพลังได้ ^^"


นักวิทยาศาสตร์การกีฬาอย่างผมตอนนี้ก็ตอบได้แค่นี้ ใครมีคำตอบอื่นก็ช่วยแชร์กันหน่อยว่าเพราะอะไร พี่ตูนถึงได้มีพลังขนาดนี้

ขอบคุณภาพจาก : IG artiwara /FB Ez2fit