ไอดอลเด็กจุฬาฯ-ไอดอลคนค้าขาย!! ลูกค้ารายหนึ่งเผยความประทับใจในร้าน’จีฉ่อย’ ร้านชำเล็กๆ แต่อยู่คู่จุฬาฯมาหลายสิบปี ล่าสุดก็เพิ่งรู้ว่าเจ้าของร้านโปรไฟล์ดีมาก!!



 

หากใครเป็นนิสิต อาจารย์ หรือบุคลากรในจุฬาฯ ก็จะรู้จักกันดีกับกิตติศัพท์ของร้านชำเล็กๆ ชื่อ "จีฉ่อย" แม้จะเป็นร้านชำที่ดูเหมือนขายแค่อุปกรณ์เครื่องเขียนทั่วไป แต่ถ้าต้องการของชิ้นใหญ่แค่ไหน เจ้าของร้านก็จะตามหาให้ลูกค้าจนได้ เรียกได้ว่าเป็นร้านที่หาตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันสากกระเบือเรือรบ ก็คงไม่ผิดนัก

ล่าสุด (12 ธ.ค.60) เพจ บูม บาม ก็เล่าเรื่องสุดประทับและทึ่งในร้านดังกล่าว พร้อมประวัติเจ้าของร้านที่น้อยคนจะรู้จักไว้ดังนี้ …

ในฐานะที่จุฬาฯครบรอบ 100 ปี
ดิฉันมีเรื่องราวตำนานที่อยู่คู่จุฬาฯมาเม้ามอย

แน่นอนว่าเด็กจุฬาฯ(เกือบ)ทุกคนจะต้องรู้จักร้าน"จีฉ่อย"
ร้านของชำเล็กๆที่อัดแน่นไปด้วยของสารพัดสิ่ง กองสูงเป็นภูเขาเลากา
จีฉ่อยเปิดทำการมาหลายสิบปี
โดยใช้ตั้งชื่อตามหญิงชราชาวจีน ฟันทอง เจ้าของร้าน

คนเล่ากันปากต่อปากว่า จีฉ่อยสามารถหาของได้ทุกอย่าง 
ไม่ใช่แค่ของจุกจิก แต่จีฉ่อยหาได้ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ
ทำให้เด็กจุฬาฯชอบไปท้าพิสูจน์อยู่เนืองๆ
ไม่ว่าจะไปสั่งข้าวหมูกรอบ บะหมี่เกี๊ยวหมูแดง 
จีฉ่อยก็หาได้
ไปสั่งชุดครุย วันถัดมาจีฉ่อยนัดวัดตัวที่ร้านทันที ตัดออกมาดูดี ถูกต้องตามระเบียบเป๊ะ
จนกระทั่งมีคนกำเริบเสิบสาน ไปซื้อรถเบนซ์จากจีฉ่อย
คุณป้าก็เดินไปควักแคตตาล๊อคออกมาให้เลือกจากหลังร้าน

แถมจีฉ่อยยังบริการ 24 ชั่วโมง
ทำงานดึกดื่นแค่ไหน เดินไปเคาะร้านแก
แกลงมาบริการตลอด

แล้วไม่รู้ว่าที่จีฉ่อยขายอยู่ทุกวันนี้ ได้กำไรบ้างหรือไม่
เพราะทันทีที่เด็กเข้าไปสั่งของที่ร้าน
ป้าแกจะบอกว่า "หนูนั่งก่อนๆ หาของแปปนึง หนูเปิดตู้เย็นหยิบน้ำกินเลยลูก" ฟรี!!!

แล้วกว่าป้าแกจะหาเจอ ก็นานพอๆกับ The mask singer ตอนเปิดหน้ากากทุเรียน
เพราะในร้าน กองพะเนินไปด้วยของตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหา ถมๆกันจนสูงเกือบถึงเพดาน
ทางนี่ไม่มีให้เดินเลยคุณเอ๊ยยยย
การตลาดแบบจีฉ่อยนี่น่าให้อ.เอกก์ แห่งบัญชี จุฬาฯ มาเก็บข้อมูลเป็นเคสศึกษาซักหน่อย

หลังจากเกริ่นมานาน ขอเข้าเรื่องนะคะ 
ดิฉันไม่เคยใช้บริการจีฉ่อยมาก่อนเลยค่ะ
อยากได้อะไรก็เดินไปซื้อพารากอน

จนกระทั่งหลายเดือนก่อน บริษัทที่ดิฉันทำอยู่จัดงานเปิดตัวโรงงานใหม่
ซึ่งลูกค้าเข้าเยี่ยมชมประมาณ 500 คน

