สวัสดีครับ นี่เป็นกระทู้แรก (https://pantip.com/topic/36468549) ตั้งใจเขียนในวันที่กำลังจะไปโอนที่ดินแปลงอีกแปลงหนึ่ง หน้ากว้าง 80 เมตร ลึก 35 เมตร ซื้อได้ถูกกว่าราคาประเมิน หวังใจว่าจะเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ มนุษย์เงินเดือนทุกๆท่าน
– ผมจบการศึกษาจาก ม.รัฐบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ (แบบหลักสูตรต่อเนื่อง เพราะตอนเอนทราซ์สอบไม่ติด) เป็นนักเรียน กยศ. ตอนเรียนมัธยม เรียนไม่เก่ง เกรด 2.xx เวลาหาชื่อตัวเองตอนประกาศคะแนนผลสอบ หาชื่อจากท้ายห้องขึ้นมาจะง่ายกว่ามาก
– ผมเริ่มทำงานเมื่อปี 2547 งานแรกที่ทำคือ ยกบล็อคปูนสำหรับสร้างบ้าน เริ่มจากไปของานคุณป้าเจ้าของร้านทำ โดยให้เหตุผลว่า อยากมีร้านวัสดุก่อสร้างแบบนี้ คุณป้าใจดีบอกมาเริ่มงานได้เลยวันพรุ่งนี้ วันแรกที่ไปทำยกบล๊อคสนุกมากหลังแทบหัก ขยันเต็มที่สุดๆ ได้เรียนรู้ชีวิตทำงานจริงๆๆ ในวันแรก แต่ยกสู้คุณป้าเจ้าของร้านไม่ได้ ทั้งๆ ที่ ท่านอายุ 60 กว่าๆแล้วในตอนนั้น พอตอนเย็นทำงานเสร็จ คุณป้าก็ถามว่าจบอะไรมา เรียนอะไร เราบอกกำลังจะจบ ป.ตรี จากที่นี่ เหลืออีกตัวเดียวจะจบ พอป้าเขารู้ เขาบอกพรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงานแล้วนะ เราก็ช็อคสิ เราถามผมทำงานไม่ดีหรอ ท่านบอกป่าวหรอก ทำงานดีมาก ขยันดี แต่ที่นี่ไม่เหมาะสำหรับผม พรุ่งนี้จะโทรไปฝากงานให้ในร้านวัสดุก่อสร้างขนาดใหญ่ในเชียงใหม่ ซึ่งป้าเป็นค้าช่วงเขาอยู่ นั่นเองเป็นจุดเริ่มต้นที่ผมได้งานทำในร้าวัสดุก่อสร้าง ใกล้บ้านด้วย ด้วยเงินเดือนเริ่มแรก ในตอนนั้น 5,000 บาท
– ตอนเริ่มทำงาน เหมือนเริ่มเรียนรู้ มีทั้งคนรัก มีทั้งคนด่า เพราะเราขายของผิดบ้าง ครั้งหนึ่งเคยโดนด่าด้วยคำที่หยาบมาก อารมณ์ตอนนั้นอยากลาออก แต่คิดในใจท้อเป็นถ่าน ผ่านเป็นเพชร จึงเข้าอบรมความรู้สินค้าทุกตัวที่บริษัทจัดและกลับไปทำการบ้านศึกษาความรู้สินค้าทุกวัน จน 4 เดือนได้ปรับตำแหน่งเป็น ผจก.แผนก เงินเดือนขึ้นมาเท่าตัว ตอนนั้นดีใจมาก คิดว่าที่บ้านน่าจะสบายขึ้น ขยันทำงาน เดินขายของให้ลูกค้าในร้าน จนต้องเปลี่ยนรองเท้าหนังเดือนละคู่เพราะขาดบ่อยมาก แต่เงินเดือนตอนนั้นยังไม่พอให้ที่บ้านสบาย
– พอตอนทำงานที่แรก ได้รู้จักเซลล์ที่เข้ามาเสนอสินค้า นี่คือ จุดเปลี่ยนในชีวิต เพราะเห็นเซลล์ เงินดี รายได้ดีมาก ได้กิน ได้ไปเที่ยว ผมได้โอกาสดี มิตรสหายท่านหนึ่งที่เป็นเซลล์ ชวนไปทำงานด้วย จึงลาออกจากที่ทำงานแรก ด้วยอายุงาน 1 ปี 7 เดือน ตำแหน่งสุดท้าย คือ ผจก.แผนกและทีมพัฒนาระบบตลาด (ผมชอบศึกษาเรื่องการตลาด จึงได้รับโอกาสให้อยู่ในทีมขอบริษัท) เงินเดือนประมาณ 12,500 บาทในตอนนั้น
– เป็นเซลล์ ตอนนั้นวัยรุ่น เลือกเลยครับภาคที่มีทะเล ตอนนั้นทางเลือกไม่มาก ภาคเหนือยังไม่ว่าง ไกลบ้านไม่เป็นไร แต่ได้เที่ยว ตอนทำงานหยุด ส-อา เข้าเกาะ ดำน้ำ เชื่อไหมว่า ดำน้ำจนผิวลอกออกมาเป็นแผ่นเลย ทำงานเป็นเซลล์ ยอดดีมากในตอนนั้น แต่คิดถึงบ้าน อยากกลับไปดูแลม๊ากับป๊า เลยต้องหางานใหม่ที่ใกล้บ้าน คือเขตภาคเหนือ ได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ ท่านหนึ่ง ขออนุญาตเอ่ยนามว่า พี่ยุ ช่วยการันตีตัวเรากับบริษัทใหม่ให้ จึงได้โอกาสสัมภาษณ์และได้งานใหม่ทำในเขตภาคเหนือ
– ทำงานที่ใหม่ ปี 2551 ไม่ง่ายนะ ปีแรก น้ำหนักหายไป 17 กิโล เพราะเครียด อาจเป็นเพราะเราตั้งใจจะซื้อบ้านให้ป๊ากับม๊าให้ได้ ตอนนั้นครอบครัวอยู่ห้องแถว ทำอาชีพขายข้าวมันไก่ ธุรกิจตอนนั้นเริ่มไม่ดี เจอทั้งไข้หวัดนก โดนไล่ที่ (เช่าเขามา 20 กว่าปี ) จำได้ว่าทำงานหนักมากขยัน นั่งทำใบเสนอราคาถึงตีสอง ตอนเช้าตื่นเข้าไปหาลูกค้า ขายของจนมียอดอันดับหนึ่งของบริษัทในส่วนของกลุ่มร้านค้าต่างจังหวัด
– พอมีงานประจำที่มั่นคง เราจึงเริ่มหาซื้อที่เพื่อทำบ้าน ตอนนั้นคิดหนักมาก เพราะเหมือนเราจะพลาดไม่ได้ และแล้วก็ได้ที่ปลูกบ้านขนาด 600 ตร.วา หน้ากว้างติดถนน 27 เมตร (ยื่นเอกสารในงาน Money Expo ที่เดียว 11 แบงก์ ทำการบ้านนดีไหมครับ จำได้ว่าวันนั้นได้ของพรีเมี่ยมจากในงานเพียบ เพราะเอกสารพร้อมมาก) และเราก็กู้ผ่าน แต่จำได้ว่าวันที่ไปโอนเหลือเงินติดตัว 120 บาทกลับบ้าน ขายทั้งทอง ทั้งสลากออมสิน เพราะมีค่าโอนกับจดจำนอง
– ด้วยความที่เราอยู่วงการวัสดุก่อสร้าง จึงทำบ้านได้ในราคาที่ไม่แพงมาก แต่เชื่อไหมครับ สองปีแรกที่ทำบ้านไม่มีรั้วบ้าน ต้องขยันทำงานมากขึ้น หาของมาขาย มีรายได้เสริมเข้ามาบ้าง เพื่อทำรั้วบ้านให้ได้ (ตอนนั้นกู้ 5 ล้าน ผ่อนประมาณ 36,200 บาท/เดือน) จนวันหนึ่ง ผจก.แบงก์ มาเที่ยวที่บ้าน บอกเออ ทำบ้านให้พ่อแม่จริงนิ ท่านบอกที่หน้าบ้านเหลือทำไมไม่ทำอะไร เราบอกอยากทำห้องแถวให้เช่าแต่ไม่มีทุน ผจก.แบงก์บอก เขียนแผนธุรกิจมาเสนอซิ ผมจึงเขียนไป ได้เงินก้อนมาอีก 1.7 ล้านบาท ทำอาคารพานิชชั้นเดียว ได้ 5 ห้องบนที่แปลงนี้ ปัจจุบันเก็บค่าเช่าได้เกือบสามหมื่นต่อเดือน ชีวิตเริ่มดี แต่ยังเหนื่อยอยู่นะ เพราะต้องขยันมากขึ้น เห็นช่องทางเพราะที่ที่บ้านเหลืออีก 200 ตร.