เรื่อง”ต้องห้าม”(คุย)ในที่ทำงาน



เพราะ “ออฟฟิศ” หรือ “สถานที่ทำงาน” เป็นอีกสถานที่ที่มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ มักจะใช้เวลากับที่นี่มากเป็นอันดับสองของชีวิต…รองจากบ้านสังคมในที่ทำงานจึงมีความสำคัญไม่น้อย อย่างไรก็ดี  ออฟฟิศก็คือออฟฟิศวันยันค่ำ  ไม่ใช่โรงเรียน  มหาวิทยาลัยหรือบ้านที่เราสามารถแสดงตัวตนบอกเล่าสิ่งที่คิด หรือบอกสิ่งที่ต้องการได้เต็มที่…มาดูกันซิว่าในออฟฟิศมีเรื่องไหนห้ามเมาท์บ้าง

 

 

[ads]

 

ข้อ 1 My style กิน – ดื่ม – เที่ยว


หากคิดจะสร้างความคุ้นเคยกับคนในออฟฟิศ  ไม่จำเป็นต้องสาธยายไลฟ์สไตล์ให้คนในออฟฟิศรู้ทั้งหมด  เช่น  ชอบดื่มชอบเที่ยวมากแค่ไหอย่างไร  เพราะข้อมูลเหล่านี้นอกจากจะทำให้คุณถูกตัดสินเบื้องต้น (แบบเหยียด ๆ) ว่าเป็น “ปาร์ตี้เกิร์ล” หรือ “หนุ่มนักเที่ยว” ตัวยงแล้ว หากวันไหนเกิดเที่ยวดึกจนมาทำงานสาย หรือมาทำงานด้วยอาการแฮ้ง (เมาค้าง)จนเสียงานเสียการขึ้นมาละก็ได้เป็นเรื่องแน่ ๆ

 

 ข้อ 2 ฉัน “สี” นี้ แล้วเธอ “สี” อะไร  


บางครั้ง “การเมือง  ศาสนา  และความเชื่อ” ก็เคลื่อนพลเข้ามาอยู่ในออฟฟิศด้วย  ถ้าคิดเห็นเหมือนกันสีเดียวกันก็พอคุยกันต่อได้  แต่หากคิดต่างแถมยังอยู่ขั้วตรงกันข้ามด้วยแล้วคงได้ต่อล้อต่อเถียงกันไม่จบสิ้น  เพราะต่างฝ่ายต่างคิดว่าสีของตัวเองแน่  เจ๋ง  ถูกต้องและถ้าหนักไปกว่านั้น บางรายอาจถึงขั้นทำงานร่วมกันไม่ได้เลยก็มี

 

 

ข้อ 3 ฉันอารมณ์ดีขี้เล่น ขี้อำนะ  


คนที่ทำให้คนอื่นหัวเราะได้  ยิ้มได้ย่อมมีแต่คนอยากอยู่ใกล้  ถ้าคุณอยากอยู่ในตำแหน่งนั้นต้องรู้จัก “เลือก” หัวข้อที่นำมาคุย อย่าตีสนิทด้วยการทำตลกเสียดสีเรื่องความเปิ่น  ความโก๊ะของคนในออฟฟิศเพราะแม้จะเรียกเสียงหัวเราะจากคนรอบข้างได้ก็จริง  แต่รับรองว่าการแซวแบบนี้“เจ้าตัว”ไม่มีทางชอบด้วยแน่ๆ เมื่อต้องกลายเป็นตัวตลกในสายตาคนอื่น ส่วนตัวคุณเองก็อาจถูกมองในทางที่ไม่ดีไปด้วยดังนั้นถ้าจะตลกจะขำเอาเรื่องทั่วๆไปดีกว่าเยอะ

