อยากสุขภาพดี “จงกินต่อเมื่อหิว” เพราะอะไร??



ในทางอายุรเวท (อายุรเวท:การรักษาที่องค์ประกอบของร่างกาย เพื่อให้มีอายุยืนยาว) นั้นแบ่งช่วงเวลา หรือจะเรียกว่านาฬิกาชีวิต โดยใน 1 วันจัดเป็น 6 ควบ คาบละ 4 ชั่วโมง คือ

  1. ช่วง 06.00-10.00 น. เป็น ผกะ(ธาตุดิน/ธาตุน้ำ)
  2. ช่วง 10.00-14.00 น.เป็น ปิตตะ(ธาตุน้ำ)
  3. ช่วง 14.00-18.00น. เป็น วาตะ(ธาตุลม)
  4. ช่วง 18.00-22.00 น.เป็น กผะ(ธาตุดิน/ธาตุน้ำ)
  5. ช่วง 22.00-02.00 น.เป็น ปิตตะ(ธาตุไฟ)
  6. ช่วง 02.00-06.00น. เป็นวาตะ (ธาตุลม)

[ads]

 

ในเรื่องการกินอาหารนั้น อายุรเวทมองว่า ความหิวเป็นสัญชาตญาณบ่งบอกว่าร่างกายกำลังต้องการอาหาร เมื่อไรที่ไม่หิวก็แสดงว่าร่างกายยังไม่ต้องการ

   ในคัมภีร์อายุรเวทแนะนำว่า อย่ากินอาหารมื้อต่อไปจนกว่าอาหารในมื้อก่อนจะถูกย่อยเต็มที่ ว่ากันว่าการกินอาหารโดยที่อาหารมื้อก่อนยังไม่ถูกย่อยเต็มที่ เป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยหลายอย่าง เช่น เบื่ออาหาร ท้องอืด หรือถ่ายอุจจาระทันทีหลังกินอาหาร เลือดจาง ปวดท้องบ่อยๆ เป็นต้น

   โดยให้สังเกตตัวเองว่ารู้สึกหิวหรือไม่ ถ้าหิว ก็แสดงว่าอาหารมื้อก่อนหน้านั้นถูกย่อยเต็มที่แล้ว แต่ถ้าถึงเวลาแล้วยังไม่รู้สึกหิว แสดงว่าธาตุไฟหรือระบบย่อยอาหารของเราเริ่มเสียสมดุล ซึ่งถ้าเรากินอาหารเข้าไป อาหารจะถูกย่อยไม่เต็มที่ร่างกายจึงไม่สามารถดูดซึมเอาไปใช้ได้

  ในทางอายุรเวทแนะนำอีกว่า ไม่ควรกินอาหารมื้อเช้าในเวลาที่เช้ามากเกินไปหรือกินอาหารมื้อเย็นจนค่ำเกินไป เพราะถ้าค่ำเกินไปก็เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายกำลังจะพักผ่อนและ การกินอาหารค่ำหรือดึกเกินไปอาจจะทำให้อาหารถูกย่อยไม่เต็มที่นั่นเอง

 

[ads=center]

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: คอลัมน์อายุรเวท (หมอชาวบ้าน) http://publishing.doctor.or.th