วา จึงเก็บเงินทำบ้านเช่าแบบโมเดิรน์ปูนเปลือย ได้อีก 4 หลัง ปัจจุบันได้ค่าเช่า อีกหมื่นกว่าบาทจากสี่หลังนี้ ชีวิตตอนนั้น ตั้งใจทำงาน ขายของให้บริษัทมากๆ ดูแลลูกค้าให้ดี สร้างทีมขายให้ดีและเก่งเพื่อรักษายอดให้ดีเป็นอันดับหนึ่งตลอดและรักษษเครดิตให้ดีที่สุด ขายของมากเอาเงินเข้าแบงก์ หมุนให้แบงก์เห็น ช่วงนั้น จังหวะดี เจอบ้านอีกหลังอยู่แถวบ้านผมพอดี เขาประกาศขายเพราะผ่อนต่อไม่ไหว จึงเข้าไปซื้อ ปรับปรุงไป 100,000 บาท ตอนนี้ปล่อยเช่า ได้ค่าเช่าเดือนละ 15,000 บาท (ผ่อนสองหมื่นนิดๆ)
– จุดเปลี่ยนในชีวิตอีกอย่าง หลังจากที่ป๊ากับม๊าได้ย้ายมาอยู่บ้านใหม่ ชีวิตมีความสุขมาก เพราะเราเห็นป๊าม๊ามีความสุข นั่นคือสุดยอดของชีวิต เพราะเราเห็นท่านเหนื่อยมาทั้งชีวิ ต้องตื่นแต่ตีสี่ เพื่อขึ้นมาเตรียมของขาย แต่แล้วป๊าก็มาป่วยเป็นมะเร็งปอด(สูบบุหรี่จัดมาก รักใครให้บอกเลิกสูบเถอะ โรคนี้ทรมานมากจริงๆ) ช่วงกลางปี 59 ช่วงนั้นใช้เงินมากในการรักษา ขอบคุณพระเจ้าที่เราบังเอิญทำประกันมะเร็งไว้ให้ท่าน จึงได้ทำการรักษาอย่างดีที่สุดและท่านก็จากไปหลังจากรู้ว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายได้ 5 เดือน ตัวผมจึงคิดจะลาออกจากงานเพื่อนมาดูแลม๊าที่ต้องอยู่บ้านคนเดียว จึงเริ่มหาธุรกิจทำ ด้วยความที่เป็นคนชอบธุรกิจและงานการตลาด การขาย มีโอกาสได้ไปเดินงาน SME ที่จัดที่ อิมแพ็ค ตั้งใจไปหาธุรกิจมาทำ ตอนไปเดินได้เจอธุรกิจอาหารตัวหนึ่ง เราเห็นขายดีมาก จึงติดต่อขอเป็นตัวแทนจำหน่าย เขาถาม มีห้าแสนไหม เราบอกไม่มี แต่ถ้าให้ผมเขียนแผนการตลาดให้ดูเราจะมีเงินล้านด้วยกัน ผมจึงเขียนแผนการตลาดส่งไป สรุป ได้ทำ ช่วงแรกที่ได้ทำ ต้องไปขายของเองที่ตลาดนัดเพื่อเปิดตัวสินค้าให้เป็นที่รู้จัก เหนื่อยมาก เหนื่อยที่สุด แต่ด้วยความตั้งใจและขยัน และการดูแลตัวแทนจำหน่ายอย่างดีที่สุดเหมือนคนในครอบครัว จึงทำให้ปัจจุบันนี้ ผมเป็นตัวแทนยอดขายอันดับหนึ่งของประเทศในสินค้าตัวนี้ ด้วยธุรกิจและหน้าที่การงาน จึงทำให้กู้ซื้อที่ได้อีกแปลง ซึ่งจะไปโอนบ่ายวันนี้ นี่คือเรื่องราว คร่าวๆทั้งหมดครับ
ขออภัยหากเขียนแบบตกหล่น และบางทีสรุปไม่ต่อเนื่อง แต่ใจของผม อยากเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ มนุษย์ เงินเดือนทุกท่าน โดยมีหลักที่ยึด คร่าวๆดังนี้ หวังใจว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกท่าน