โรงงานอยู่คลอง 14 ที่เกือบทะลุไปนครนายก
(ความห่างไกลเทียบเท่า กรุงเทพฯ – ดาวอังคาร)

ดิฉันก็เตรียมงานจนดึกดื่น จนกระทั่งทุ่มครึ่ง งานทุกอย่างเรียบร้อย

หัวหน้าก็พูดขึ้นมาว่า
"บูม พรุ่งนี้งานเริ่ม 9 โมงเช้า แต่เราลืมเตรียมโทรโข่ง พี่ขอมอบหมายให้บูมไปตามหาโทรโข่งราคาถูกที่สุด จำนวน 4 ตัว ให้ได้ก่อนพรุ่งนี้ 8 โมงเช้านะจ๊ะ (ฮิฮิ)"

ร้อนถึงดิฉันต้องขับรถเข้าเมืองโดยเร็ว
(เป็นชั่วโมงค่ะคุณ โรงงานกันดารมาก)

ตามหาทั้งร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า โฮมโปร Officemate และโทรหาน้องๆที่สนิท กระจายกำลังหาทั้งที่พารากอน มาบุญครอง เดอะมอลล์

ไม่มีเล๊ยยย โทรโข่งที่ว่า ราคาไม่กี่ร้อย
จนกระทั่งสองทุ่มครึ่งค่ะ ดิฉันหมดหนทาง
ลองโทรหาน้องศิษย์เก่านิติ​ จุฬาฯ เผื่อน้องมีไอเดีย

น้อง : ทำไมพี่บูม ไม่โทรสั่งที่จีฉ่อย
ดิฉัน : มันจะไปมีได้ไงแก๊
น้อง : พี่คณะผมยังเคยซื้อแกรนด์เปียโนจากจีฉ่อยเลย ทำไมจะไม่มี อ่ะ เอาเบอร์จีฉ่อยไป

เหยดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!!
งานแกรนด์เปียโนก็มา!!!!
เอาวะ!! ไหนๆก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ลองดู!!!

ตรู๊ดดดด ตรู๊ดดด
จฉ. : ฮัลโหลล จ้าาาาา (เสียงยายๆหน่อย)
ดิฉัน : นั่นร้านจีฉ่อยรึเปล่าคะ
จฉ. : ใช่จ้าา ซื้ออะไรดีน้อง
ดิฉัน : หนูต้องการโทรโข่ง 4 ตัว ราคาตัวละไม่เกิน 500 บาท ยายมีมั้ยคะ
จฉ : ได้!!!! มี!!!! เดี๋ยวหาของก่อน อีก 5 นาทีพี่โทรกลับ!!!

เจ็ทตะแม่ หาทั่วไทย ไม่มี จีฉ่อยมี!!!

ดิฉันรู้สึกเหมือนคำว่า "มีมั้ยคะ"ไปปลุกไฟในตัวของยายแกน่ะค่ะ

5 นาทีผ่านไป ยายโทรกลับมาค่ะ 
จฉ. : น้อง!!! พรุ่งนี้เช้าของมาส่ง มาเอาได้เลย!!!
ดิฉัน : หนูลืมบอกไปค่ะ หนูต้องใช้พรุ่งนี้ 8 โมงเช้า แสดงว่าหนูต้องได้ของภายใน 7 โมงค่ะ
จฉ. : อ้าว งั้นไม่ทัน เค้าจะเอาของมาส่งให้ตอนสาย ไม่เป็นไร!!! ยังไงต้องได้! เดี๋ยวพี่โทรมาใหม่!

5 นาทีผ่านไป
จฉ. : (สุ้มเสียงแห่งชัยชนะ)หนู ของมาแล้ว มาเอาได้เลย ตอนนี้!! 
ดิฉัน : (เอามือทาบอกเบาๆ) เดี๋ยวหนูขึ้นทางด่วนไป ครึ่งชั่วโมงถึงนะคะยาย
จฉ : ได้ๆ แต่อย่าเรียกชั้นว่ายายได้มะ? ให้เรียกพี่ แล้วถ้าเธอมาถึงนะ ชั้นอาจจะปิดร้าน เธอโทรมาได้เลย แล้วใช้ Password ว่า 'โทรโข่ง'​ นะ แล้วชั้นจะไปเปิดรับ เธอเข้าใจภาษาอังกฤษใช่มั้ย สมัยนี้มันเปิด AEC ชั้นต้องSpeak English น่ะนะ โอวเคร๊ กู๊ดบาย ซียาห์!!

