พระพุทธองค์ ทรงตรัสไว้ในเรื่องของความรักและบุพเพสันนิวาส ไว้ดังนี้ (ธัมมปทัฏฐกถาภาคที่ ๒ สามาวดี)ไว้ว่า “ปุพฺเพ สนฺนิวาเสน..ปจฺจุปนฺนหิเตน วา , เอวนฺตํ ชายเต เปมํ..อุปลํว ยโถ ทเก ฯ ” แปลโดยสรุปได้ว่า ความรักและบุพเพสันนิวาสนั้น เกิดขึ้นด้วยเหตุ ๒ ประการนี้เท่านั้นคือ
- ๑. ด้วยเคยอยู่ร่วมกันมาแต่ปางก่อน
- ๒. ด้วยช่วยเหลือเกื้อกูลกันในปัจจุบัน
[ads]
โดยความเข้าใจของคนทั่วไปนั้น มักจะตีความหมายของ บุพเพสันนิวาสว่า การเกิดมาเพื่อคู่กัน เป็นคู่ที่เคยได้อยู่ร่วมกันในชาติปางก่อน รวมไปถึงประเภทคู่รักแบบไฟแลบแปลบๆ ที่แค่มาพบประสบหน้า มาเจอกันก็เกิดความรักขึ้นมาทันที
บุพเพสันนิวาส ถูกเข้าใจผิดกันไปว่า เป็นแค่เรื่องของคู่เท่านั้น เรื่องของคนสองคนในฐานะสามีภรรยาเท่านั้นแต่ไม่ใช่แค่นั้น เพราะในเชิงลึกนั้น แท้ที่จริงแล้ว ความหมายของบุพเพสันนิวาสนี้ซับซ้อนมากกว่านั้นเยอะ เพราะยังกินความหมายเข้าไปถึง การที่คนทั้งคู่อาจจะได้อยู่ร่วมอันในฐานะอื่นก็ได้ เช่น พี่กับน้อง พ่อกับลูก แม่กับลูก เพื่อนกับเพื่อน ศิษย์กับอาจารย์ บ่าวกับเจ้านาย หรือในบางคู่ถึงขึ้นเคยเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันเลยก็มี เป็นเจ้ากรรมนายเวรซึ่งกันและกัน หรือคนที่เคยทำกรรมร่วมกันมาแต่อดีตชาติ
คำว่า “กรรมร่วมกันมาแต่อดีตชาติ” เป็นคำที่หมายถึง คนสองคน หรือมากกว่านั้น เคยทำอะไร ร่วมกันมา จะเป็นทางดีก็ได้ ทางไม่ดีก็ได้ เช่นเคยทำบุญร่วมกันมา เคยร่วมปล้นฆ่าคนมาด้วย ดังนั้นเรื่องของบุพเพสันนิวาสจึงไม่ใช่และไม่จำเป็นต้องเป็นคู่ครองกันเสมอไป เพราะกรรมร่วมกันนั้นมีทั้งกรรมดีและกรรมไม่ดี
อีกเรื่องหนึ่งมีหลายคนในยุคปัจจุบันนี้เป็นจำนวนมาก เชื่อว่าเรื่องของคนที่จะมารักกันได้นั้นเป็นเพราะพรหมลิขิต ชักนำ พระพรหมท่านเป็นคนลิขิตบังคับพาให้มาเจอกัน รักกัน จนมาจับคู่อยู่เป็นคู่ตุนาหงัน ในเรื่องพรหมลิขิตนี้อยากจะแสดงความคิดส่วนตัวว่า ในเรื่องพรหมลิขิต ฟ้าลิขิตนี้เป็นการคิดที่น่าจะผิดแนว ผิดทิศ เลี้ยวลงคลองไปเลย ในคติพุทธศาสนา พระพรหม นั้นถูกจัดอันดับให้ท่านนั้นเป็นชาวสวรรค์ชั้นสูงขั้นหนึ่งที่สูงกว่าเทวดาทั่วไป เรียกกันว่า “พรหม” พระพรหมท่านไม่มีเพศ แต่ก็ยังอยู่ในกามาวจรภพ คือ มีการวนเวียน ว่าย ตาย เกิด อยู่ในสวรรค์ที่เรียกว่า ชั้นพรหม และกว่าจะถึงขั้นนี้นั้นยากมาก
พระพรหมต้องเป็นผู้ปฎิบัติที่เคร่งครัด ประพฤติดี ประพฤติชอบ ฌานของท่านสูง และมีบุญฤทธิ์มากในบางครั้งท่านอาจจะสงสาร มีเมตตา ช่วยดลใจจิตของคนสองคนเข้ามาหากัน หรือเพื่อช่วยเป็นแรงส่งให้สร้างบุญกุศลได้หรือมาร่วมโมทนาคุณความดี บุญกุศลที่มนุษย์ได้ทำขึ้น แต่ไม่ใช่กงการอะไรของท่าน ที่ท่านจะไปใช้กำลังอำนาจจิตไปบีบบังคับ ให้ต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างโน่น จับคู่ตามใจท่านนั้นคงเป็นไปไม่ได้ !แต่ที่เป็นตัวการสำคัญที่จะลิขิตคนทุกคนได้นั้น ก็คือ กรรมเป็นผู้ลิขิต
