จากกรณีที่มีข่าวประชาชนในพื้นที่ อ.ศรีสาคร อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส เชื่อว่ามีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ที่สามารถรักษาโรคได้ โดยน้ำในบ่อเป็นสีดำสนิท ไม่มีรสชาติ เมื่อทิ้งค้างคืนจะกลายเป็นสีขาวใส ต่อมาทางสาธารณสุข จ.นราธิวาส ได้เข้าไปตรวจสอบพบว่า น้ำในบ่อเป็นสีดำเพราะตะกอนซากต่าง ๆ ส่วนเชื้อโรคที่พบนั้น เป็นเชื้อโรคประเภทเดียวกับที่ปะปนในอุจจาระ หากใครรับประทานอาจทำให้ท้องเสียได้ แต่ก็ยังมีชาวบ้านดื้อดึงแย้งมาอีกว่ามันคือน้ำที่กินได้จริงๆ โดยต้องตั้งทิ้งไว้ให้ตกตะกอนเสียก่อนจึงจะกินได้ ในเวลาต่อมาจึงยังมีชาวบ้านพากันไปตักอาบและดื่มตามปกติ บางคนยังนำภาชนะใส่กลับบ้านไปด้วย ขณะที่คนในพื้นที่รวมกลุ่มกันตั้งร้านค้าจำหน่ายน้ำ อาหารและของกิน สร้างรายได้วันละ 500-1,200 บาท ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ทหารพรานมาคอยดูแลรักษาความปลอดภัย และจัดระเบียบรถยนต์ชาวบ้านให้เรียบร้อย
สำหรับบ่อน้ำแห่งนี้เดิมทีเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ที่กลายเป็นบ่อน้ำรักษาโรคผิวหนังได้ เนื่องจากชาวบ้านนำไปเล่าปากต่อปาก มีสัตว์เป็นโรคผิวหนังลงแช่น้ำแล้วหาย คนในพื้นที่จึงพากันไปพิสูจน์
ล่าสุดทางเพจโต๊ะข่าว ร้องทุกข์ ได้แชร์ประกาศจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โดยเผยผลตรวจวิเคราะห์น้ำในบ่อน้ำสีดำที่ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส ว่าพบเชื้อโรคอาหารเป็นพิษ ฟลูออไรด์ เหล็กสูงกว่าเกณฑ์ และพบซัลไฟด์เกินมาตรฐานน้ำทิ้ง จัดเป็นน้ำเสียที่ต้องผ่านการบำบัด หรือปรับปรุงคุณภาพน้ำตามมาตรฐานก่อนนำมาใช้ ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ดื่มหรือใช้น้ำบ่อสีดำเพราะมีความเสี่ยงต่อสุขภาพอาจทำให้เกิดโรคได้
โดยนายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า จากกรณีมีข่าวในหนังสือพิมพ์ และออนไลน์ต่างๆที่เผยแพร่ข่าวชาวบ้าน ใน อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส พบบ่อน้ำสีดำ อยู่บริเวณสวนยางพารา มีการเผยแพร่ภาพชาวบ้านจำนวนมากนำมาดื่ม และชำระร่างกาย โดยเชื่อว่าเป็นบ่อน้ำศักดิสิทธิ์ สามารถบรรเทาอาการบาดเจ็บและรักษาโรคผิวหนังได้ เพื่อเฝ้าระวังอันตรายต่อผู้บริโภค เจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุข อำเภอศรีสาคร และเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาสได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำบ่อสีดำดังกล่าวส่งตรวจวิเคราะห์คุณภาพมาตรฐานน้ำดื่มและตรวจสอบตะกอนสีดำที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 12 สงขลา เมื่อวันที่ 19 และ 24 เมษายน 2560
ทั้งนี้จากผลการทดสอบคุณภาพน้ำสีดำตามมาตรฐานน้ำบริโภค พบว่าไม่ได้มาตรฐานทั้งทางด้านเคมีและจุลชีววิทยา สาเหตุทางด้านเคมีเนื่องจากมีปริมาณสารฟลูออไรด์ และเหล็ก สูงกว่าเกณฑ์คุณภาพมาตรฐานน้ำดื่มตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 61 (พ.ศ. 2524) ฉบับที่ 135 (พ.ศ.2534) และ (ฉบับที่ 6)(พ.ศ. 2553) โดยเฉพาะฟลูออไรด์ และเหล็กสูงกว่าเกณฑ์ถึง 14 และ 43 เท่า ตามลำดับ ซึ่งฟลูออไรด์อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระดูก ทำให้เป็นโรคฟันตกกระฟันลาย การทำงานของไตและต่อมไร้ท่อผิดปกติ ส่วนเหล็กถึงแม้ไม่มีผลต่อสุขภาพมากนัก แต่ถ้าได้รับในปริมาณมากอาจจะสะสมในตับทำให้เกิดโรคได้ นอกจากนี้ยังไม่ได้มาตรฐานทางด้านจุลชีววิทยา เนื่องจากพบเชื้อโคลิฟอร์ม (MPN Coliforms) มากกว่า 23 ต่อน้ำ 100 มิลลิลิตร ซึ่งเกินเกณฑ์กำหนด และพบอีโคไลน์ (E. coli) และสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (S. aureus) ซึ่งเป็นเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคทางเดินอาหาร ท้องเสีย และอาหารเป็นพิษ
อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับตะกอนสีดำเป็นสารกลุ่มซัลไฟด์ตรวจพบในปริมาณ 4.8 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งคุณภาพน้ำบริโภคจะต้องไม่มีสารดังกล่าวอยู่เลย ดังนั้นจึงนำไปเทียบกับมาตรฐานน้ำทิ้งพบว่าเกินมาตรฐานถึง 4.8 เท่า อย่างไรก็ตาม จากผลการทดสอบนี้ชี้ให้เห็นว่าตัวอย่างน้ำจากบ่อน้ำสีดำไม่ได้มาตรฐาน โดยพบเชื้อโรคอาหารเป็นพิษ และพบซัลไฟด์เกินมาตรฐานน้ำทิ้ง จึงจัดเป็นน้ำเสียที่ต้องผ่านการบำบัด หรือปรับปรุงคุณภาพน้ำตามมาตรฐานก่อนนำมาใช้ ประชาชนไม่ควรดื่มหรือใช้น้ำบ่อสีดำเพราะมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ อาจทำให้เกิดโรคได้
“สำหรับประเด็นที่ชาวบ้านเข้าใจว่าน้ำสีดำและใสได้เพราะเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์นั้น จริงๆแล้วเป็นปฏิกิริยาทางเคมี ถ้ามีอากาศน้อยหรืออกซิเจนต่ำจะทำให้น้ำเป็นสีดำเพราะมีตะกอนของสารประกอบเหล็กกับซัลไฟด์ แต่ถ้ามีอากาศหรือออกซิเจนสูงจะเกิดการสลายตัวเป็นซัลเฟอร์ และซัลเฟต ตะกอนสีดำจะหายไป น้ำจึงใสขึ้น” นายแพทย์สุขุม กล่าวทิ้งท้าย
ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, โต๊ะข่าว ร้องทุกข์