แพทย์นิติเวชชี้เก็บอวัยวะหาเหตุการตาย ‘ไม่ต้องขอญาติ’ แต่อาจสื่อสารทางวาจาได้!



 

“แพทย์นิติเวช” ระบุ การเก็บอวัยวะหาสาเหตุการตาย ไม่ต้องขอญาติ แต่อาจสื่อสารด้วยวาจาได้ ชี้เป็นการพิทักษ์สิทธิคนตาย 

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. ผศ.นพ.อุดมศักดิ์ หุ่นวิจิตร หัวหน้าฝ่ายนิติเวชศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า การเก็บอวัยวะเพื่อพิสูจน์ศพนั้นอาจจะเก็บเป็นชิ้นเนื้อ หรือกรณีที่ไม่รู้อะไรเลย เหมือนกับคนตาบอดก็ต้องเก็บทั้งอวัยวะเพื่อมาแช่ฟอร์มาลีนแล้วค่อยตัดเป็นชิ้นๆ เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุการเสียชีวิตต่อไป ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 148 แพทย์ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นพนักงานชันสูจน์ตามกฎหมายเมื่อมีการตายผิดธรรมชาติ สามารถเก็บอวัยวะตรวจได้เลยไม่ต้องขอญาต เพราะเป็นการทำงานตามปกติ ส่วนใหญ่เก็บเป็นชิ้นเนื้อ น้อยรายที่เก็บทั้งอวัยวะ เช่นกรณีร่องรอยของโรคมีขนาดใหญ่ ไม่แน่ใจ เป็นต้น โดยสามารถเก็บไว้ได้นานถึง 20 ปี จนกว่าจะหมดอายุความ เพราะฉะนั้นถือเป็นการทำงานตามปกติไม่ต้องบอกญาติก็ไม่ผิด แต่ถ้าบอกก็จะถือเป็นการสื่อสารกับญาติก็จะดีกว่าให้ไปเข้าใจผิดเอง แต่หากเป็นกรณีการเก็บเพื่อศึกษา หรือเพื่อทำพิพิธภัณฑ์ กรณีอย่างนี้ต้องขออนุญาตทุกครั้ง

 


 
ผศ.นพ.อุดมศักดิ์ กล่าวต่อว่า อย่างสมองที่บอกว่ามีการยัดกระดาษไว้นั้นขอเรียนว่าส่วนของสมองนั้นส่วนใหญ่เป็นไขมัน ค่อนข้างอ่อนนิ่ม เมื่อนำออกมาพิสูจน์ ต้องตัดเป็นชิ้นเล็กๆ แล้ว สุดท้ายจะเก็บเข้าที่เดิมไม่ได้เพราะที่ไม่พอ แต่จะคืนไว้ที่ช่องท้องแทน ส่วนกะโหลกก็ใช้ทิชชูใส่ไว้แทน ต่างประเทศก็ทำเช่นนี้ ไม่ใช่การขโมยอวัยวะ แต่เป็นการทำงานตามกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ กรณีที่ญาติทักท้วงน่าจะเกิดจากความไม่เข้าใจกันมากกว่า อาจจะเข้าใจว่าทำให้การพิสูจน์ศพ รพ.ที่ 2 ทำไม่ได้ ในขณะที่ที่แรกก็ยังอยู่ในขั้นตอนการพิสูจน์อยู่ ซึ่งต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ แต่ถ้า รพ.ที่ 2 อยากจะพิสูจน์ก็สามารถขอมายัง รพ.ที่ 1 ได้ เรียกว่าห่วงโซ่พยาน
 
ด้าน ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.อำนาจ กุสลานันท์ อดีตหัวหน้าภาควิชานิติเวช คณะแพทยศาสตร์ศิริราช กล่าวว่า กรณีการเสียชีวิตที่ผิดธรรมชาติซึ่งมีอยู่ 5 ประเภทคือ 1.ฆ่าตัวตาย 2.ผู้อื่นฆ่าตาย 3.สัตว์ทำร้ายตาย 4.อุบัติเหตุตาย และ5.ไม่ปรากฎเหตุการตาย ที่พนักงานสอบสวนส่งมาตรวจนั้นไม่ต้องขออนุญาตญาติเพื่อเก็บอวัยวะเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตต่อได้ แต่อาจจะแจ้งให้ญาติทราบภายหลังได้ ด้วยวาจา แต่ไม่ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้หากสงสัยส่วนไหนก็เก็บส่วนนั้นเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตเพื่อตอบคำถามต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม
 
เมื่อถามว่าการไม่ขออนุญาตญาติก่อนเก็บอวัยวะจากศพนั้น ถือเป็นการละเมิดสิทธิผู้เสียชีวิตหรือไม่ ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ. อำนาจ กล่าวว่า ปกติเอามาแล้วจะถามญาติว่าอยากได้คืนหรือไม่ กว่าร้อยละ 50 ไม่เอาคืน เพราะเขาฌาปณกิจไปแล้ว ก็จะไม่รออวัยวะที่เหลือ อีกทั้งแพทย์ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าการพิสูจน์ศพนั้นจะเสร็จเมื่อไหร่ อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงปลายปีก็จะรวบรวมอวัยวะที่เก็บมาจากหลายๆ ศพ ที่พิสูจน์จนสิ้นกระบวนการแล้วไปฌาปณกิจต่อไป ถามว่าละเมิดสิทธิหรือไม่นั้น ต้องเรียนว่านี่เป็นการพิทักษ์สิทธิของผู้เสียชีวิตด้วยซ้ำ เพราะการตรวจก็เพื่อหาสาเหตุว่าเสียชีวิตเองหรือมีใครทำให้เสียชีวิต ดังนั้นเป็นการพิทักษ์สิทธิด้วยซ้ำ เพราะเขาเสียชีวิตไปแล้ว พูดเองไม่ได้ ยกตัวอย่างกรณีอื่นๆ ที่ไม่ได้หมายถึงกรณีน้องเมย หรือในกรณีญาติทำให้เสียชีวิตแล้วญาติไม่ยอมให้ผ่า แต่ถ้าตำรวจสงสัยสั่งให้ผ่าแพทย์ก็ต้องผ่า เป็นต้น
 
เมื่อถามต่อว่า กรณีที่ญาติรู้ทีหลังแล้วมองว่าการที่เอาอวัยวะของผู้เสียชีวิตไปเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และมองว่าเป็นการขโมยอวัยวะ ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ. อำนาจ กล่าวว่า เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องของการสื่อสารที่ไม่เข้าใจกันมากกว่า เรื่องนี้ก็ต้องคุยกัน แพทย์ที่ทำก็ควรอธิบายให้ญาติฟังให้เข้าใจถึงเหตุผลที่ต้องเก็บอวัยวะไว้ แพทย์ตั้งใจช่วยอยู่แล้วเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิต เรื่องนี้ไม่ถือว่าเป็นการลักทรัพย์เพราะไม่ได้เป็นประโยชน์เพื่อตัวเอง

ข่าวจาก : เดลินิวส์ออนไลน์