บทความโดย : วิทวัส ปัญญาเลิศวุฒิ
เว็บไซต์ : gmlive.com
กลายเป็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากบนโลกออนไลน์ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2560 กรณีมีหนุ่มนายแบบนักรีวิวคนหนึ่งใช้บัญชีทวิตเตอร์ส่วนตัวอวดภาพ “บัตรคนจน” ของตัวเอง พร้อมกับแคปชั่นที่แสดงถึงความภาคภูมิใจสุด ๆ ว่า "ได้บัตรแล้วครับ จนสมใจครับ รู้สึกภาคภูมิใจในชนชั้นที่ได้รับ" โอเคมันอาจดูไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เมื่อมองไปที่ภาพอื่น ๆ ของหนุ่มคนนี้ ทุกคนจะเห็น ภาพไลฟ์สไตล์ชีวิตที่ดี คู่กับของแบรนด์เนมสุดหรู แน่นอนได้มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นในเชิงตำหนิหนุ่มคนนี้มากมาย อีกทั้งยังตั้งคำถามไปถึงหน่วยงานที่ดูแล ว่าออกบัตรคนจน ให้กับคนไม่จน ได้อย่างไร (แม้ข่าวล่าสุดหนุ่มคนนี้ออกมาบอกแล้วว่า ของหรูๆ นะของเพื่อนผม ผมจนจริงๆ…หืมมม)
ย้อนความกันสักนิด “บัตรคนจนคืออะไร” เริ่มจากรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีนโยบายต้องการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำของคนในประเทศ ด้วยการเปิดให้ผู้มีรายได้น้อย ลงทะเบียนขอรัฐสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่เราเรียกว่า “บัตรคนจน” เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ สำหรับการดำรงชีวิตในแต่ละเดือน ไม่ว่าจะเป็นค่ำน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่ารถเป็นต้น
โดยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามรายได้ของผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือ
1.กลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท จะได้รับเงินอุดหนุนเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวน 300 บาทต่อเดือน
2.กลุ่มที่มีรายได้เกิน 30,000 บาทต่อปี แต่ไม่เกิน 100,000 บาท จะได้รับเงินอุดหนุนเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวน 200 บาทต่อเดือน
อีกทั้งยังมี ค่าก๊าซหุงต้ม 45 บาท ต่อคนต่อ 3 เดือน ค่ารถเมล์และรถไฟฟ้า 500 บาทต่อคนต่อเดือน, ค่ารถไฟ 500 บาทต่อคนต่อเดือน, ค่ารถโดยสาร บขส. 500 บาทต่อคนต่อเดือน และเมื่อถึงวันที่ 1 ของทุกเดือน วงเงินจะถูกปรับเป็นค่าเริ่มต้นของวงเงินแต่ละสวัสดิการ
ซึ่งจากข้อมูลของคนที่มาลงทะเบียนโดยการตรวจสอบด้านการศึกษาของผู้ลงทะเบียนคนจนเพื่อขอรับสวัสดิการรัฐแห่งรัฐ จากจำนวนผู้ลงทะเบียนกว่า 14 ล้านคน ซึ่งในนั้นมีรายชื่อของผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอกจำนวนกว่า 698 คน ที่ได้มาลงทะเบียนคนจนเพื่อขอรับสวัสดิการรัฐแห่งรัฐด้วย สังคมตั้งคำถามว่าว่าคนจบ “ดอกเตอร์” จะมาขอรับสวัสดิการรัฐทำไม ? (จบ “ดอกเตอร์” มีสิทธิขึ้นทะเบียนคนจนเพื่อขอรับสวัสดิการรัฐหรือไม่? อ่านได้ที่นี่) หลายคนมองว่ารัฐบาลควรนำงบประมาณทีมีจำกัดส่วนนี้ ไปช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่มีการศึกษาต่ำจริง ๆ มากกว่า
เอ้า เอนีเวย์ วันนี้เราได้มีโอกาสสัมภาษณ์ ดร.นณริฐ พิศลยบุตร นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ท่านจะมาให้คำตอบเราว่า คนไม่จนลงทะเบียนคนจนได้ไหม ? การลงทะเบียนเหล่านี้มีช่องโหว่ อย่างไร ? รัฐใช้หลักเกณฑ์ใดบ้างในการจะบอกว่า คนนี้จนหรือไม่จน เราไปชมบทสัมภาษณ์กันเลย
“ถ้าถามว่าการลงทะเบียนมีช่องโหว่อย่างไร ต้องดูก่อนว่าเป้าหมายของรัฐ คืออะไร ? นโยบายนี้ ครอบคลุมถึงกลุ่มคน 2 ประเภท คนจน กับ คนเกือบจน รัฐจะทำการตรวจสอบจากฐานข้อมูลที่รัฐมี ไม่ว่าจะมาจาก บัญชีธนาคาร กรมที่ดิน กรมสรรพสามิต รัฐจะนำข้อมูลที่ได้จากฐานข้อมูลเหล่านี้ มาตรวจสอบโดยสภาพัฒน์ แต่กระบวนการคัดกรองเหล่านี้ก็มีช่องโหว่ขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ อย่างที่เกิดเป็นประเด็นอยู่ในตอนนี้ (กรณีที่มีเหมือนคนไม่จนแต่อยากจน)
