ย้อนประวัติฮีโร่ซีเกมส์ที่คนไทยจำได้ดี…”สืบศักดิ์ ผันสืบ”จากนักตะกร้อทีมชาติสู่เส้นทาง”สารวัตรโจ้”



 

เมื่อพูดถึงกีฬา “เซปักตะกร้อ” คงจะไม่มีคนไทยหน้าไหนปฏิเสธว่าไม่รู้จัก เพราะ “เซปักตะกร้อ” เป็นกีฬาที่คนส่วนใหญ่เล่นกันมายาวนานทั่วทุกท้องที่ของประเทศไทย และมีการพัฒนาเปลี่ยนรูปแบบมาเรื่อยๆ จากลูกหวายก็เปลี่ยนมาเป็นการใช้ลูกพลาสติกแทน ในการแข่งเซปักตะกร้อระดับนานาชาติ เมื่อหลายปีก่อน ทุกครั้งที่นักหวดลูกพลาสติกของไทยเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ คู่ชิงก็คือ "ทีมเสือเหลือง" มาเลเซีย ที่กลายมาเป็นคู่ปรับตลอดกาล ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะตลอดมา และจอมเสิร์ฟทีมชาติไทย ผู้มีผลงานมากมายของวงการเซปักตะกร้อไทย หนึ่งในนั้นคือ "สืบศักดิ์ ผันสืบ" หรือฉายา “โจ้ หลังเท้า”…

สืบศักดิ์ เกิดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ.2520 ที่จังหวัดราชบุรี เป็นบุตรคนที่ 2 ของนายสมจิต และ นางขนิษฐา ผันสืบ จากวัยเด็กที่เกือบจะไม่สมประกอบ เนื่องจากในวันแรกที่ลืมตาดูโลก มีดของหมอผ่าตัดพลาดไปโดนหลัง ตอนเป็นเด็กจึงต้องโดนฉีดยาที่ขาทุกวัน ทำให้ขาลีบ จึงอ่อนแอกว่าคนอื่น พัฒนาการช้ามาก จนพ่อพาไปออกกำลังกาย จึงหัดเตะฟุตบอล และเล่นตะกร้อ

 

 

ตอนอยู่ ป.6 โรงเรียนสารสิทธิ์พิทยาลัย “สืบศักดิ์” เริ่มฝึกการเล่นตะกร้อกับ อ.วิศิษฐ์ กออภิญญากุล และความที่เป็นคนรูปร่างสูงยาว และช่วงขายาวเป็นพิเศษ จึงถูกเลือกให้เล่นในตำแหน่งแบ๊ก หรือตัวเสิร์ฟ

และเพียงปีแรกที่เริ่มเล่น ก็พาทีมคว้าแชมป์ในการแข่งขันกีฬาอำเภอได้สำเร็จ จากนั้นสืบศักดิ์พัฒนาฝีเท้าขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดได้เข้าร่วมทีมธนาคารกรุงเทพ ได้เป็นตัวแทนของจังหวัด เพื่อส่งตัวไปคัดเยาวชนเขต ด้วยอายุเพียง 12 ปีเท่านั้น

การเดินสายค้างคืนที่อื่นๆ และการได้ไปเล่นต่างถิ่นในช่วงมัธยมปลาย สืบศักดิ์เดินสายแข่งขันมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเล่นให้ทีมธนาคารกรุงเทพ ที่ได้เข้าไปเป็นสโมสรสังกัด หรือการเล่นในนามตัวแทนจังหวัด ตัวแทนเขต พร้อมกันนั้นได้ตระเวนกันเองกับทีมในงานต่างๆ ตามจังหวัดต่างๆ ที่จัดแข่ง ชนะบ้าง แพ้บ้าง

 

 

พออายุได้ 18 ปี สืบศักดิ์รุ่งสุดขีด ถูกเรียกเข้าร่วมทีมชาติไทย เป็นครั้งแรกเมื่อพ.ศ.2539 ในการแข่งตะกร้อชิงถ้วยพระราทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 12 เป็นปีแห่งความสมหวังครั้งแรกที่ได้สวมเสื้อติดธงชาติไทย แม้จะได้เป็นเพียงทีมชาติชุดบี แต่ก็ชนะเลิศ พลิกฟอร์มเอาชนะทีมเอ คว้าแชมป์มาครองได้

