แพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งที่มีชื่อว่า Yorkshire Health Study ได้ทำการวิจัยกับกลุ่มผู้ที่มีโรคอ้วนจำนวน 4,000 คน และแบ่งโรคอ้วนของชายและหญิงออกจากกัน โดยที่ฝั่งชายจะมีไขมันไปรวมกันอยู่บริเวณส่วนกลางหรือตรงพุงมากกว่าเอว เรียกว่ามีรูปร่างแบบแอนดรอยด์ (Android) หรือแบบแอปเปิ้ล (Apple shape) ส่วนผู้หญิงจะมีความอ้วนส่วนเอวและสะโพกมากกว่าพุง เรียกว่ารูปร่างแบบไกลนอยด์ (Gynoid) หรือแบบลูกแพร์หรือชมพู่ (Pear shape) และจากแนวโน้มนี้ นักวิจัยได้จำแนกโรคอ้วนออกเป็น 6 ประเภท เรามาดูกันว่าโรคอ้วนแบบไหนเหมาะกับวิธีลดแบบไหนกัน
1. โรคอ้วนส่วนบน (ชาย) ถ้าคุณอ้วนแบบนี้หมายถึงคุณเป็นคนทานเยอะแล้วยังออกกำลังกายน้อยอีกด้วย พยายามลดขนมหรือของหวานที่อุดมน้ำตาลและหาเวลาออกกำลังวันละสามสิบนาทีถึงหนึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อยต่อวัน
2. โรคอ้วนส่วนลำตัว (ชาย) ถ้าอ้วนส่วนนี้หมายความว่าคุณมีภาวะของความเครียด กังวล หรือซึมเศร้า ลองปรับการออกกำลังควบคู่ไปกับวิธีคลายความเครียดต่างๆ เช่นการนั่งสมาธิน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด
3. โรคอ้วนส่วนล่าง (หญิง) ข้อนี้เป็นปัญหาของผู้หญิงส่วนใหญ่เลยทีเดียว หาวิธีออกกำลังที่เน้นแบบคาร์ดิโอไปกับการควบคุมอาหาร รวมถึงการออกกำลังกายเฉพาะส่วน
4. โรคอ้วนส่วนพุง (ชาย) บริเวณนี้มักเกิดกับผู้ที่ดื่มเหล้าหนักหรือที่เรามักเรียกว่า "บวมเหล้าบวมเบียร์" ลองลดปริมาณเหล้าแล้วฝึกวิธีกำหนดลมหายใจดูโดยหายใจให้ทั่วท้อง รวมถึงการควบคุมการกินและการออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ
5. โรคอ้วนส่วนล่าง (หญิง) คนเคยท้องมาก่อนมักอ้วนบริเวณนี้ วิธีแก้คือการออกกำลังในน้ำที่จะช่วยยกน้ำหนักของตัวคุณ ไม่ให้ทิ้งลงไปที่ข้อต่างๆ นอกจากนี้เวลานั่งให้ยกขาขึ้นก็ช่วยได้เช่นกัน
6. โรคอ้วนไปทั้งตัว มีพุงใหญ่แล้วก็มีไขมันสะสมด้านบนส่วนหลังด้วย (ชาย) อ้วนแบบนี้คล้ายกับแบบแรก คือคุณไม่ค่อยขยับตัว สิ่งที่สำคัญคือการออกกำลังให้มากขึ้น และลดน้ำตาล พยายามอย่าอดอาหาร ทานบ่อยๆ แต่ทานมื้อเล็กๆ แทน
หลังจากอ่านครบทั้ง 6 ประเภทแล้วลองพิจารณาตัวเองดูนะว่าเป็นแบบไหน นอกเหนือจากการควบคุมการกิน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สภาวะจิตใจ รวมถึงปัจจัยอื่นๆเช่น ฮอร์โมนหรือพันธุกรรมแล้ว การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้แผนการลดความอ้วนของเรานั้นถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะสุขภาพของเรานั้นก็เป็นสิ่งมีค่าที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ยังไงล่ะ
ข้อมูลจาก : LIEKR