เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 14 กันยายน ที่ สน.บางบอน นายอภิรักษ์ ชัชอานนท์ หรือ “เสี่ยโป้ อานนท์” อายุ 25 ปี พร้อมนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความ เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ณรัช มูลศาสตรสาทร ผกก.สน.บางบอน เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจฝ่ายสืบสวนไม่ทราบสังกัด ชื่ออาร์ตกับพวกรวม 4 คน หลังถูกชักปืนขึ้นลำปืนจ่อหัวและเรียกรับสินบน เหตุเกิดในร้านอาหารบ้านรถบางบอน ถนนเอกชัย แขวงและเขตบางบอน เมื่อเวลา 22.00 น.วันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา
นายอภิรักษ์ กล่าวว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาขณะตนและเพื่อนคุยคุยธุระกันที่ร้านอาหาร สักพักมีตำรวจนอกเครื่องแบบเป็นฝ่ายสืบสวนไม่ทราบสังกัดรวม 4 นาย มีตำรวจนายหนึ่งไม่ทราบยศและตำแหน่ง ที่รู้จักมาก่อน จำเพียงชื่อเล่นได้แค่ว่า อาร์ต เข้ามาขอตรวจค้นคนในกลุ่มตน โดยชักอาวุธปืนออกมาขึ้นลำปืนจ่อที่ตนและเพื่อนๆ กระทั่งสามารถจับกุมรุ่นน้องตน ชื่อ นายวรรลภ มณีธีรพงศ์ อายุประมาณ 20 ปีไปพร้อมอาวุธปืนมีทะเบียนที่ญาตินำมาฝากไว้ 2 กระบอก จากนั้นตำรวจที่ชื่ออาร์ตพร้อมพวกคุมตัว นายวรรลภ ส่งดำเนินคดีมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่ผู้อื่นได้รับอนุญาตให้มีและใช้ถูกต้องตามกฎหมายไว้ในความครอบครองโดยผิดกฎหมาย
นายอภิรักษ์ กล่าวต่อว่า อาวุธปืนที่นายวรรลภ ถูกยึดไปนั้นค้นพบในกระเป๋าสะพาย ประกอบด้วย อาวุธปืนลูกโม่ ขนาด .38 และอาวุธปืนกึ่งอัตโนมัติ ขนาด 9 มม. แต่ตนสงสัยว่าเหตุใดตำรวจชุดจับกุมจึงลงในบันทึกพร้อมส่งของกลางกับพนักงานสอบสวนเพียงกระบอกเดียว คืออาวุธปืนลูกโม่ ส่วนอาวุธปืนกึ่งอัตโนมัติหายไปไหน เมื่อสอบถามไปกับตำรวจที่ชื่ออาร์ต ได้ความว่าเดี๋ยวจะช่วยเหลือให้นายวรรลภ ได้รับการประกันตัว แต่ต้องมีค่าดำเนินการให้นาย โดยยังไม่ตกลงราคากัน กระทั่งตนแจ้งสื่อมวลชนมาร่วมสังเกตการณ์ในวันนี้ทำให้ นายวรรลภ ได้รับการประกันตัวโดยยื่นหลักทรัพย์จำนวน 100,000 บาท และไม่สามารถติดต่อกับตำรวจชื่ออาร์ตได้ ตนยังไม่ทราบว่าอาวุธปืนอีกกระบอกที่หายไป จะได้รับคืนหรือไม่
“ผมกลัวว่าหลังจากนี้จะถูกลอบปองร้าย จึงนำเรื่องไปปรึกษาทนายความ และประสงค์จะเดินทางมาแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจที่ชื่ออาร์ต พร้อมพวกในข้อหาพยายามฆ่า ที่เอาปืนออกมาขึ้นลำปืนหัวปากกระบอกมาที่ผม กับข้อหาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับสินบน ขณะนี้พนักงานสอบสวน สน.บางบอน ได้ลงบันทึกประจำวันเอาไว้แล้ว และอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าชุดจับกุมเป็นฝ่ายสืบสวนสังกัดใด อีกทั้งให้ผมไปเก็บหลักฐานเป็นภาพกล้องวงจรปิดในร้าน และคลิปวิดีโอที่ถ่ายเอาไว้มามอบให้อีกครั้ง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป”นายอภิรักษ์กล่าว