ซ้อมริ้วขบวนเสมือนจริงวันแรก ใช้คน กว่า 4,000 คนร่วมขบวนประชาชนแห่ชม พระมหาพิชัยราชรถ งดงาม-อลังการ ซ้อมใหญ่ครั้งต่อไปในวันที่ 15 ต.ค. และวันที่ 22 ต.ค. เจ้าชายญี่ปุ่มพร้อมชายา เสด็จร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ
เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปรา สาท ในพระบรมมหาราชวัง คณะกรรมการอำนวยการร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้จัดซ้อมย่อยริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ครั้งที่ 3 แต่เป็นการซ้อมในพื้นที่จริงครั้งแรก เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
สำหรับการซ้อมครั้งนี้เป็นการซ้อมริ้วขบวนที่ 1-3 จากทั้งหมด 6 ริ้วขบวน โดยมีทหารกองเกียรติยศ 3 เหล่าทัพ กำลังพลจากกรมสรรพาวุธ และกองทัพภาคที่ 1 รวมถึง ผู้ถวายงาน เข้าร่วมในการซ้อมในครั้งนี้จำนวนกว่า 4,000 คน
การซ้อมริ้วขบวนที่ 1 เริ่มขึ้นในเวลา 07.30 น. เจ้าพนักงานเปลื้องพระลองออกจากพระโกศทองใหญ่ แล้วอัญเชิญพระลองลงจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ขึ้นประดิษฐานบนพระยานมาศสามลำคาน ซึ่งเป็นพระยานที่มีคานหามขนาดใหญ่ทำด้วยไม้จำหลักลวดลายลงรักปิดทอง มีพนักโดยรอบ 3 ด้าน และมีคานหาม 3 คาน
จากนั้นเจ้าพนักงานประกอบพระบรมโกศ และในเวลา 07.49 น. อัญเชิญพระบรมโกศออกทางประตูศรีสุนทร ซึ่งเป็นประตูชั้นในและประตูเทวาภิรมย์ เพื่อตั้งริ้วขบวนบนถนนมหาราช โดยมีรศ.นพ.ประดิษฐ์ ปัญจวีณิน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เป็นผู้ประคองพระบรมโกศออกมาทางประตูศรีสุนทร และประตูเทวาภิรมย์
เมื่อพระบรมโกศถึงยังถนนมหาราชแล้ว เจ้าพนักงานอัญเชิญพระมหาเศวตฉัตรกางกั้นพระบรมโกศ ต่อมา ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ขึ้นไปประคองพระบรมโกศบนพระยานมาศสามลำคาน เมื่อเจ้าพนัก งานรัวกรับเป็นสัญญาณครบ 3 ครั้งแล้ว วงมโหระทึกเริ่มบรรเลง ริ้วขบวนจึงเริ่มเคลื่อนตามสัญญาณกลอง และเคลื่อนไปตามถนนมหาราช เลี้ยวเข้าสู่ถนนท้ายวัง มุ่งไปยังถนนสนามไชย ซึ่งริ้วขบวนที่ 1 โดยหลักประกอบด้วย เสลี่ยงพระนำทหารกองเกียรติยศ เครื่องราชอิสริยยศ ทหารม้านำ 2 ม้า ทหารม้าตาม 4 ม้า ข้าราชบริพาร
เวลา 08.43 น. ริ้วขบวนที่ 1 ได้มารวมกับริ้วขบวนที่ 2 ซึ่งตั้งรออยู่บริเวณหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร จากนั้นเชิญพระโกศทองใหญ่เทียบเกรินบันไดนาค ขึ้นประดิษฐานบนบุษบกพระมหาพิชัยราชรถ หมายเลข 9780 เป็นราชรถทรงบุษบกทำด้วยไม้แกะสลักทั้งองค์ลงรักปิดทองประดับกระจกมีเกรินลดหลั่นกัน 5 ชั้น ที่จอดอยู่บริเวณหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน เพื่อเคลื่อนริ้วขบวนแห่พระโกศทองใหญ่
