เป็นที่สนใจอย่างมากสำหรับกรณีพ่อลูกที่พลัดพรากจากกัน 15 ปี ในที่สุดก็มาเจอกันเพราะการประสานงานของมูลนิธิกระจกเงาและเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ที่ร่วมด้วยช่วยกัน หลายคนต่างซาบซึ้ง ปลื้มใจ อบอุ่นใจกับกรณีนี้มาก (คลิกอ่านย้อนหลัง >> สุดดีใจ!! พ่อลูกพลัดพราก 15 ปี ตามหาจนเจอ)
ทำให้รายการข่าวหลายรายการสนใจที่จะเจาะลึก ถ่ายทอดเรื่องราวของสองพ่อลูกในเชิงดราม่า เค้นน้ำตา ทั้งที่ทั้งคู่ก็ให้สัมภาษณ์สดในรายการข่าวทั้งหลายไปมากพอแล้ว ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา "เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข" หัวหน้ามูลนิธิกระจกเงา ซึ่งเป็นมูลนิธิชื่อดังในการตามหาคนหาย และเป็นมูลนิธิที่ประสานงานในเคสพ่อลูกนี้ ทนไม่ไหวขอโพสต์ในเฟซบุ๊กเพื่ออธิบายให้สื่อได้เข้าใจบ้างว่า การพยายามเค้นให้พ่อลูกมีฉากดราม่าเรียกน้ำตาเพิ่ม ไม่มีประโยชน์อะไร ควรสนใจเคสคนหายเคสอื่นด้วย
"ผมคิดแล้วคิดอีก ว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีมั้ย หรือปล่อยผ่านไป แต่มีเรื่องควรถอดบทเรียนบางอย่างเพราะเหตุการณ์มันต้องเกิดซ้ำอีกแน่ๆ (ยาวหน่อยนะครับ)
.
หลังเหตุการณ์ชายที่หายจากบ้านไปนานกว่า 15 ปีได้พบพ่อของตนเอง มีสื่อมวลชนจำนวนมากโทรหาผมและทีมงาน รวมถึงโทรหาตัวเขาเองโดยตรง มีแยกเป็นสองส่วนในประเด็นที่ติดต่อเข้ามา คือ อยากนำเขาไปสัมภาษณ์สดในรายการ กับขอติดตามไปถ่ายชีวิตหลังกลับคืนสู่ครอบครัว
.
ประเด็นสัมภาษณ์สดในรายการ จริงๆ แล้วตัวเขาเองพูดชัดเจน ละเอียดพอสมควรตอนที่แถลงข่าว มีการซักถามจากสื่อมวลชนในวันนั้นหลายข้อจนครบถ้วน การขอไปสัมภาษณ์สดในรายการต่างๆ อีก จึงเป็นการให้เขาพูดเรื่องเดิมที่เขาพูดไปครบแล้ว เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่พูด และอาจต้องมีบางคำถามที่ต้องเค้นน้ำตา เค้นความรู้สึกตามบุคลิกของแต่ละรายการ
.
ประเด็นไปถ่ายทำชีวิตหลังกลับคืนสู่ครอบครัว คือ ส่วนใหญ่อยากไปถ่ายว่าเขาอยู่อย่างไร จริงๆชีวิตธรรมดาของมนุษย์คงไม่มีอะไรพิเศษ การที่คนไม่ได้เจอกันนานกว่า 15 ปี อาจมีเรื่องเล่า มีเรื่องพูดคุย ต้องอาศัยเวลาปรับตัว ซึ่งส่วนใหญ่ผมเชื่อจากสิ่งที่เคยเห็นมาว่า พอไปถ่ายทำจริงๆ ก็ไม่มีอะไร กระบวนการเซต สั่ง ออกแบบให้เขาและคนในครอบครัวต้องทำแบบนั้นแบบนี้จะเกิดขึ้นแน่นอน เช่น ลองกอดกันหน่อย, ทำท่าคุยกับพ่อหน่อย หยิบภาพเก่าๆมาดูหน่อย อะไรทำนองนี้ ซึ่งมันผิดธรรมชาติมากๆ แต่ส่วนใหญ่ไม่สนใจเพราะอยากได้ภาพให้ได้งาน
.
ผมไม่ได้ให้เบอร์ติดต่อเขา กับใครไปเลย และผมไม่ไปออกรายการไหนเพื่อเล่าเรื่องของเขา (ยกเว้นรายการที่นัดหมายกันล่วงหน้าและเข้าใจประเด็นร่วมกัน หรือรายการที่ติดตามเขามาตั้งแต่ยังไม่พบพ่อ-ซึ่งยังไม่ได้ไป) ผมคิดว่า ผม เขา และครอบครัวได้เล่าเรื่องราวต่างๆไปหมดแล้ว ละเอียดในระดับที่นำไปต่อยอดประเด็นอย่างอื่นได้
.
