ผอ.แขวงการทางลำปาง ยันต้องทุบหลักกิโลยักษ์แยกภาคเหนือ หลังมีโครงการขยายเลนจราจรเป็นวงแหวน และทางยกระดับ ละลายเงินกองทุนของ กฟผ.หลังอดีต ผวจ.นำงบฯ มาสร้างแบบไม่มีการวางแผน-ผิดจุดประสงค์
วันที่ 6 มิ.ย.60 นายเอกรินทร์ จินทะวงศ์ แขวงการทางจังหวัดลำปางเปิดเผยว่า กรณีชาวลำปางมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในขณะนี้ว่าจะมีการทุบหลักกิโลยักษ์บริเวณถนนสายลำปาง – กรุงเทพฯ เขตท้องที่ ต.ชมพู อ.เมือง จ.ลำปาง นั้น เป็นเรื่องจริง เนื่องจากมีโครงการขยายผิวจราจรเป็นถนนวงแหวนและทางยกระดับที่ตรงจุดหลักกิโลยักษ์พอดี ซึ่งเรื่องนี้มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ในฐานะแขวงการทางเป็นเจ้าของพื้นที่ เมื่อมีโครงการเกิดขึ้นก็ต้องดำเนินการ แต่มีแนวคิดว่าเมื่อทุบหลักกิโลยักษ์แล้วมีแนวทางสร้างสัญลักษณ์อย่างอื่นมาทดแทน
ปัจจุบันนี้ บริเวณนี้มีปัญหาการจราจรและความปลอดภัยอยู่แล้ว เพราะนักท่องเที่ยวจะแวะถ่ายรูป ที่จอดรถก็ไม่มี อย่างไรก็ตาม จะนำเรื่องเข้าหารือกับคณะกรรมการจังหวัดอีกครั้งหนึ่ง รวมถึงความเห็นของชาวลำปางเรื่องการทุบทิ้งหลักกิโลยักษ์ด้วย"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชนจังหวัดลำปางส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยกับการสร้างหลักกิโลยักษ์ของนายดิเรก ก้อนกลีบ อดีตผวจ.ลำปาง เมื่อปี 2551 แม้ว่าจะเป็นเงิน 30% จากเงินกองทุนไฟฟ้าฯ ที่ได้ปีละ 300 ล้านบาท แต่ก็ผิดจุดประสงค์ของเงินกองทุน ที่ต้องการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองลิกไนท์แม่เมาะ อีกทั้งการสร้างหลักกิโลยักษ์ ใช้เงินสูงถึง 3 ล้านบาท ทั้งๆ ที่โครงสร้างแทบไม่มีอะไร และเจ้าของพื้นที่แขวงการทางก็ไม่ได้รับการประสาน เพื่อเตรียมการรองรับแผนในอนาคต รวมถึงหลักกิโลยักษ์ดังกล่าว ก็ไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ใดๆ ของ จ.ลำปาง ด้วย
ที่มาของหลักกิโลยักษ์
ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ได้ค้นข้อมูลที่มาที่ไปของการก่อสร้างหลักกิโลเมตรยักษ์ ขนาดความสูง 14 เมตร กว้าง 7 เมตร สร้างขึ้นบริเวณสี่แยกห้าเชียง ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ หลัก กม.ที่ 597 ต.ชมพู อ.เมืองลำปาง ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร
ซึ่งจากข้อมูลข่าว เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2551 นายดิเรก ก้อนกลีบ ผวจ.ลำปาง (สมัยนั้น) ได้เคยให้สัมภาษณ์ว่า ทางจังหวัดได้สร้างเสาหลักกิโลเมตรดังกล่าวขึ้น มีจุดประสงค์เพื่อชูแผนการพัฒนาของจังหวัดลำปางตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ให้ จ.ลำปาง เป็นจังหวัดศูนย์กลางของภาคเหนือตอนบน และให้ จ.นครสวรรค์ เป็นจังหวัดศูนย์กลางของภาคเหนือตอนล่าง ต่อมาได้มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 2 ให้ จ.เชียงใหม่ เป็นจังหวัดศูนย์กลาง ทำให้มหาวิทยาลัยที่จะสร้างขึ้นในพื้นที่ ต.ปงแสนทอง อ.เมืองลำปาง ต้องย้ายไปสร้างที่ จ.เชียงใหม่ แทน นอกจากนั้น หน่วยงานราชการที่สำคัญหลายแห่งได้ถูกย้ายไปที่ จ.เชียงใหม่ ทำให้ จ.ลำปาง หมดโอกาสเป็นเมืองศูนย์กลางไปทันที สำหรับเสาหลักกิโลเมตรที่สร้างขึ้นนี้มีตัวเลขบอกระยะทางจังหวัดต่างๆ ในประเทศ รวมประเทศเพื่อนบ้านเช่น สิงคโปร์ พม่า ใช้งบประมาณก่อสร้างประมาณ 2 ล้านบาท
ต่อมา วันที่ 14 ก.ย. 51 นายดิเรก ได้ให้สัมภาษณ์อีกครั้ง สืบเนื่องจาก ผู้อำนวยการสำนักทางหลวงที่ 1 จ.เชียงใหม่ ไม่อนุญาตให้ก่อสร้าง เนื่องจากสถานที่ก่อสร้างติดกับแยกไฟแดง อาจจะส่งผลต่อการใช้รถใช้ถนน แต่ทางจังหวัดกลับดำเนินการก่อสร้างก่อนได้รับอนุญาต และอาจจะทำให้มีการทุบหลักกิโลเมตรยักษ์ทิ้งนั้น
โดยนายดิเรก กล่าวว่า เมื่อสำนักทางหลวงที่ 1 จ.เชียงใหม่ ห้ามก่อสร้าง และอาจจะถึงขั้นทุบหลักกิโลเมตรยักษ์นั้น จึงได้ทำเรื่องส่งไปยังอธิบดีกรมทางหลวงขอให้ทบทวนในเรื่องนี้ เพราะว่าการพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดต่างๆ เป็นเรื่องของแต่ละจังหวัด คือสร้างความเจริญและความสะดวกสบายให้กับคนในพื้นที่ กรมทางหลวงควรจะให้โอกาสจังหวัดหรือท้องถิ่น ได้พัฒนาเส้นทางหรือปรับภูมิทัศน์ 2 ฝั่งถนน หรือทำให้เกิดสัญลักษณ์ใน จ.ลำปาง
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับหลักกิโลเมตรยักษ์ดังกล่าวก่อสร้างด้วยเงินงบประมาณของจังหวัดลำปาง จำนวน 2,893,595 บาท
ข่าวจาก : http://www.thairath.co.th/content/964720, http://www.thairath.co.th/content/964498