เวลา 09.28 น. ริ้วขบวนพระมหาพิชัยราชรถ และราชรถพระนำ เริ่มเคลื่อนขบวน โดยมี พล.ต.อเนก กล่อมจิตร เป็นผู้กำกับพระมหาพิชัยราชรถ และพ.อ.พสิษฐ์ ภูวัตณัฐสิทธิ เป็นผู้ควบคุมฉุดชากราชรถ และพ.ท.สวรจน์ สุภเวชย์ เป็นผู้ควบคุมฉุดชักหลัง ซึ่งริ้วขบวนนี้จะมีความงดงามมากที่สุดเนื่องจากใช้ผู้ร่วมขบวนมากที่สุด และจะใช้จังหวะการเดินแบบเปลี่ยนเท้า ประกอบบทเพลงพญาโศก โดยมี ร.อ.จิทัศ ศรสงคราม พระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นผู้อัญเชิญเครื่องทองน้อย และข้าราชบริพารในพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นผู้อัญเชิญเครื่องราชอิสริยยศและเครื่องราชูปโภคและราชสกุลประกอบด้วยหม่อมเจ้า หม่อมราชวงศ์ และหม่อมหลวงตามลำดับ
โดยในริ้วขบวนนี้มีหม่อมเจ้า 4 พระองค์ด้วยกัน คือ พล.ท.ม.จ.เฉลิมศึก ยุคล, ร.อ.ม.จ. นวพรรษ์ ยุคล, ม.จ.หญิงศรีสว่างวงศ์ ยุคล (บุญจิตราดุลย์) และม.จ.นภดลเฉลิมศรี ยุคล
โดยริ้วขบวนเคลื่อนไปบนถนนสนามไชย เข้าสู่ถนนราชดำเนินใน ผ่านหน้ากระทรวงกลาโหม ศาลหลักเมือง และศาลฎีกา เข้าสู่ท้องสนามหลวง โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เมื่อเข้าสู่ถนนท้องสนามหลวงฝั่งหน้าศาลฎีกาเหล่าขบวนทหารขบวนพระบรมราชอิสริยยศ เชิญพระโกศทองใหญ่ลงจาก พระมหาพิชัยราชรถ โดยเกรินบันไดนาคประดิษฐานพระโกศทองใหญ่บนราชรถปืนใหญ่ที่ได้จัดสร้างขึ้นใหม่ เพื่อตั้งริ้วขบวนที่ 3 โดยมีราชสกุลทุกสาขาตั้งแถวรอภายในราชวัติพระเมรุมาศ
จากนั้นอัญเชิญพระบรมโกศโดยราชรถปืนใหญ่เวียนรอบพระเมรุมาศ โดยอุตราวัฏ 3 คือการเวียนซ้าย 3 รอบ โดยมีระยะทาง 260 เมตรต่อรอบ ซึ่งพระประยูรญาติจะร่วมเดินในริ้วขบวนนี้ จากนั้นจึงเทียบราชรถปืนใหญ่ที่เกรินบันไดนาคพระเมรุมาศ เชิญพระโกศทองใหญ่ขึ้นประดิษฐาน ณ พระจิตกาธาน ประกอบพระโกศจันทน์ บนพระเมรุมาศเป็นอันเสร็จพิธีอัญเชิญพระบรมศพออกสู่พระเมรุมาศ
อย่างไรก็ดีในวันที่ 15 ต.ค. จะซ้อมย่อยครั้งที่ 4 ในพื้นที่จริงอีกครั้ง โดยจะเป็นการซ้อมริ้วขบวนที่ 1-5 และในวันที่ 22 ต.ค. พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ จะทรงมาร่วมซ้อมริ้วขบวนที่ 6 ซึ่งเป็นริ้วขบวนกองทหารม้าเชิญพระบรมราช สรีรางคาร จากพระศรีรัตนเจดีย์ในวัดพระศรีรัตนศาสดารามไปยังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และขบวนกองทหารม้าเชิญพระบรมราชสรีรางคารจากวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามไปบรรจุ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศการซ้อมย่อยเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งตั้งแต่เวลา 05.00 น. ที่เจ้าหน้าที่ได้เปิดประตูจุดคัดกรองทั้ง 3 จุดประกอบด้วย บริเวณท่าช้าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และพระแม่ธรณีบีบมวยผมนั้น มีประชาชนเป็นจำนวนมากต่างสวมใส่ชุดดำสีสุภาพเดินทางมาชมความงดงามสมพระเกียรติของริ้วขบวน บางคนถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความอาลัย โดยคณะกรรมการอำนวยการร่วม ได้เปิดให้ประชาชนเข้ามาชมการซ้อมริ้วขบวนตั้งแต่ถนนมหาราชไปจนถึงถนนราชดำเนินใน