ตลอดเวลาที่ผมรับสาย ผมได้รับสำเนียงความตื่นเต้นของคำเชิญและชวนเชื่อว่า เรื่องแบบนี้ต้องนำเสนอ ต้องตีแผ่ ผมสะดุดใจนิดหน่อย เพราะเมื่อเกือบ 1 เดือนที่แล้ว ผมเล่าเรื่องของเขาใน facebook ของตัวเอง ในหน้าเพจของศูนย์ข้อมูลคนหาย และผมส่งข้อมูลประกาศตามหาญาติของเขาไปกลุ่มไลน์ห้องสื่อมวลชน มีสื่อมวลชนที่ช่วยเหลือเรื่องคนหาย ได้ช่วยประกาศและติดตาม (เดลินิวส์,ไทยพีบีเอส,เรื่องจริงผ่านจอ,PPTV ถ้าขาดตกช่องใดหรือช่วยประกาศแต่ผมไม่เห็นต้องขออภัยนะครับ) นอกนั้นผมไม่เห็นมีใครสนใจเรื่องของเขา ไม่มีใครอยากไปติดตามว่าเขาอยู่อย่างไรตั้งแต่ตอนนั้น ทั้งๆที่ชีวิตก่อนเจอพ่อ กับหลังเจอพ่อ นี่คือชีวิตเดียวกัน
.
ปรากฏการณ์บุกไปบ้านของเขาจึงเกิดขึ้น ไปกันแบบไม่ได้นัดหมาย บางสื่ออยากตามติดได้ถ่ายทำเขา ถึงขนาดไปบอกว่า จะช่วยเขาเรื่องทำบัตรประชาชน (ซึ่งเขาอยากมีบัตร) เคสในลักษณะแบบนี้บางทีเขาไม่เต็มใจ เกรงใจ กระทั่งไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร พวกเราทำหน้าที่เพื่อปกป้องข้อมูลเขาได้เพียงบางส่วน โดนด่ากลับมาว่า เป็นพวกหวงเคส กั๊กข้อมูล ทำไมช่องนั้นสัมภาษณ์ได้ ทำไมช่องนี้ไม่ได้ นี่คือสิ่งที่เราต้องแบกรับหลังจากงานสำเร็จ แต่ผมยินดีแบกรับนะครับ เพียงแต่อยากให้เข้าใจเจตนาว่า เราหวังให้เขาได้ใช้ชีวิตตามปกติหลังกลับบ้าน และมีเวลาอยู่กับครอบครัว (ยกเว้นแต่ตัวเคสเองอยากจะสื่อสารกับสื่อ แต่กรณีเขา ทีมงานได้คุยกับเขา เขาบอกว่าอึดอัดพอสมควร เพราะคนโทรมาเยอะ)
.
ในขณะที่ผมก็มาถอดบทเรียนตัวเองด้วย และคิดว่า น่าจะมีคนคิดทำนองว่า ก็มึงเอาเขามาแถลงข่าวเองไง มันเลยเกิดความสนใจ แล้วจะไปโทษใครละ – จริงๆ แล้วการแถลงข่าว ก็เพราะเรื่องของเขาอยู่ในสาธารณะแล้วส่วนหนึ่ง ข้อมูลประสบการณ์ของเขา เป็นบทเรียนแก่คนอื่นและสังคมถึงกระบวนการต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และผมได้ขออนุญาต ชี้แจงอธิบายให้เขาและครอบครัวทราบ ผมคิดว่าในกระบวนการแถลงข่าว เขาและครอบครัวได้เล่าครบถ้วนแล้ว ผมเชื่อว่าไม่มีคำถามใหม่อะไร ถ้าจะมีคนถามซ้ำ มันคือคำถามเดิม เล่าเรื่องเดิมซ้ำ เขาได้สื่อสารประสบการณ์ชีวิตและปัญหาที่พบชัดแจ้งแล้ว-การแถลงคือการพูดทีเดียวต่อหน้าทุกคนพร้อมกัน แล้วมันไม่ควรต้องพูดซ้ำ (ถ้าไม่ใช่ประเด็นใหม่)
.
ผมคิดว่าจุดร่วมในเรื่องนี้น่าจะอยู่ที่การนำประเด็นปัญหาที่เขาพูดไปขยายต่อ มันมีเรื่องจำนวนมากที่ต้องการคำตอบ เช่น เด็กเร่ร่อนเป็นเด็กที่มีบ้าน บ้านของเขาอยู่ไหน , เด็กในสถานสงเคราะห์เป็นใครบ้าง มีการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอไว้หรือไม่ , ตัวเขาไปขอความช่วยเหลือจากตำรวจมา 3-4 ครั้งแต่ถูกปฏิเสธ ระบบฐานข้อมูลคนหายของตำรวจเป็นอย่างไร , เด็กเร่ร่อนคือผู้ใหญ่ไม่มีสถานะทางทะเบียนในอนาคต มีคนกลุ่มนี้มากน้อยขนาดไหน ฯลฯ มันมีประเด็นอีกเยอะแยะไปหมดเลย แต่มันยาก เครียด และอาจไม่ดราม่าที่เรียกคนดูได้ นี่เป็นปัญหาที่อยากจะนำเสนอเพียงน้ำตาของคน และปัญหาไม่ได้ถูกพูดถึงดังๆ ซ้ำๆ ให้ถูกหยิบยกมาแก้ไขเลย
.
งานของผมยังต้องสื่อสารสาธาณะและทำงานกับเพื่อนสื่อมวลชนต่อไป จริงๆ เป็นเพื่อนพี่น้องรู้จักกันทั้งนั้น ถ้าเราอยู่บนพื้นฐานเจตนาดีต่อตัวเคส ต่อการแก้ไขปัญหาสังคมผมหวังว่าเราจะทำงานร่วมกันต่อไปได้ครับ เรียนรู้ร่วมกันไปครับ – ขอบคุณครับ."
ขอบคุณข้อมูลจาก : เฟซบุ๊ก เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข