“ปรเมศร์” ข้าราชการหนุ่มใจกุศล จากอดีต “เด็กขอทาน” เข้ารับประทานรางวัล “ประชาบดี” จากพระองค์โสมฯ เผยความในใจไม่คิดว่าจะมีโอกาสมายืนถึงจุดนี้
คำที่ว่า “ขอทาน” ส่วนมากแล้วมักจะถูกคนในสังคมดูหมิ่นดูแคลน แต่มีชายหนึ่งคนที่อดีตเคยเป็น “เด็กขอทาน” อาบน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา เก็บเงินโปรยทานประทังชีวิต ดิ้นรนจนได้เป็นข้าราชการ และมุ่งมั่นตั้งใจทำกุศลช่วยคนยากไร้โดยไม่หวังผล เขาคือ “ปรเมศร์ มีสมภพ” หรือ “เมศ” วัย 34 ปี เจ้าหน้าที่ธุรการ สำนักงานปลัดบัญชีทหารอากาศ
จากเด็กที่เคยได้รับความอบอุ่นจากพ่อกับแม่ ถึงตอนนี้เขาไม่ได้รับมันอีกแล้ว โดยหลังจากที่ย้ายมาอยู่กับป้าได้ 1-2 ปี เขาคิดว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน จึงเป็นจุดหักเหตัดสินใจย้ายออกมาใช้ชีวิตข้างนอก มีเงินติดตัวเพียง 5 บาท พร้อมเสื้อและกางเกงอย่างละตัว จนได้มารู้จักกับเด็กข้างถนน ก็เลยพากัน “ขอทาน” ซึ่งก็มีคนให้บ้างไม่ให้บ้าง
“มันลำบากมากนะพี่ ใช้ชีวิตแบบนี้หลายปี” จนมารู้จักเด็กวัดบอกว่าไม่ต้องไปขอทานแล้ว แต่ชวนกันไปเก็บเหรียญโปรยทานงานศพ ได้มา 10-20 บาท ก็เอาไปซื้อ “ถั่วแปบ” กินแทนข้าว “ค่ำแล้วก็ข้ามไปนอนที่ป้อมพระสุเมรุ ตอนเช้าก็ตื่นอาบน้ำที่แม่น้ำเจ้าพระยา ไปเดินบิณฑบาตตามพระ กินข้าววัดอยู่แบบนี้”
เมื่อโตขึ้นมาอีกนิด จึงรู้จักทำงานแต่เพียงวุฒิ ม.3 จะไปทำอะไรได้ เขาจึงไปรับจ้าง “เข็นรถขายของ” เก็บเงินได้เกือบ 20,000 บาท ซึ่งก็ถือว่ามากพอสมควร และกลับไปหาพ่อ เพื่อบวชทดแทนบุญคุณ ศึกษาพุทธประวัติ พระธรรมวินัยอยู่ที่วัดเกือบ 2 ปี จึงสึกออกมา จากนั้นผู้เป็นป้าที่เคยไปพักอาศัยด้วย ป่วยเป็นมะเร็ง “ป้าเป็นห่วงผมมาก ผมรับรู้ได้ แกถามผมว่าออกไปหาประสบการณ์ข้างนอกเป็นยังไงบ้าง มันทำให้รู้ว่าเขาเป็นห่วงเรา”
ยังโชคดีที่ความสูญเสียครั้งนี้มาไม่ถึงชีวิต…ผู้เป็นป้าได้แนะนำให้เขาไปสมัครงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว ดูแลสถานที่ ภายในสำนักงานปลัดบัญชีทหารอากาศ ซึ่งผ่านไป 6-7 เดือน มีโอกาสสอบเข้าบรรจุเป็น “ข้าราชการ” ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ แต่พอได้งานทำเป็นหลักแหล่ง…พายุความสูญเสีย กลับซัดเข้ามาในชีวิตซ้ำอีกระลอก
เขาต้องสูญเสียป้าด้วยโรคมะเร็ง “เสียใจมากที่สุด คนที่ทำให้ผมมีงานทำ มีทุกวันนี้ได้” แต่ทว่า…หนึ่งอาชีพที่เขาทำแล้วสบายใจ เสมือนหยุดยั้งมัจจุราช คือ “อาสาสมัครร่วมกตัญญู” เพราะมีอยู่วันหนึ่งขณะเขาขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปทำงาน “เห็นพ่อลูกเกิดอุบัติเหตุ ลูกสาวแต่งชุดพยาบาล ผมตกใจทำอะไรไม่ถูก ช่วยอะไรไม่ได้ เหมือนผมปล่อยให้เขาตายต่อหน้าต่อตา มันหดหู่ภาพวนเวียนอยู่ในหัว ทำไมเราไม่มีความรู้ช่วยเหลือเขาได้”
แม้ว่าจะมีงานประจำ แต่การทำงานอาสาสมัครร่วมกตัญญู ก็มีความสำคัญมาก เพราะจะทำอย่างไรให้คนรอดชีวิต หรือเจ็บน้อยที่สุด เพื่อส่งโรงพยาบาลด้วยวิธีการที่ถูกต้อง เขาจึงภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่ง แรกๆ ยอมรับว่าเหนื่อยมาก ซึ่งบางเคสต้องการมากกว่านั้น จึงคิดช่วยเหลือคนตามบ้านเรือน และนำอาหารไปแจกเด็กยากไร้