5500189ed18b4-office-friends-health-orig-master-1

ภาพ:www.goodhousekeeping.com

 ข้อ 4  เธอๆ ฉันมีอะไรจะเล่า…


ถึงจะไม่พอใจเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานอยากจะเล่า  อยากระบายแต่วิธีนี้ไม่ใช่ทางออกที่ดีแน่  เพราะจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเรื่องนั้นจะไม่แพร่กระจายออกไปจนคุณต้องหมางใจกับคนในออฟฟิศและถูกตราหน้าว่า“เป็นคนขี้เมาท์”ไม่มีใครสนิทใจจะคบหา(รวมถึงการระบายผ่านพื้นที่ส่วนตั๊วส่วนตัวเช่น  เฟซบุ๊ก  อินสตาแกรม  เว็บบล็อกต่าง ๆ)

   คงจะดีกว่าหากคุณสามารถเก็บความไม่พอใจนั้นไว้คนเดียว  หรือถ้าฝึกฝนวิชาธรรมะแก่กล้าสักหน่อยก็ต้องปล่อยวางมันไปซะ  อย่าได้แพร่งพรายให้คนในออฟฟิศรับรู้เป็นดีที่สุด  แต่ถ้าทนไม่ไหวจริงๆลองคุยกับเพื่อนที่ไว้ใจได้นอกออฟฟิศหรือคนในครอบครัวดู  เพราะอย่างน้อยคนเหล่านี้ก็พร้อมจะยืนอยู่ข้างคุณเสมอ  ไม่มีวันหักหลังคุณแน่ ๆ

 

 ข้อ 5  ฉันจริงใจนะจ๊ะ


ไม่ว่างานที่รับผิดชอบจะเป็นอย่างไรจะโดนใจคุณมากน้อยแค่ไหน  จงยิ้มเอาไว้ก่อน  ห้ามพูดถึงงานในแง่ลบ  ไม่สร้างสรรค์หรือมีปฏิกิริยาต่อต้านไม่อยากทำเด็ดขาดเพราะถ้ามีคนคาบข่าวนี้ไปบอกเจ้านายคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ

   ขณะเดียวกันถ้างานนั้นช่างโดนใจคุณเหลือเกิน  อย่าแสดงอาการลิงโลดจนออกนอกหน้า เพราะคนขี้อิจฉามีอยู่รอบตัวเสมอ  ซ้ำร้ายเขาอาจจะคิดว่าคุณต้องการโชว์พาวหรือแอบทับถมเขาอยู่นิด ๆ เอาเป็นว่าดีใจแค่พอประมาณปลอดภัยที่สุด

 

 

ข้อ 6  ฉันมีรายรับเท่าไหร่กันนะ


อย่าคุยเรื่องเงิน ๆทองๆ ในที่ทำงานโดยเฉพาะเรื่องเงินเดือน  เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ควรรับรู้กันแค่คุณหัวหน้าและฝ่ายบุคคลเท่านั้น นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายรายเดือนของคุณไม่ว่าค่าน้ำ  ค่าไฟ  ค่าผ่อนรถ  ค่าผ่อนบ้านการช็อปสินค้า  การเที่ยวเล่นต่างๆก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรเปิดเผยเช่นเดียวกัน  เพราะเรื่องเหล่านี้อาจกระตุ้นให้ผู้ฟังตั้งคำถามเกี่ยวกับรายได้ของคุณตลอดจนอาจเกิดความคิดลบ ๆ ตามมาได้

 

 ข้อ 7 ต่อไปฉันจะ…


เก็บเรื่องอนาคตไว้เป็นอนาคตดีกว่าโดยเฉพาะอนาคตในการทำงาน  เช่น วางแผนว่าจะลาออกเมื่อไหร่  ไปทำอะไรเพราะอะไรเพราะบางทีถ้าข่าวนี้แพร่กระจายออกไป  คุณอาจจะได้ออกจากงานเร็วกว่าที่คิดไว้ก็เป็นได้

   นอกจาก 7 เรื่องนี้แล้ว  สิ่งสำคัญที่ขอแนะนำให้มีติดกายติดใจไว้ตลอดเวลาคือ  “สติ”  เพราะสติจะช่วยให้ตัวคุณเองไม่ตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อใครง่าย ๆ เวลาที่มีคนมา “เมาท์” อะไรต่อมิอะไรให้คุณฟัง! 

 

 

 

[ads]