ผู้หญิงต้องรู้ ! 9 ข้อช่วยรอดชีวิต เมื่อโดนลอบทำร้าย…แชร์ไปได้บุญ



ขโมย หรือ โจร เพิ่มขึ้นทุกวัน ทำให้เราไม่สามารถไว้ใจใครได้ง่ายๆ การเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ชอบอยู่คนเดียว เดินทางคนเดียว คุณยิ่งมีโอกาสตกเป็นเหยื่อของพวกมิจฉาชีพได้สูง มาเรียนรู้เทคนิคป้องกันตัวเล็กๆน้อยๆกันไว้ก่อนดีกว่า เผื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น คุณจะได้หลบหลีกได้ทัน

 

ข้อมูลต่อไปนี้มาจากตำรวจชาวออสเตรเลียท่านหนึ่ง ซึ่งได้เขียนสิ่งนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นวิทยาทานให้แก่คุณผู้หญิงทุกท่าน ดังต่อไปนี้

 

1. ใช้ศอกเป็นอาวุธ

ข้อศอกเป็นส่วนของร่างกายที่แข็งแกร่งที่สุดในร่างกายของมนุษย์ หากคุณอยู่ใกล้คนร้ายในระยะประชิด จงใช้มันซะ! ใช้มันแทงเข้าไปในบริเวณที่คนร้ายอ่อนแอที่สุด เช่น ลูกกระเดือก ลิ่นปี่ เป็นต้น เพื่อป้องกันตัว

 

2. รู้จักเบี่ยงเบนความสนใจ

ถ้าคนร้ายต้องการกระเป๋าเงินหรือของมีค่าของคุณ อย่ายื่นให้กับเขาโดยตรง แต่จงโยนกระเป๋าเงินของคุณไปให้ไกลจากตัวเองมากที่สุด หากคนร้ายสนใจกระเป๋าเงิน เขาจะต้องเดินไปหยิบกระเป๋าเงินที่อยู่ห่างจากตัวคุณ และให้คุณถือโอกาสนี้วิ่งไปอีกทิศทางหนึ่งให้เร็วที่สุด

 

1043.2

 

3. ใช้พลังถีบ

ถ้าคุณถูกลากหรือโยนเข้าไปในท้ายรถของคนร้าย ให้คุณถีบไฟท้ายจนหลุดออกมา แล้วยื่นแขนของคุณออกมาจากช่อง เพื่อโบกมือของความช่วยเหลืออย่างบ้าคลั่ง วิธีนี้คนขับจะมองไม่เห็นในสิ่งที่คุณทำ แต่คนอื่นจะเห็นและเข้ามาช่วยคุณได้

 

4. อย่าเปิดโอกาส

ผู้หญิงที่ขับรถคนเดียว อย่ามัวแต่นั่งอยู่บนรถเฉยๆ แต่งหน้า อ่านหนังสือ หรือเช็คโทรศัพท์ ฯลฯ เพราะคนร้ายจะคอยเฝ้าดูพฤติกรรมของคุณอยู่ และเป็นการเปิดโอกาสให้เขาหาช่วงชุลมุนเข้ามานั่งข้างๆคุณได้

เพราะฉะนั้น….ทันทีที่คุณขึ้นรถจงล็อคประตู และรีบออกรถซะ !

 

แต่ถ้าโชคร้าย…. คนร้ายสามารถขึ้นมาอยู่บนรถกับคุณได้แล้ว และกำลังเอาปืนจ่อขมับคุณไว้ อย่าขับออกไปตามที่เขาบอก! แต่ให้เหยียบคันเร่งให้เร็วที่สุด ขับรถพุ่งใส่กำแพงหรือสิ่งกีดขวางในละแวกนั้นไปเลย ถุงลมนิรภัยฝั่งคุณจะช่วยชีวิตคุณไว้เอง จากนั้นจึงวิ่งออกจากรถสุดแรงเกิดเข้าไปหากลุ่มคนที่สามารถขอความช่วยเหลือได้

 

5. ข้อแนะนำสำหรับการเดินไปที่รถของคุณ ในลาน/โรงจอดรถ

5.1จงระวัง และมองไปรอบๆ ตัวของคุณ มองเข้าไปในรถของคุณ มองลอดไปบนพื้นฝั่งที่นั่งข้างคนขับ และเบาะหลัง

5.2 ถ้ามีรถตู้จอดอยู่ข้างๆ ให้ขึ้นรถทางฝั่งผู้โดยสารข้างคนขับ เพราะคนร้ายส่วนใหญ่จะจู่โจมเหยื่อของมันโดยการฉุดขึ้นรถตู้ในขณะที่เหยื่อกำลังจะเปิดประตูขึ้นรถ