สืบศักดิ์มาโด่งดังจริงๆ ในการแข่งตะกร้อชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 13 คราวนี้เลื่อนไปเล่นในทีมชุดเอ และช่วยให้ทีมคว้าแชมป์มาได้ทั้งประเภททีมชุดและทีมเดี่ยวพ.ศ.2540 ในซีเกมส์ ครั้งที่ 19 ที่ประเทศอินโดนีเซีย

 

 

ด้วยการเสิร์ฟ “หลังเท้า” ที่หนักหน่วงและแม่นยำ คู่ปรับอย่างมาเลเซียต้องหวาดผวา ทำให้ทีมไทยคว้าเหรียญทองมาได้ ทั้งทีมชาติชุดและทีมเดี่ยว จากนั้นสืบศักดิ์ทำสถิติเล่นในกีฬาซีเกมส์ 7 สมัย ติดต่อกัน และทำได้ถึง 12 เหรียญทอง เลยทีเดียว

ที่มาดังระเบิดแบบสุดๆ คือการคว้า 2 เหรียญทองในกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 ด้วยลีลาเสิร์ฟเฉพาะตัว

 

 

ตลอดเวลาที่ผ่านมา สืบศักดิ์ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักตะกร้อที่ได้รับการยอมรับทั้งในและนอกวงการอย่างแท้จริง และเป็นนักกีฬาระดับขวัญใจชาวไทยที่ไม่มีวันลืมเลือนอีกคนหนึ่ง

ปัจจุบัน นอกจากเป็นข้าราชการตำรวจแล้ว ยังเป็นเลขาธิการสมาคมฟุตวอลเลย์ และประธานเทคนิคกีฬาฟุตวอลเลย์ สมาคมฟุตวอลเลย์แห่งประเทศไทย และคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

 

 

โดยเส้นทางตำรวจที่เริ่มต้นหลังจากทัวร์นาเมนต์เอเชียนเกมส์ ที่เมืองกว่างโจว ประเทศจีน เมื่อปี พ.ศ. 2553 สืบศักดิ์ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้จัดการออนไลน์เมื่อปี 2558 ว่าตัวเขาเองก็ไต่เต้าตำแหน่งมาจากชั้นประทวนในแรกเริ่ม จนกระทั่งปัจจุบันนับเป็นเวลา 13 ปี ในชุดข้าราชการสีกากี และด้วยผลงานทางราชการ ทำให้ปัจจุบัน สืบศักดิ์ มีความเจริญในหน้าที่การงานตามลำดับ 

“คือเราไต่เต้ามาจากชั้นประทวน เข้ามาเป็นพลสำรองพิเศษเลย เมื่อปี พ.ศ. 2545 ตอนนั้นเป็นสายตรวจ 191 พอต่อมาท่านเสรีพิศุทธิ์ (เตมียาเวส) ท่านบอกว่า ใครมีวุฒิปริญญาโท จะปรับเป็นสัญญาบัตร ก็ได้มาเป็นช่วงนั้น ก็อยู่สายตรวจ 191 มาตลอด จนปัจจุบันขึ้นมาเป็นสารวัตรแล้วครับ”

 “คือช่วงที่เราเป็นรองสารวัตร ผมทำสายตรวจ 191 ลักษณะเป็นงานปราบปราม ก็แสดงกำลังป้องกันเหตุ พอมาประจำการที่นี่ ก็เป็นงานแบบนี้เช่นกัน แต่จริงๆ แล้ว มียศสูงขึ้น มีหน้าที่สูงขึ้น และก็มีความรับผิดชอบสูงขึ้นแค่นั้นเอง คุมดูแลทีมงานน่ะครับ ให้ปฎิบัติหน้าที่ตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา เพราะอยู่พื้นที่ สน. มันจะมีมาตรการต่างๆ มีคำสั่ง มีวิธีการป้องกันเหตุ เพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้น อย่างเช่นมาตรการทิ้งทุ่น เราก็ต้องไปประจำจุดตามธนาคาร หรือ ร้านทอง ในช่วงเวลาที่กำหนด ช่วงเช้า ช่วงสาย ช่วงบ่าย หรือ มาตรการพิทักษ์เด็ก ก็จะไปตรวจเด็กหลัง 2 ทุ่ม ถึง 4 ทุ่ม ก็ไปดูซิว่าเด็กยังอยู่ร้านเกมอยู่มั้ย และไปดูตามสถานประกอบการต่างๆ ว่ายังมีเด็กแอบเข้าไปมั้ย เราก็คอยดู คือเหมือนกลายเป็นประจำวันน่ะครับ ที่เราทำ เพราะถ้าเกี่ยวกับเรื่องเด็ก มันก็เหมือนเป็นลูกหลานเราน่ะ เราก็ดูพิเศษหน่อย เพราะผมให้ความสำคัญมากกับเด็ก มันเป็นปัญหาสังคมตั้งแต่ครอบครัวเลย พ่อแม่อาจจะไม่ทราบว่า ลูกออกมา หรือ เพื่อนชักชวนมา ก็มาเที่ยวมั่วสุมอะไรแบบนี้ครับ เราก็ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ” 