1. กตัญญูต้องมาก่อน ซุปร้อนๆ สักถ้วยให้พ่อแม่ตอนมีชีวิตอยู่ ดีกว่าเอาเนื้อมังกรให้ตอนท่านไม่อยู่
2. ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด กตัญูญู รักษาคำพูดและเครดิตยิ่งชีพ
3. หมั่นพัฒนาตนเอง อย่าหยุดเรียนรู้ อ่านหนังสือมากๆ ที่บ้าน จขกท. มีหนังสือธุรกิจและการตลาดและอื่นๆ เกือบ 200 เล่ม
4. รักษาและเห็นคุณค่าของเวลา ครั้งนึง จขกท.เคยขับรถออกจากบ้านตีสามเพื่อไปถึงหน้าร้านลูกค้าตอนตีห้า เพราะลูกค้านัด 8 โมงเช้า จขกท.กลัวตื่นสาย จึงขับไปนอนหน้าร้านลูกค้าท่านนี้ ลูกค้าตื่นมาเปิดร้านตกใจเห็นเรานอนในรถ ผมบอกมารอสามชั่วโมงดีกว่าสายเฮียสองนาที หลังจากวันนั้น จากยอดขายปีละ 3 หมื่น ขยับมาบางเดือน 3-4 แสน ปีละล้านสองล้านเลย และที่สำคัญ ลูกค้าท่านนี้กลายมาเป็นผู้ให้คำปรึกษาในชีวิตกับผมหลายเรื่องเหมือนได้เจอปราชญ์ท่านนึงเลยทีเดียว
5. จงซื้อทรัพย์สิน อย่าซื้อหนี้สิน
6. หากเราซื้อของไม่จำเป็น วันนึงเราต้องขายของเหล่านั้นเพื่อรักษาของจำเป็น (วอเรน บัฟเฟ่ท์ )
7. บนรู้ฟ้า ล่างรู้ดิน ท่ามกลางฟ้าดิน ต้องรู้ใจคน (อ่านสามก๊กเถอะ ถ้าคิดทำการใหญ่)
8. จงวิ่งเข้าหาโอกาส บางครั้งโอกาสอาจมาหาเราช้าไป
9. เป็นคนดี ยิ่งให้ยิ่งมีมาก ให้คุณแก่ท่าน คุณนั้นถึงตัว น้ำประปา กับ น้ำคลองอยู่ด้วยกันไม่ได้ แรงดึงดูดของความดี จะดึงดูดคนดีๆมาใกล้ตัว
10. คอนเนกชั่น สำคัญมากในโลกปัจจุบัน หากมีมากเราจะไปได้เร็วและไกลกว่า
ยังมีอีกหลายข้อ ขอฝากไว้แค่ 10 ข้อสำคัญๆ นะ
**สุดท้าย วันนี้ผมมีลูกชายที่น่ารัก มีเพื่อนที่ดีรอบตัว อยู่และดูแลม๊าได้อย่างมีความสุข และเจอผู้หญิงที่ดีที่สุดในจักรวาลแล้ว ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน เป็นกำลังใจให้ทุกท่าน ท้อเป็นถ่าน ผ่านจึงเป็นเพชร จงอย่าหยุดพัฒนาตัวเอง
*** 30 ล้านเป็นมูลค่าจากสินทรัพย์ครับ ตอนนี้ราคาประเมินที่ดิน 600 ตร.วาบ้านของผม รวมสิ่งปลูกสร้างมีบ้านเช่า 4 หลัง มูลค่า 2 ล้านกว่าๆ, ห้องเช่า 5 ห้อง มูลค่า 1.7 ล้าน เอาตามราคาก่อสร้าง บ้านผมประเมิน ได้อีก 1.7ล้าน ที่ดิน 600 ตรวา ราคาซื่อขายตามตลาดในปัจจุบัน 20,000 ตร.วา
600×20,000=12ล้าน+สิ่งปลูกสร้าง 5.4ล้าน =17.4
บ้านที่บอกให้เช่าที่ได้ค่าเช่า15,000ราคาประเมินเมื่อสองปีที่แล้ว = 3.3ล้าน
ที่ดินที่จะไปโอนซื้อวันนี้ ราคาประเมิน 9,500×576ตรวา= 5.4 ล้านบาท