5.3 มองรถที่จอดข้างๆ ทั้งสองข้าง ถ้าเจอผู้ชายนั่งอยู่คนเดียวให้คุณเดินกลับเข้าไปในห้างหรือออฟฟิสเพื่อขอให้ รปภ.หรือตำรวจเดินมาส่งคุณขึ้นรถ

 

[ads]

 

6. จงใช้ลิฟต์แทนที่จะใช้บันได

ความคิดที่จะเดินขึ้นบันไดเพื่อออกกำลังกายใบสถานที่ที่ลับตาคน เป็นความคิดที่ผิดสุดๆ  เพราะบันไดเป็นสถานที่ที่เพอร์เฟคมากที่สุดสำหรับคนร้าย และน่ากลัวเป็นอย่างยิ่งในยามวิกาล

 

7. วิ่งหนีให้ถูกเวลา

ถ้าคนร้ายมีปืนและคุณไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเขา จงวิ่งหนีให้เร็วที่สุด!! เพราะโอกาสที่คนร้ายจะยิงถูกคุณมีเพียง 4 ครั้งใน 100 ครั้งเท่านั้น  และเป็นไปได้สูงว่าจะยิงไม่โดนอวัยวะสำคัญ ถ้าเป็นไปได้อย่าวิ่งตรงๆ ให้วิ่งซิกแซกหลบทางปืน

 

1043.1

 

8. อย่าขี้สงสาร อย่าใจอ่อน

ตัวอย่างฆาตกรที่ใช้ความขี้สงสารของผู้หญิงเป็นเครื่องมือ เช่น เท็ด บันดี้ เขาเป็นฆาตรกรหน้าตาดี และมีการศึกษาสูง เขามักใช้จุดอ่อนข้อนี้ของผู้หญิงเพื่อลวงเหยื่อมาฆ่าเสมอ

 

9. ได้ยินเสียงประหลาดอย่าออกมาดูคนเดียว

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามเปิดประตูเด็ดขาด….เพราะไม่แน่ว่าเสียงที่คุณได้ยินอาจเป็นกลลวงของมิจฉาชีพได้ ยกตัวอย่างเช่น

กรณีที่ 1

ผู้หญิงคนหนึ่งได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กตอนกลางคืนดังมาจากระเบียงบ้านของเธอ เธอมีลางสังหรณ์ว่านั่นอาจจะเป็นกลลวง จึงเลือกที่จะโทรแจ้งตำรวจแทนที่จะออกไปดูด้วยตัวเอง

ตำรวจสั่งเธอว่า “ตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างทางไปบ้านเธอแล้ว ห้ามเปิดประตูเด็ดขาดไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไรหรือเกิดอะไรขึ้น ตำรวจย้ำถึง 3 รอบ”

 

ตำรวจเล่าให้เธอฟังว่า…

มิจฉาชีพกลุ่มนี้น่าจะเป็นฆาตรกรที่ใช้วิธีเปิดเทปเสียงเด็กร้องไห้เพื่อหลอกล่อให้ผู้หญิงออกจากบ้านมาดู  โดยฆาตรกรหวังใช้จุดอ่อนของผู้หญิงคือ ความขี้เห็นใจ ขี้สงสาร นั่นเอง

 

กรณีที่ 2

ถ้าคุณตื่นขึ้นมากลางดึกและได้ยินเสียงเหมือนว่าก๊อกน้ำถูกเปิดอยู่หรือท่อน้ำของคุณแตกนอกบ้าน  ห้ามออกไปเดินสำรวจเด็ดขาด!  เพราะอาจมีคนกลุ่มหนึ่งเข้าไปเปิดก๊อกน้ำบ้านคุณให้สุด เพื่อให้คุณได้ยินและออกมานอกบ้าน เพื่อรอเวลาเข้าโจมตีคุณ

 

 

การเรียนรู้ข้อมูลเหล่านี้สำคัญอย่างมากต่อตัวคุณเอง เพื่อน ภรรยา ลูกสาว หรือทุกๆ คนที่คุณรู้จัก เพราะการรู้จักระมัดระวังตัวไว้ล่วงหน้าไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นการป้องกันไม่ให้ต้องเกิดความสูญเสียขึ้นมาในอนาคต เพราะฉะนั้นปลอดภัยไว้ก่อน…ดีที่สุด

 

 

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก   Health&Beauty และ http://m.pantip.com/topic/34656690

 

[ads=center]