มะเร็งอัณฑะ (Testicular cancer หรือ Testicular carcinoma) เป็นโรคมะเร็งที่พบได้น้อยเพียงประมาณ 2% ของมะเร็งทั้งหมดทั่วร่างกาย ซึ่งในประเทศไทย โรคมะเร็งอัณฑะไม่ติด 1 ใน 10 ของมะเร็งพบบ่อยของชายไทย พบได้สูงในช่วงอายุ 15-35 ปี แต่สามารถพบได้ในทุกอายุ ทั้งในเด็กจนถึงในผู้สูงอายุ ทั่วไปมักพบเกิดกับอัณฑะด้านเดียว โดยโอกาสเกิดเท่ากันทั้งด้านซ้ายและด้านขวา แต่ประมาณ 5% พบเกิดกับอัณฑะได้ทั้ง 2 ข้าง
[ads]
โดยโรคมักเกิดมีเซลล์มะเร็งได้หลายชนิดร่วมกัน แต่เซลลมะเร็งชนิดรุนแรงที่สุด คือชนิดโคริโอคาร์ซิโนมา (Choriocarcinoma) ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้น้อยมาก น้อยกว่า 1% ของมะเร็งอัณฑะทั้งหมด ปัจจุบัน ยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนของการเกิดโรคมะเร็งอัณฑะ แต่พบมีปัจจัยเสี่ยง คือ
เพศ โรคมะเร็งชนิดนี้พบได้เฉพาะในเพศชายเท่านั้น
คนที่อัณฑะยังค้างอยู่ในอุ้งเชิงกราน (Undescended testis) ไม่เคลื่อนลงมาอยู่ในถุงอัณฑะ
เชื้อชาติ พบได้สูงกว่าในชายชาวตะวันตกประมาณ 5 เท่าของชายผิวดำ
มีความผิดปกติของโครโมโซม (Chromosome) คู่ที่ 1 หรือ คู่ที่ 12
โรคผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้มีอัณฑะฝ่อ (Testicular atrophy)
ติดเชื้อไวรัส เอชไอวี หรือโรคเอดส์
ภาพ:www.andrologyaustralia.org
อาการของโรคมะเร็งอัณฑะไม่ใช่อาการเฉพาะของโรค แต่เป็นอาการเหมือนกับโรคของอัณฑะทั่วไป อย่างไรก็ตามอาการของโรคมะเร็งอัณฑะที่พบบ่อย คือ
คลำได้ก้อนเนื้อในอัณฑะ หรืออัณฑะโต ไม่เจ็บ
ปวดหน่วงอัณฑะด้านนั้น
จู่ๆอัณฑะด้านนั้นบวม หรือคล้ายมีน้ำอยู่ในถุงอัณฑะ
อาจรู้สึกเจ็บ/ขัดอัณฑะหรือถุงอัณฑะด้านนั้น
ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีที่มีประสิทธิภาพในการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งอัณฑะให้พบตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในขณะนี้ คือ ตรวจให้พบโรคเร็วที่สุด โดยหมั่นสังเกต และคลำอัณฑะของตนเอง (ตรวจคลำทั้ง 2 ข้าง) เมื่อพบสิ่งผิดปกติ หรือสงสัยกังวลว่า ผิดปกติ หรือมีอาการดังกล่าวข้างต้น ควรรีบพบแพทย์ เเละควรสังเกตและคลำอัณฑะของบุตรหลานตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก เมื่อพบมีภาวะอัณฑะไม่เคลื่อนลงถุงอัณฑะ (คลำไม่พบอัณฑะในถุงอัณฑะ) ควรนำเด็กพบศัลยแพทย์ เพื่อได้รับคำแนะนำ และการรักษาที่เหมาะสม
[ads=center]