“ขี่มอเตอร์ไซต์ช่วยคนแบบนี้ 5-6 ปี ซื้อน้ำ อาหาร ข้าวสาร ไปมอบให้คนยากไร้ อย่างน้อยเราได้ไปให้กำลังใจ เขาจะได้มีกำลังใจอยู่ต่อและรู้ว่าชีวิตเขาไม่ได้ไร้ค่า แต่ยิ่งเจอเคสหนักๆ ผมก็ยิ่งต้องช่วย ซื้อรถเข็นให้ แต่เตียงผู้ป่วยผมซื้อไม่ไหว ก็เลยมีคนพูดดูถูกว่าบ้านมึงก็เช่า เงินเดือนรวมกับแฟน 2 คน จะช่วยได้สักเท่าไหร่เชียว มันสะเทือนใจนะ แต่ผมไม่หยุดทำ การช่วยเหลืออาจจะไม่ยิ่งใหญ่อะไร แต่ต้องมีใครสักคนในสังคมสร้างมันขึ้นมา และภาพที่สร้างขึ้นมานั้น ทุกคนจะได้รู้ว่ายังมีอีกหลายชีวิตต้องการความช่วยเหลืออยู่สักแห่งบนโลกใบนี้”
บางครั้งมีคนจับผิดหาว่าอยากดัง มันก็มีท้อบ้างเหมือนกัน แต่พอมาคิดว่าถ้าถอดใจตอนนี้ ที่ผ่านมาก็จะมีค่าอะไร จึงใช้เป็นแรงผลักดันเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ แล้วเขาจะเห็นเอง ผมเคยลำบากเคยไม่มีกินมาก่อน ผมจะไม่ลดละและทำต่อไปจนกว่าจะหมดแรง หวังร่วมกันเป็นสื่อกลาง สะพานบุญ ต่อชีวิตลมหายใจอีกหลายคน
ล่าสุดวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา นายปรเมศร์ ได้เป็นหนึ่งในผู้ผ่านการคัดเลือกเข้ารับประทานรางวัล “ประชาบดี” และเข็มเชิดชูเกียรติ ประจำปี 2560 โดยเป็นรางวัลที่ประทานติดต่อกันมาครบ 10 ปี แก่บุคคลที่ประพฤติดีและทำคุณประโยชน์ดีเด่นแก่ผู้ตกอยู่ในสภาวะยากลำบาก จากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ในประเภท บุคคลผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก ที่ทำคุณประโยชน์และดำรงชีวิตเป็นแบบอย่างที่ดี และยังเป็นแรงผลักดันให้คนข้างหลังที่มีภาวะลำบาก ได้ลุกขึ้นสู่ด้วยตัวเอง สังคมก็จะมีคนที่เข้มแข็งและน่าอยู่มากยิ่งขึ้น
นายปรเมศร์ ข้าราชการหนุ่มรายนี้ เปิดเผยว่า ไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้มายืนจุดนี้ ตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ที่ตนเดินทางช่วยเหลือประชาชนที่ลำบากยากไร้ มีความรู้สึกเหนื่อยและท้อแท้บ้าง แต่ถึงอย่างไรก็สามารถต่อสู้ผ่านมาได้ ตนคิดเสมอว่า “ถ้าถอดใจตอนนี้ ที่ผ่านมาจะมีค่าอะไร” ในที่สุดก็มาถึงวันนี้ เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ได้เข้ารับประทานรางวัลฯ เป็นรางวัลของคนทำดี ทั้งรู้สึกตื่นเต้นและดีใจมากที่สุดในชีวิต หลังจากนี้ต่อไปตนและทีมงานทุกคน ขอเดินหน้าลงพื้นที่ไปเยี่ยมและช่วยเหลือคนต่อไป จนกว่าตนจะหมดแรง ให้สมกับคำว่า “ทำงานด้วยใจ รับใช้ประชาชน ไม่หวังผลตอบแทน”
“จุดเริ่มต้นมาจากทุกคน ถ้าไม่มีพี่ๆ ทุกคน ก็คงจะไม่มีเมศในวันนี้ และทุกคนคงไม่รู้จักเรื่องราวชีวิตเมศ เมศขอขอบคุณพี่จากใจครับ เมศจะตั้งใจช่วยเหลือประชาชนต่อไป ดังประโยคที่สะท้อนตัวตนของผมได้ดีคือ ผมเคยลำบาก เคยไม่มีกินมาก่อน ผมจะไม่ลดละ และทำต่อไปจนกว่าจะหมดแรง ร่วมกันเป็นสื่อกลางสะพานบุญ ต่อชีวิตลมหายใจให้อีกหลายคน” ข้าราชการหนุ่มรายนี้ กล่าวด้วยความภูมิใจ
อย่างไรก็ตาม รางวัลประชาบดี เป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจของคนต้นแบบความดี เริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ปี 2550 โดยมีผู้ได้รับรางวัลฯ แล้วจำนวนทั้งสิ้น 670 ราย แม้ผู้นั้นจะปิดทองหลังพระ ก็ได้รับการยกย่องเชิดชูคุณความดีให้เป็นที่ประจักษ์แก่สังคม โดยใช้ความเพียรพัฒนาศักยภาพ จนสามารถพึ่งตนเองได้ และพร้อมช่วยเหลือผู้อื่น เพราะการให้คือคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต คุณค่าที่เกิดจากรอยยิ้มสียงหัวเราะ และสังคมแห่งความเอื้ออาทร พลังความดีจึงเริ่มต้นที่ตัวเรา
ข่าวจาก : เดลินิวส์ออนไลน์