..
.
(แดกจุดค่ะ)
ก่อนขับรถถึงร้าน คุุณยายร้านจีฉ่อยก็โทรมาตลอดทางค่ะ บอกว่า ไม่ต้องรีบนะเธอ ปลอดภัยไว้ก่อน เดี๋ยวอันตราย

พอมาถึงร้านที่สามย่านค่ะ ดิฉันก็เดินกล้าๆกลัวๆเข้าไปเคาะประตูหน้าร้าน
สภาพร้านแน่นขนัดไปด้วยสิ่งของสมคำร่ำลือ จนไม่เหลือทางจะให้เดิน
แว่บแรก ดิฉันไม่เห็นใครค่ะ

สักพักมองลงไปด้านล่าง เจอหญิงชราสองคน คนนึงแก่ ฟันทอง ชื่อจีฉ่อย เป็นพี่สาว อายุอานามก็น่าจะเกือบ 80 แล้ว 
อีกคนเป็นน้องสาว ชื่อพี่กั๊น (ไม่ยอมให้เรียกยาย)
สรุปว่า คนที่คุยโทรศัพท์กับดิฉันคือพี่กั๊นค่ะ 
ดิฉันเข้าไปประมาณเกือบสี่ทุ่ม ได้ออกจากร้านมา 5 ทุ่มกว่า 
เพราะพี่กั๊นชวนเม้ามอยเป็นชั่วโมง ดิฉันก็ไม่ค่อยได้พูดหรอกค่ะ เพราะพออ้าปากจะพูด พี่กั๊นก็โพล่งขึ้นมาว่า “เอ๊ะ เธอ อย่าเพิ่งสิ ให้ชั้นพูดก่อน”
ส่วนพี่สาวนาง คือคุณยายจีฉ่อย พี่กั๊นก็จะหันไปตะคอกเป็นภาษาจีน น่าจะใจความเดียวกัน
ประมาณว่า​ 'หุบปาก!!'

พี่กั๊นสาธยายประวัติชีวิตตัวเองให้ฟังตั้งแต่แรก ว่าจบบัญชี ม.เกษตร
ได้ทุนไปเรียนต่อโทที่ออสเตรเลีย พอเรียนจบ ก็ได้ทุนต่อโทอีกใบที่ประเทศจีน 
แล้วก็กลับมารับราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จนกระทั่งเกษียณ
เลยทำให้พี่กั๊นพูดได้ทั้งไทย จีน อังกฤษ ทุกวันนี้ก็รับงานแปลเอกสารจากทั้งนิสิต และอาจารย์จุฬาฯ

“ชั้นจะพูดภาษาอังกฤษกับเธอหมดก็กระไรอยู่”
“นี่เธอฟังเสียงนาฬิการ้านชั้นสิ มันexcellent perfect ขนาดไหน”
“ทำไมสี่ทุ่มแล้ว เธอยังขับรถทำงานอยู่ บริษัทไม่ให้OTหรอ ไม่ได้นะ มา ชั้นจะให้ค่าคอมเธอ”

(ว่าแล้วก็เขียนบิลเกินมา 184 บาท ถือซะว่าให้ค่าคอม)

“เธอจะมาเซลฟี่กับชั้นไม่ได้นะ เพราะวันนี้ชั้นไม่สวย อย่ามาแกล้งทำเป็นยกมือถือขึ้นมาแอบถ่าย ชั้นรู้นะ ชั้นHitech”

หลังจากเม้ามอยกับดิฉันนานเป็นชั่วโมง พี่กั๊นยังคะยั้นคะยอจะเดินถือของไปส่งดิฉันที่รถ

แล้วก็หยุดยืนเม้ากับดิฉันอีก 15 นาที หน้าปากซอยตรงนั้นแหละค่ะ

ลากันด้วยประโยคว่า “นี่ ชั้นรู้สึกถูกชะตา ว่างๆเธอโทรมาหาชั้นหน่อยสิ เบอร์นั้นแหละ โทรมาเม้ามอยกัน โน๊ะ”

และรูปภาพพี่กั๊น จากร้านจีฉ่อย

“ถ้าเธอจะเอาชั้นไปเผยแพร่ในโซเชียล เธอต้องเอารูปที่ชั้นดูดี ถ่ายไปเลยที่ติดข้างฝาอยู่นั่นน่ะ”

สุดท้ายนี้
ใครหาซื้ออะไรไม่เจอ ดิฉันเรียนเชิญนะคะ ร้านจีฉ่อย​ มีทุกอย่างบนโลก​ ยกเว้นผัว

รวดเร็ว ฉับไว ใส่ใจดุจญาติมิตร
ว่างๆก็ไปเม้ามอยกับแกได้นะคะ​ แกเหงา

 

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : บูม บาม