กรรมย่อมจำแนกสัตว์โลกให้แตกต่างกันคือ ทั้งเลวและประณีต ขอให้เชื่อเถิดว่า ชีวิตของเราทุกคนนั้น ถูกควบคุมไว้ด้วยกฎแห่งกรรม ไม่มีผู้ใดมาควบคุมชีวิตของเราได้ กรรมจะเป็นผู้กำหนดเอง และเรื่องของความรักและเนื้อคู่ในแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นมานั้นก็เป็นเรื่องของกรรมลิขิตล้วนๆ ทั้งจากการที่เคยอยู่ร่วมกันมา และในชาติปัจจุบันได้ใกล้ชิด เกื้อกูลกันมากกว่า
ทุกคนเรานั้นเคยมีคู่หลายคนมากมายมหาศาล ด้วยเหตุที่เรานั้นเวียน ว่าย ตาย เกิดมาหลายภพชาติได้ทำบุญและกรรมร่วมกันมาหลายคนในหลายภพ คนที่ต้องมาเจอ มาอยู่ด้วยกันในชาตินี้เป็นหนึ่งในอดีตคู่ของเรา ส่วนเนื้อคู่คนอื่นๆ ก็อาจจะพบกันในชาติต่อไป หรือไม่พบเลยก็ได้หรือในบางคน คนที่เราทำบุญด้วย(เพื่ออยากมาเจอกันอีก) ดันมาเกิดพร้อมกันกับเราในชาตินี้หลายคนเสียนี่ เลยตกลงว่าเราก็เจอกับคนเหล่านั้นกันหมดเลย ทุกคนๆ แต่ในความจริงแล้วเราก็จะเลือกแต่งงานกับคนคนเดียวเท่านั้นที่เป็นวาระของกรรมนั้นแสดงผลในชาตินี้ ทำให้ถูกใจต้องใจกันทั้งบุญและบาปที่เป็นกรรมร่วมกันมา
คู่ชีวิตคือ คนที่เราต้องแต่งงาน อยู่กินกันตลอดชาตินี้ ถ้าบุญมากหน่อย ก็เรียกว่า คู่บุญ ถ้าบาปมากกว่าบุญ ก็ เรียกว่า คู่เวร คู่กรรม แต่ถ้าบุญและบาปพอๆ กัน มีทั้งสุขทั้งทุกข์ เราเรียกว่า คู่ทุกข์คู่ยาก เป็นเรื่องผลของกรรมที่ได้ร่วมกระทำกันมา
เรานั้นระลึกอดีตชาติไม่ได้ และไม่น่าจะจำได้เนื้อคู่เราได้ทุกคน เพราะเหตุการณ์ในแต่ละภพชาติมันทับถมมานานนับล้านๆ ชาติ เหมือนเราเอากระดาษเปล่ามาแผ่นหนึ่ง หยิบปากกาหมึกสีน้ำเงินมาเริ่มเขียนลงไปทุกวันๆ ทับกันลงไป สัก 1 เดือนก็พอ เราย้อนกลับไปดูได้หรือไม่ว่า ในวันแรกๆ เราเขียนอะไรลงไปในกระดาษใบนั้น เราอ่านมันออกหรือไม่ ซึ่งให้เก่งสุดๆ ก็ไม่มีทางที่จะอ่านออกเป็นใจความได้
หลายคนถึงแม้จะเคยอยู่ร่วมชาติกันมาแต่ปางก่อนก็จริง แต่ไม่ได้เป็นครองคู่กันในชาตินี้ อาจจะต้องมีเหตุที่มาจากวิบากกรรมมาตัดรอนและเป็นกรรมบีบคั้น มีอันต้องแคล้วคลาดกันได้
เนื้อคู่ นั้นหมายถึง คนที่จะมาเกิดมาเป็นสามีภรรยากันในชาติปัจจุบันและ ต้องพึงพอใจในกามราคะ ถึงจะอยู่ร่วมกันได้ อาจจะเป็นชายและหญิงที่เคยอยู่ร่วมกันมาในหลายภพ หลายชาติที่ผ่านมา หรือจะเป็นชายกับชาย เป็นหญิงกับหญิง หรือเป็นกลุ่ม คนที่อยู่ในบุพเพสันนิวาสก็ได้ ซึ่งเป็นไปได้ทั้งเพื่อนกับเพื่อน พ่อแม่ พี่น้อง ศิษย์กับครู นายกับบ่าว ที่มีเป็นลำดับจำนวนมากมายมหาศาลในภพชาติที่ผ่านมา
ขอย้ำไว้อีกครั้งว่า แต่คนสองคนที่มาเป็นผัวเมียกันได้ในชาตินี้หรือเป็นเนื้อคู่กันนั้น ต้องมีเรื่องของกามราคะเป็น ตัวเหนี่ยวนำเข้ามาหากัน และกรรมได้ลิขิตเท่านั้น