 “พอเราขึ้นมาเป็นสารวัตรแล้ว มันก็ความรับผิดชอบเยอะขึ้นน่ะครับ งานมันอาจจะไม่ได้เหนื่อยแตกต่างกันมาก แต่ว่าเรารู้สึกรับผิดชอบ ต้องคิดมากขึ้น ต้องวางแผนว่า ทำยังไงใช้ทรัพยากร ใช้ลูกน้อง ใช้ผู้ใต้บังคับบัญชา ให้ไปทำงานให้เราแบบเต็มที่และเต็มใจ ผมมองว่าคนเรา การอยู่ร่วมกัน โอเค มันมีสายผู้บังคับบัญชา สั่งให้ทำนู่นทำนี่ แต่มันก็คือคน ทุกคนมีจิตใจ มีความคิด มีหลายอย่างข้างใน เพราะฉะนั้น ผมมองว่า ถ้าเราสั่งเขาทำได้ และทำด้วยความเต็มใจ มันจะดีมาก แล้วผลที่ได้ก็จะได้กับประชาชนเอง ทุกอย่างเลยที่นโยบายของเจ้านายออกมา อย่างมาตรการต่างๆ ถ้าเราสั่งให้ทำ แต่เขาทำไปงั้น ไม่ได้ทำแบบตรวจแบบละเอียด มันก็มีผล เพราะฉะนั้น ผมมองว่า ทุกอย่างมันก็ต้องคิดมาก และก็ทำยังไงให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเค้าทำตามคำสั่งเราอย่างเต็มที่และเต็มใจทำ มันก็ส่งผลต่อสังคมให้มันดีขึ้น อันนี้สำคัญ 

“เหมือนคล้ายๆ ว่าเราเป็นกัปตันทีมนะ วันแรกที่มาผมก็บอกเลยนะว่า ผมเป็นกัปตันทีมแหละ ทุกคนคือผู้เล่น เปรียบเทียบให้เหมือนกับฟุตบอลเลย ทุกคนคือผู้เล่นเลย กองหลัง กองหน้า แบ่งหน้าที่ชัดเจนเลย เพราะทุกคนแบ่งไปแต่ละเขต แต่ละหน้างาน ทุกคนชัดเจน รู้บทบาทหน้าที่ตัวเองชัดเจน เพียงแต่ว่าผมเป็นหัวหน้าทีม ทำยังไงให้ทุกคนตั้งใจเล่น และก็เล่นด้วยความเต็มใจ ผู้บังคับบัญชา ผู้กำกับ ก็เหมือนกับตัวโค้ช ผู้จัดการทีม คนวางแผน เป็นเหมือนสปอนเซอร์หลัก คอยดู คอยให้ความสะดวก จะเป็นอย่างงั้น เพราะเราต้องทำงานด้วยกัน บางทีมันจะต่างคนต่างทำก็ไม่ได้ อย่างคนนี้ทำ ก็ทำคนเดียว ไอ้นี่ไม่ทำ ก็ไม่ทำอยู่วันยังค่ำ มันก็ต้องมีวิธีการจัดการว่า เฮ้ย คนอื่นเค้าทำกันนะ คุณจะไม่ทำกันเหรอ อะไรแบบนี้ มันก็ต้องมีวิธีที่จะสื่อสารกันได้” 

 

 

ข้อมูลและภาพจาก : ผู้จัดการออนไลน์, ไทยรัฐออนไลน์