เวลา 08.00 น. วันเดียวกัน ที่อาคารรับรองสนามเสือป่า พระราชวังดุสิต สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระ ราชทานสิ่งของให้แก่จิตอาสาเฉพาะกิจ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพเป็นวันแรก เพื่อให้จิตอาสาสวมใส่ปฏิบัติหน้าที่ ในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ระหว่างวันที่ 18-31 ต.ค. เพื่อให้งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ ซึ่งมีประชาชนจิตอาสาเฉพาะกิจทยอยเข้ามารับสิ่งของพระราชทานหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างต่อเนื่อง สำหรับสิ่งของพระราชทาน ได้แก่ เสื้อโปโลสีดำ หมวกแก๊ปสีฟ้า ผ้าพันคอสีเหลืองประชาชนจิตอาสา ปลอกแขน และบัตรประจำตัวจิตอาสา
นอกจากนี้ที่สนามหน้าอาคารรับรอง ได้ตั้งเต็นท์แบ่งประเภทตามงานต่างๆ จำนวน 8 เต็นท์ เพื่อให้ประชาชนจิตอาสาเฉพาะกิจของทุกงานได้รับฟังคำชี้แจงในการปฏิบัติหน้าที่และมอบหมายภารกิจ กำหนดวันเวลาและสถานที่ในการปฏิบัติงาน ขอบเขตของงานแต่ละประเภท รวมทั้งข้อปฏิบัติในการเป็นจิตอาสาเฉพาะกิจ
ทั้งนี้ จิตอาสาเฉพาะกิจ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ที่ลงทะเบียนไว้ในภูมิภาคต่างๆ รวมทั้งต่างประเทศ สามารถไปรับสิ่งของพระราชทานในพื้นที่ที่ได้ลงทะเบียนไว้ ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 12 ต.ค.
ด้านสำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า เจ้าชาย อากิชิโน รัชทายาทลำดับที่สองแห่งประเทศญี่ปุ่น พร้อมด้วยเจ้าหญิงคิโกะ พระชายาจะเสด็จเยือนประเทศไทยเพื่อร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิง เป็นเวลา 2 วัน ตั้งแต่ วันที่ 26 ต.ค.
สำนักพระราชวังของญี่ปุ่นระบุว่า เจ้าชาย อากิชิโน พระโอรสองค์ที่สองของจักรพรรดิอากิฮิโตะได้เข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว รัชกาลที่ 9 หลายครั้ง สำหรับหมายกำหนด การเยือนของสองพระองค์ เจ้าชายอากิชิโน กับเจ้าหญิงคิโกะเสด็จออกจากท่าอากาศยานฮาเนดะในกรุงโตเกียวตอนเช้าของวันที่ 26 ต.ค. เพื่อร่วมพระราชพิธี และจะเสด็จกลับประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 27 ต.ค. ซึ่งตามธรรมเนียมราชวงศ์ดอกเบญจมาศของญี่ปุ่น ในการรักษาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับราชวงศ์ไทย
สำหรับจักรพรรดิอากิฮิโตะและจักรพรรดินีมิชิโกะได้เสด็จฯเยือนประเทศไทยในเดือนมี.ค. 2560 และเสด็จฯ ทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมศพ