‘หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท’ โรคขาประจำคนออฟฟิต เจ็บปวดจะขาดใจ  ทำอย่างไรให้หายขาด



ฟังชื่อโรคตอนแรก คุณอาจคิดว่า “โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” เป็นโรคที่ไกลตัว เป็นโรคที่เกิดผู้สูงอายุ แต่ในความเป็นจริงนั้น โรคนี้อาจเกิดขึ้นได้กับคนแข็งแรงที่ออกกำลังกายเป็นประจำ หรือคนที่มีอายุอยู่ในช่วงวัยรุ่นได้ และเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็สร้างความทรมานให้แก่เราเป็นอย่างยิ่ง  สาเหตุของโรคเกิดจากอะไร ต้องแก้ไขอย่างไร ตามมาดูกันเลย

 

 

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเป็นโรค ‘หมอนรองกระดููกทับเส้นประสาท’

โรคนี้พบมากที่สุดในวัยทำงาน ในช่วงอายุระหว่าง 25 – 40 ปี ซึ่งพบได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ด้วยสาเหตุต่อไปนี้

1. ผู้ที่มีอาการกระดูกเสื่อม

2. ผู้เคยได้รับอุบัติเหตุทางรถยนต์ และการบาดเจ็บต่อกระดูกสันหลัง

3. ผู้ที่ชอบยกของหนักด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้องบ่อยๆ

4. ผู้ที่มีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป

5. ผู้ที่นั่งทำงานด้วยอิริยาบถที่ไม่ถูกต้องนานๆติดต่อกันบ่อยๆ

 

1158.2

 

อาการของโรค

เริ่มต้นด้วยอาการเจ็บที่ต้นคอร่วมกับอาการปวดแขน โดยจะปวดร้าวจากต้นแขนลงไปที่ปลายแขน มือชา และถ้าเป็นมาก ๆ ก็จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงร่วมด้วย ซึ่งอาการที่เป็นจะแตกต่างกันไปตามตำแหน่งที่เส้นประสาทถูกกดทับ เช่น

–  ไม่สามารถกระดกข้อมือได้มากนัก

–  มีอาการปวด หรือ ชา

–  ไม่สามารถเหยียดนิ้วมือได้

โดยผู้ป่วยมักจะมีอาการตามแนวที่เส้นประสาทวิ่งไป สามารถปวดได้ตั้งแต่บริเวณเอว ต้นขา น่อง ไปจนถึงบริเวณเท้าและนิ้วเท้าได้

 

[ads]

 

การวินิจฉัยโรค

วิธีที่ดีและแม่นยำที่สุด ก็คือ “การตรวจด้วยเครื่อง MRI หรือ การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังมีการตรวจด้วยเครื่อง CT scan และการตรวจด้วยคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ Electromyography (EMG) ด้วย ซึ่งจะเป็นการวัดค่าเปรียบเทียบระหว่างเส้นประสาทที่น่าจะถูกกดทับ กับ เส้นประสาทด้านปกติ

 

 

การรักษาโรค

หลังจากรู้สาเหตุของการกดทับของเส้นประสาทแล้ว จะเริ่มรักษาโดยการให้ยาบรรเทาปวดกลุ่ม NSAID ก่อน ซึ่งอาจจะทำควบคู่ไปกับการทำกายภาพบำบัดอย่างการอบร้อน หรือ อบเย็น และ การใช้อัลตร้าซาวน์เพื่อลดการเกร็งของกล้ามเนื้อ

หากมีอาการที่ต้นคอ ก็อาจจะรักษาโดยการดึงคอเพื่อลดการกดทับของเส้นประสาท รวมไปถึงการจัดกระดูกเพื่อลดการปวดโดยผู้ชำนาญการเท่านั้น

 

1158.3

 

พฤติกรรมที่ต้องเปลี่ยนแปลง

นอกจากนั้นผู้ป่วยก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองด้วย ดังนี้

1. หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ใช้หลังหรือกระดูกอย่างหนัก เช่น ยกของหนัก เป็นต้น

2. หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่จะทำให้เกิดการกระแทก เช่น วิ่ง, นั่งรถที่วิ่งบนทางที่ขรุขระ, เล่นบานาน่าโบ๊ท หรือรถไฟเหาะตีลังกา เป็นต้น

 

 

ไม่เจ็บไม่ป่วยถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่ถ้ามันบังเอิญต้องเกิดขึ้นจริงๆ ก็ต้องพยายามรักษาอาการป่วยของตัวเองให้หายจากโรคภัยได้เร็วที่สุด

 

 

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก chilebodyboard.com และ paolohospital.com

 

[ads=center]