รวมสินทรัพย์ =26 ล้าน ผมมีหนี้สินตามที่แจ้ง เงินสดติดมือพอมีในการทำธุรกิจ สลากออมสิน ltf และรถสามคันผ่อนหมดแล้วแต่ไม่ได้มาคิดในสินทรัพย์ครับ
*** ถ้ารวมที่ดินจะโอนวันนี้ (18 พ.ค.60) จะมีหนี้ ประมาณ 11 ล้านจ้า
ส่วนแรก คือบ้าน 600 ตร.วาและบ้านเช่า 3.3 ล้าน สองจุดนี้ปัจจุบัน ค่าเช่าได้ประมาณ หกหมื่น แต่ต้องผ่อนธนาคารสองแปลงนี้รวมกันประมาณ 52,000จ้า เหลือนิดหน่อย มีได้อยู่บ้านฟรีด้วย 555
ดังนั้นส่วนแรกนี้ ผมเหมือนให้ค่าเช่าทำงานแทนครับ
ส่วนที่สองที่จะโอนวันนี้ ต้องผ่อนประมาณ 35,000 ผมคิดแบบนี้คือ ปักป้ายขาย เพื่อมีคนมาซื้อ หรือ เก็บเงินสักระยะ รอสัก 2-3 ปี หากขายไม่ได้จะทำห้องเช่าเพิ่ม เพื่อตามความฝันยากมีห้องหรืออสังหาให้รวมเช่า 30 ยูนิต ยูนิตนึงต้องเกิน 4,000 บาท หากทำได้ จะออกเดินทางเที่ยว(ปัจจุบันเที่ยวตปทและในในประเทศตลอด) และทำตามเป้าหมายอีกอย่างในชีวิต คือ เกษียณอย่างสงบเป็นครูบนดอยหรือ รร.ในชนบทจ้า ผมจบศึกษาศาสตร์ สาขาเกษตรกรรมมาครับ
(อนึ่ง ผมใช้หลักของคุณพิชัย B2 คือการออกไปดูทรัพย์อสังหาบ่อยๆ คัดจาก 100-30-10-3-1 จึงรู้ราคาตลาดในละแวกที่จะซื้อพอควรจ้า)
(ปัจจุบันทำงานประจำอยู่เพราะมีความสุขกับบริษัทที่ทำมากเจ้าของบริษัทเป็นคนดีมากๆ ครับ)
(เป็นกำลังใจให้ทุกๆ คนนะครับ ผมเชื่อว่าทุกท่านทำได้และหากทำอย่างตั้งใจจริงผลออกมาต้องดีกว่าผมแน่นอน)
อัพเดทเพิ่มเติม : การโอนวันนี้สำเร็จไปด้วยดี มีความรู้สึกหนักๆเพราะเป็นหนี้เกิน 10 ล้าน แต่คนทำอสังหาจะเข้าใจว่าเป็นหนี้ที่เกิดจากการมีทรัพย์ ตัวอย่างในใจที่ชอบที่ศึกษา มีคุณภาวะวิทย์ (ดีที่สุดในจุดที่ยืน) คุณรวิโรจน์ ( ที่ทำอพาร์ทเม้นเยอะๆ) ส่วนใหญ่ผมชอบศึกษาคนที่สำเร็จ เวลาไปทำงานตามโครงการต่างๆ ก็จะถาม จะศึกษาจากท่านเหล่านั้นครับ ส่วนเรื่องภาษี ผมใช้ลดหย่อนเต็มที่ทั้งประกัน Ltf ดอกเบี้ยบ้าน เต็มวงเงินเพราะถือเป็นการออมทรัพย์อีกทาง ผมแนบไฟล์ภาพซึ่งพอจะยืนยันได้ว่าผมเปิดเทอมนานแล้วและท่านที่บอกว่าเป็นไม่ได้ (ทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำ) จะสู้ๆนะครับ ไปให้ได้ไกลกว่าผม ผมเชื่อว่าทุกคนทำได้แน่นอน สุดท้ายคำที่ผมชอบ คือ หนัก เร็ว ช้า เบา ครับ แล้วพบกันบนความสำเร็จแห่งความฝัน นะครับทุกๆท่าน ขอบคุณมากมายในทุกความคิดเห็น เป็นกำลังใจให้นะครับ
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : https://pantip.com/topic/36468549
ขอบคุณข้อมูลจาก : mawin008
เรียบเรียงใหม่โดย : Thaijobsgov