แน่นอนคนไทยหลายคนชอบของฟรี ยิ่งรัฐให้ลงทะเบียนโดยใช้หลักเกณฑ์เท่านี้ แน่นอนว่าต้องมีคนมาลงชื่อมากอยู่แล้ว เพราะรัฐจะตรวจสอบ บัญชีธนาคารของคุณเป็นหลัก ถ้าในบัญชี มียอดเงินไม่ถึง 1 แสนบาทตาม เกณฑ์ที่รัฐกำหนด คุณก็เข้าข่ายได้รับบัตรคนจนแล้ว แน่นอนมันอาจเป็นเรื่องที่ไม่ถูกซะทีเดียว ซึ่งในตอนนี้รัฐเองก็ไม่ได้มีบทลงโทษใด ๆ ต่อคนที่ใช้ช่องโหว่ตรงนี้ในการฉวยโอกาส
ไม่ใช่ว่า “คนจนจริง ๆ” จะเข้าถึงนโยบายตรงนี้ได้ เพราะอะไร ? หนึ่งเรื่องของพื้นที่ ที่จำกัด บางครอบครัวอาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างใกล้ การเดินทางมาลงทะเบียนก็ต้องใช่เงินในการเดินทาง ปัจจัยแค่นี้ก็กลายเป็นอุปสรรคในการมาลงทะเบียนได้แล้ว สองระยะเวลาน้อย บางครอบครัวอย่างที่ผมกล่าวข้างต้น ไม่ได้มีบ้านติดกับอำเภอ หรือเขตที่เป็นสถานที่ในการลงทะเบียน ทำให้หลายครอบครัวอาจพลาดจากปัจจัยนี้ และสาม เชื่อหรือไม่ว่าบางครอบครัวก็ยังไม่รู้เลยว่ามีนโยบายนี้ benefit ของนโยบายนี้คืออะไร มันกลายเป็นเรื่องของความไม่ชัดเจนที่เกิดขึ้น
นโยบายนี้จะเวิร์คไหมในระยะยาว ?
ความต่อเนื่องของโครงการจะสั้นหรือยาว อยู่ที่ตัวรัฐบาล เปลียนรัฐบาลที นโยบายก็เปลียนที มันเป็นไปตามทิศทางการบริหารของรัฐบาลนั้น ๆ ซึ่งมันกลายเป็นข้อเสียของประเทศไทย คนรวยวันนี้พรุ่งนี้อาจจนก็ได้ หรือคนจนตอนนี้พรุ่งนี้อาจรวยก็ได้ ผมเชื่อว่านโยบายนี้ จำเป็นต้องมีคนตรวจสอบ ดูแล ตลอดไม่ฉะนั้น อาจจะก่อเกิดเป็นภาระได้ในอนาคต อีกทั้งการตรวจสอบต้องเข้มงวด และมีการลงพื้นอย่างจริงจังมากขึ้น เราคงไม่อยากเห็นภาพ คนจนจริง ๆ โดนทอดทิ้ง คนรวยสวมสิทธิ มันจะทำให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมเกิดขึ้นได้”
ไปชมความเห็นในมุมมองของคุณ คมสัน จันทร์อ่อน กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค เกี่ยวกับนโยบายและช่องโหว่นี้ กัน
“ถ้าถามว่าแปลกใจไหมกับเรื่อง ที่เกิดขึ้น (กรณีดราม่านายแบบรีวิว) บอกเลยว่าไม่ เพราะไม่ว่าใครก็ตาม จะลูกคนจน คนรวย ก็มีสิทธิในการลงทะเบียนนี้ ถ้าคุณอยู่ในเกณฑ์ตามทื่รัฐบาลกำหนด แต่ผมมองว่าการคัดกรองครั้งนี้เข้าขั้นหยาบมาก ไม่ได้ลงสำรวจจริง ๆ จัง ๆ ส่วนใหญ่ใช้การสุ่มตรวจจากคอมพิวเตอร์ ผมได้มีโอกาสคุยกับชาวบ้านที่โดนสุ่มตรวจ ชาวบ้านแค่บอกว่า เขาแค่มาถามความต้องการในการใช้บัตรเท่านั้น ไม่ได้ลงตรวจสอบอย่างละเอียด อีกทั้งภาพของคนจน ที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิตรงนี้ก็ยังมีมาก
อุปสรรคมากมายไม่ว่าจะเป็น คนไร้บ้านที่จนจริง ๆ จะมาลงทะเบียนได้อย่างไรในเมื่อพวกเขาเหล่านั้นไม่มีแม้แต่บัตรประชาชน โอเคถ้าใครมี ก็ต้องมาตกม้าตายในขั้นต่อไปทันที เพราะหลังจากตรวจบัตรประชาชนแล้ว เจ้าหน้าที่จะขอดูบัญชี ธนาคาร แล้วคนไร้บ้านเหล่านั้นจะมีบุ๊คกิ้งแบงค์ ได้อย่างไร นโยบายนี้ผมมองว่าเป็นการรัดเข็มขัดของรัฐบาลมากกว่า หลายคนมองว่าเป็นนโยบายที่ต้องใช้เงินสูงแน่ๆ แต่กลับกัน คนที่ถือบัตรก็ใช่ว่าจะสามารถใช้บัตรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ คุณเคยเห็นคนไร้บ้านใช้บัตรขึ้นบีทีเอสไหม ไลฟ์สไตล์ของคนแต่ละคนต่างกัน ผมเชื่อว่าคนจนไม่ได้ต้องการเงินจากรัฐทุกเดือนขนาดนั้น ผมเชื่อว่าพวกเขาต้องการ การเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมากกว่า ไม่ต้องมาขึ้นเงินเดือนให้สูงเท่านั้นเท่านี้ แค่ค่าครองชีพลดลงมันก็ดีกว่าตอนนี้แล้ว“