18 ก.ย.60 เฟซบุ๊ก Punnatut Topunya แชร์ประสบการณ์และความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับน้ำยาล้างห้องน้ำและน้ำยาซักผ้าขาว โดยเตือนว่าห้ามผสมกันเด็ดขาด เพราะมันทำให้เกิดควันพิษในห้องน้ำ เข้มข้นมากถึงกับตายได้!
"เกือบรมควันพิษฆ่าตัวตายในห้องซะแล้วTT
(น้ำยาล้างห้องน้ำ+น้ำยาซักผ้าขาว= ก๊าซพิษ)
………………………
เมื่อตะกี้ล้างห้องน้ำ
เเล้วเพื่อนมันเอาขวดน้ำยาซักผ้าขาวยี่ห้อดัง
+ น้ำยาล้างห้องน้ำ (ซึ่งเป็นสีเดียวกัน) ไปวางใกล้กัน
…
ปรากฏว่าหยิบน้ำยาซักผ้าขาวไปราด ๆ ในห้องน้ำ ราดเยอะมาก ๆ ทั้งผนัง พื้น โถสุขภัณฑ์ พอราดเสร็จก็ถือขวดมาเก็บ อ้าว! นี่มัน (ชื่อผลิตภัณฑ์) !
ตอนนั้นก็ตกใจนิด ๆ แต่ก็หยิบน้ำยาล้างห้องน้ำไปราดซ้ำ ราดเเบบเยอะมากๆ
ตอนนั้นกลิ่นเหม็นมากๆ ก็คิดว่าปกติมันก็เหม็นแบบนี้อยู่แล้ว
เเต่กลิ่นเเรงขึ้นเรื่อยๆ มีควันอ่อนๆ ฟุ้งเต็มห้องน้ำ
ลามไปในห้องนอน ตอนนั้นเเสบตามากๆ ลืมตาไม่ได้เลย ควันเหม็นตลบอบอวนทั้งห้องนอน จนอ้วก
จึงหยิบทั้งสองขวด มาดูสารเคมีที่เป็นองค์ประกอบหลัก
อิบอ๋ายแล้ว!
ในน้ำยาล้างห้องน้ำมีHCl(Hydrochloric Acid) เป็นองค์ประกอบหลัก
เเละในน้ำยาซักผ้าขาว (ยี่ห้อ ไฮ…)มีNaOCl (Sodium Hypochlorite) เป็นองค์ประกอบหลัก
ซึ่งการผสมกันระหว่าง HCl กับ NaOCl ทำให้ได้ก๊าซพิษคลอรีน
NaOCl + 2HCl → Cl2 (***คลอรีน)+ H2O(น้ำ) + NaCl(เกลือ)
ซึ่งหนักกว่านั้น คือเทไปเกือบหมดขวด
เเละก๊าซคลอรีนนี้เป็นก๊าซพิษ
ในความเข้มข้นสูงถึง 30 พีพีเอ็ม ทำให้ไอ เจ็บหน้าอก อาเจียน มีอาการหลอดลมอักเสบ ปอดบวมน้ำ และถึงตายได้
เเละยังเป็น 1 ในวัตถุดิบสำหรับการฆาตกรรมในห้องปิดตาย
ของการ์ตูนเรื่องโคนันอะ
พอรู้เลยรีบหนีลงมาด้านล่าง
ตอนนี้นั่งพัดยุงอยู่ชั้น1 เสื้อก็ไม่ทันใส่
่จะไปหอใครได้บ้าง 555555
คงรอทั้งคืน กว่าก๊าซพิษจะหมดไป
สงสารตัวเอง ตลกตัวเองด้วย55
ห้องข้างๆก็อพยพลงมาชั้น1
แบ่งปันประสบการณ์ไว้เป็นอุทาหรณ์
TT
***ใครมีลูกหลานยิ่งต้องระวัง
ปล.ไม่ต้องห่วงผมนะครับ ตอนนี้สบายมาก ไม่งั้นคงนั่งพิมพ์ยาวเหยียดไม่ได้ ตอนนี้เเค่มานั่งรอชั้น 1 หาที่นอนใหม่เฉยๆครับ
It was the lesson !
ปล.ข้อความนี้ ผมไม่ได้กล่าวถึงข้อผิดพลาดของผลิตภัณฑ์
เเต่เพียงบอกถึงข้อผิดพลาดในการใช้งานผลิตภัณฑ์ของผมเองครับ. เเละถึงเเม้ว่าคลอรีนที่เกิดจากปฎิกิริยาระหว่างน้ำยาขัดห้องน้ำ จะไม่ได้มีความเข้มข้นสูงพอที่จะทำให้เสียชีวิตโดนฉับพลันได้เเต่การรับสารพิษเข้าสู่ร่างกาย มันก็ส่งผลไม่ดีทั้งนั้นเเหละครับผม"
ขอบคุณข้อมูลจาก : เฟซบุ๊ก Punnatut Topunya