เพราะที่กล่าวมาแล้วว่า กลุ่มคนในบุพเพสันนิวาสที่มีหลายประเภทนั้น ถ้าไม่มีกามราคะเป็นตัวเหนี่ยวนำก็จะไม่มีทางได้มาเป็นสามีภรรยากันหรือเนื้อคู่แน่นอน และมีหลายคนที่ได้สละความเป็นลำดับเนื้อคู่สู่โลกแห่งธรรมะ ก็สามารถใช้บุญนั้นหยุดวิบากกรรมที่จะนำมาสู่การเป็นผัวเมียกันได้ ยิ่งในระดับของผู้ปฎิบัติธรรมชั้นสูง คือ ตั้งแต่พระอนาคามีขึ้นไป ท่านตัดสิ้นแล้วในกามราคะ และไม่ปรารถนามาเกิดอีกแล้ว ท่านก็สละสิทธิ์ ไม่มีการที่จะมาต่อคิวลำดับใครอีกแล้ว พวกเนื้อคู่เก่าก่อนที่ท่านจะบรรลุก็หลุดไป
และที่บอกว่าอาจจะเป็นชายกับชาย หรือหญิงกับหญิงก็ได้นั้น หมายถึงในภพก่อน อาจจะเคยเป็นคู่ที่รักกันมากๆ มีความปรารถนาที่จะอยู่ใกล้ชิดกันกัน ทำงานร่วมกัน ทำบุญกุศลร่วมกัน แล้วด้วยจิตที่เคยผูกพันอธิษฐานร่วมกันมา เมื่อมาเกิดชาติใหม่ด้วยกรรมของแต่ละคนไม่เหมือนกันจึงอาจจะเกิดมาในเพศเดียวกันและมีเรื่องของกามราคะที่เป็นกรรมลิขิตด้วยแล้ว จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ชาตินี้จึงต้องมาเป็นคู่กันถึงจะคนละเพศ แล้วเคยได้ยินไหมที่บางคู่บอกว่า อยู่กันเหมือนเป็นเพื่อน บางคนชอบบอกว่าสามีนั้นดูแลเหมือนกับพ่อ เพราะอาจจะเคยเป็นเพื่อน เป็นพ่อมาก่อนก็ได้ เป็นไปได้ทั้งนั้นเป็นเรื่องของบุพเพสันนิวาสของจริงนั่นเอง
ในข้อที่บอกว่า ลำดับของเนื้อคู่ทำไมถึงต้องบอกว่ามากมายมหาศาล ก็เพราะเราทุกคนนั้นเกิดมาแล้วเป็นล้านๆ ชาติ ยังไม่นับรวมถึงที่เคยเป็นสัตว์เดรัจฉานต่างๆ เอาแค่ว่าชาติที่มีบุญเกิดเป็นมนุษย์ชาติเดียวนั้นเป็นคู่ผัวตัวเมียเดียว ไม่มีอนุภรรยาหรือมีอนุสามีมาเป็นเนื้อคู่ลำดับต่อไปเพิ่มขึ้นมาอีก
คำว่าเนื้อคู่แท้นั้น ในนิยามความหมายก็น่าจะเป็นคู่ที่ทำให้ชีวิตของทั้งสองคนนั้นมีความสุข ความเจริญ ไม่มีการขัดแย้งกันรุนแรงทั้งใน 4 ด้าน รวมถึงมีความเสมอกันหรือใกล้เคียงกันทั้งศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา และร่วมกันทำกรรมดี ละเว้นความชั่ว และช่วยกันประกอบอาชีพสุจริตหาทรัพย์ รักษาทรัพย์และใช้ทรัพย์นั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตนและคนอื่น (จาคะ หมายถึงการสละสิ่งของและความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น และหมายรวมถึงการสละละทิ้งกิเลส ละความโลภ ความเห็นแก่ตัว ความตระหนี่ ความใจแคบ และการเลิกละนิสัย ตลอดถึงความประพฤติที่ไม่ดี ที่ทำให้เกิดความเสียหาย ก่อความบาดหมางทะเลาะเบาะแว้ง เป็นต้น มีการดำรงชีวิตอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดี มีเกียรติที่พึงมี รู้จักเคารพคนที่ควรเคารพ รู้จักกาล รู้จักรับผิดชอบในการงาน ไม่เกียจคร้าน อันนี้พูดถึงหลักของการเป็นคนดีของคนสองคนที่ต้องช่วยกันประคับประคอง
จากหนังสือเรื่อง ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ ๔ ห้อยพระ บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอพรเป็น ได้ทุกสิ่งที่ปรารถนา โดย ธ.ธรรมรักษ์