ก่อนแต่งงานสามี “ซื้อทั้งรถ-บ้านให้” พอแม่ฉันรู้เรื่องนี้เข้า ถึงกับโมโห เอามือทุบโต๊ะ พร้อมลั่นว่า “ไม่ต้องแต่งแล้ว” สุดท้ายเมื่อทราบเหตุผลว่าเพราะอะไร ถึงขนาดมีคนปรบมือให้!!!




เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ มีเว็บไซต์ต่างประเทศได้นำเสนอเรื่องราวของชาวเน็ตท่านหนึ่ง โดยเรื่องราวมีอยู่ว่า.. เราชื่อ "อาหยุน" รู้จักกับอาเฟิงแฟนหนุ่มจากที่ทำงาน มองตาปิ๊งปั๊งแล้วก็ตัดสินใจคบกัน ความสัมพันธ์ของเราสองคนค่อนข้างมั่นคง เนื่องจากเราสองคนเช่าบ้านอยู่ในเมืองด้วยกันทั้งคู่ ตอนแรกก็ต่างคนต่างเช่า แต่พอความสัมพันธ์มั่นคง พวกเราก็ย้ายมาอยู่ด้วยกัน พอแม่รู้ ท่านก็ไม่ได้พูดอะไร บอกแค่ว่าต้องป้องกันดีๆ อย่าท้องก่อนแต่ง เพราะไม่งั้นเรื่องจะยากขึ้น

(เป็นเพียงรูปประกอบเท่านั้น)

แต่เพราะว่าเราเคยไปกินข้าวกับพ่อแม่ของอาเฟิง ท่านทั้งสองก็ใจดี คุยด้วยง่ายไม่ทำให้เราเกร็ง เราก็เลยไม่เอาคำพูดของแม่มาใส่ใจ ผ่านไปสักระยะ ตอนที่อาเฟิงพาเราไปกินข้าวกับพ่อแม่เขา พวกท่านก็พูดถึงเรื่องแต่งงาน ท่านอยากให้เราสองคนตบแต่งกันสักที

(เป็นเพียงรูปประกอบเท่านั้น)

ว่าที่แม่สามีบอกว่าพวกท่านจะซื้อบ้านให้ โดยพวกท่านจะจัดการเอง เราไม่ต้องทำอะไรเลย แถมยังเน้นย้ำว่าคนรุ่นใหม่ต้องมีพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง ไม่ต้องอยู่ร่วมบ้านกับคนแก่ หลังกินข้าวเสร็จเราก็เลยเล่าให้แม่ฟัง แม่ก็โอเค แถมยังชมพ่อแม่เขา

(เป็นเพียงรูปประกอบเท่านั้น)

วันต่อมาว่าที่แม่สามีก็พาเรากับแฟนไปดูบ้านใหม่ เราชอบที่บ้านสวยมาก ว่าที่แม่สามีก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงจ่ายเงินทันที แต่ตอนเซ็นต์สัญญาซื้อบ้าน เราเห็นว่าท่านเขียนแค่ชื่อของอาเฟิงไม่มีชื่อเรา แต่ตอนนั้นเราก็ไม่ได้แคร์อะไร เพราะว่าเราก็ไม่ได้ออกเงินสักบาท ก็ไม่ควรเรียกร้องอะไรมากเกินไป

(เป็นเพียงรูปประกอบเท่านั้น)

 หลังเซ็นต์สัญญาเสร็จเราก็เล่าเรื่องนี้ให้แม่ฟัง ท่านนิ่งไปครู่เหมือนกำลังคิดอะไร หลังจากนั้นก็หยิบโทรศัพท์โทรไปหาพ่อแม่ของอาเฟิง “เตรียมตัว เราจะไปกินข้าวกับพวกเขากัน”

ตอนนั่งกินข้าวกัน แม่ก็ถามถึงเรื่องสินสอด “4 แสนน้อยไปมั้งคะ” ว่าที่แม่สามีได้ยินก็หน้าซีด กระอักกระอ่วน “แต่ก็ให้ทั้งบ้านทั้งรถ เงินสินสอดแค่นี้ก็ไม่น้อยแล้วนะคะ” แม่ได้ยินก็สีหน้าเปลี่ยน “แต่ทั้งบ้านทั้งรถก็เป็นชื่อลูกชายคุณนี่นา อย่างนี้ก็เหมือนลูกสาวฉันแทบจะแต่งเข้าบ้านคุณไปฟรีๆ”

(เป็นเพียงรูปประกอบเท่านั้น)

ว่าที่แม่สามีดูจะของขึ้น ชี้หน้าแม่เราแล้วว่าเสียงดัง “คุณรู้มั้ยบ้านหลังนึงราคาเท่าไหร่?” แม่เราก็ทุบโต๊ะโครม “วันนี้ถ้าไม่เขียนชื่อลูกสาวฉันลงไปบนโฉนดบ้าน บ้านจะราคาเท่าไหร่ฉันก็ไม่สน หรือไม่อย่างนั้นก็เพิ่มสินสอดมา คุณตัดสินใจเอง”

ตอนนั้นเองที่โต๊ะอื่นๆในร้านดูเหมือนว่จะเริ่มวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของบ้านเรา หลายๆคนเห็นด้วยกับที่แม่เราพูด บอกว่ามีเหตุผล ถึงขนาดมีคนปรบมือให้ ว่าที่แม่สามีเราหน้าเสียสุดๆ แล้วก็ลากอาเฟิงออกจากร้านไป เรากับอาเฟิงมองหน้ากันโดยไม่รู้จะพูดอะไร เรารู้สึกแย่มาก เพราะแค่บ้านกับสินสอดเราสองบ้านต้องทะเลาะกันขนาดนี้ อย่างนี้ยังจะได้แต่งมั้ย?

เจ้าของเรื่องกันแฟนรักกันดี แต่การแต่งงานไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคน แต่มันเป็นเรื่องของสองครอบครัว แต่ในเมื่อจะแต่งงานกันแล้วสินทรัพย์ก็ควรจะเป็นชื่อของทั้งสองคนสิ

ข้อมูลจาก : LIEKR