จะมีความสุขแค่ไหนเมื่อเปิดตู้เย็นมาแล้วพบกับอาหารนานาชนิด จะหยิบอะไรไปทำอาหารก็ได้ทั้งนั้น แทนที่จะเป็นตู้เย็นที่เก็บแต่ของหมดอายุ ซุกเอาไว้จนลืม หรือบางครั้งก็เน่าคาตู้เย็นเลยก็มี
การเก็บของใส่ตู้เย็นแบบไร้ระเบียบทำให้คุณต้องพบเจอกับปัญหาอาหารเน่าเสียเร็วอยู่บ่อยครั้ง จะหยิบใช้อะไรก็ไม่สะดวก บางครั้งก็ลืมไปว่ามีของสิ่งนี้อยู่ในตู้เย็นจนปล่อยให้มันเน่าเสียไป
การจัดเก็บของในตู้เย็นที่ไม่ถูกวิธี จะทำให้ความเย็นกระจายได้อย่างไม่ทั่วถึง ที่สำคัญยังทำให้เปลืองไฟเป็นอย่างมาก หยุดทำพฤติกรรมเหล่านั้นแล้วมาเรียนรู้วิธีการจัดตู้เย็นที่ถูกวิธีกันดีกว่า รับรองว่าช่วยคุณได้มากเชียวละ
1. รักษาระดับอุณหภูมิ
อุณหภูมิในตู้เย็นควรจะอยู่ราว ๆ 2-4 องศาเซลเซียส เพราะเป็นอุณหภูมิที่พอเหมาะต่อการรักษาและยืดอายุอาหาร ทั้งนี้ต้องพิจารณาปริมาณของในตู้เย็นด้วย หากเก็บของเยอะก็ควรจะปรับอุณหภูมิให้ต่ำลง สักนิด อย่างไรก็ตาม ต้องหลีกเลี่ยงการเก็บของที่มากเกินไป ควรปล่อยให้ภายในตู้เย็นมีช่องว่างเพื่อให้อากาศข้างในไหลเวียนได้สะดวกด้วย ความเย็นจะได้กระจายได้อย่างทั่วถึง
2. อย่าแช่ขวดน้ำในแนวนอน
สำหรับขวดน้ำเปล่าสามารถวางแนวนอนได้ แต่ขวดน้ำหวาน ขวดไวน์ ขวดนมสด หรือเครื่องดื่มที่อาจเน่าเสียได้ง่าย ไม่ควรวางแนวนอนเด็ดขาด เพราะมีโอกาสที่ฝาขวดจะเปิดออก หรือมีอากาศเล็ดลอดเข้าไปในขวด เท่าให้เครื่องดื่มนั้นๆเน่าเสียได้ง่าย
3. จัดวางของตามโซนที่เหมาะสม
ตู้เย็นแต่ละส่วนมีความเย็นไม่เท่ากัน เราจึงควรแช่ของให้ถูกโซน เช่น
– อาหารประเภทเนื้อสัตว์ หรืออาหารที่เน่าเสียง่าย เช่น นมสด หรือนมพาสเจอร์ไรซ์ ควรจะแช่ในช่องใต้ช่องแช่แข็ง ไม่ควรนำไปแช่ที่ช่องข้างตู้เย็น เพราะตรงจุดนั้นความเย็นอาจจะไม่เพียงพอต่อการรักษาความสดของนมพาสเจอร์ไรซ์ได้อย่างเต็มที่ ทำให้นมเสียเร็วกว่าปกติ
– ผักสด ควรแช่ช่องด้านล่างสุด เพราะไม่ได้ต้องการความเย็นจัด
4. ของเก่าเอาไว้ด้านหน้า
หมั่นตรวจเช็กวันหมดอายุของอาหารที่แช่อยู่ในตู้เย็นอย่างสม่ำเสมอ และย้ายอาหารสดหรืออาหารที่ใกล้หมดอายุออกมาวางไว้ในส่วนหน้าของตู้เย็น เพื่อให้เราเห็นก่อนอาหารส่วนอื่น และนำออกมารับประทานก่อนที่มันจะเสียหรือหมดอายุไป
5. แยกประเภทอาหารเป็นสัดส่วนและติดป้ายกันสับสน
กล่องพลาสติกใส เป็นอุปกรณ์เสริมที่จะช่วยให้คุณจัดเก็บอาหารได้อย่างเป็นสัดเป็นส่วน เก็บเนื้อสัตว์ไว้กล่องหนึ่ง ผักไว้กล่องหนึ่ง ผลไม้ไว้อีกกล่องหนึ่ง ส่วนไข่ก็เก็บในแผงไข่ นอกจากจะหยิบใช้ได้สะดวกแล้วยังหมดกังวลเรื่องคราบอาหารเปรอะเปื้อนตู้เย็นด้วย
นอกจากการแยกอาหารเป็นสัดส่วนแล้ว แนะนำให้หาซื้อกระดาษกาว หรือโพสต์อิทมาเขียนแปะติดหน้ากล่องด้วย จะได้ไม่ต้องเปิดปิดฝากล่องหลายครั้งเพื่อตามหาวัตถุดิบที่ตนเองต้องการ
6. ใช้แผ่นรองกันกระแทก
เพื่อป้องกันไม่ให้ผักและผลไม้ช้ำ แนะนำให้ซื้อพลาสติกกันกระแทกมาปูรองช่องเก็บผักไว้ก่อน จะได้ช่วยลดการกระแทกหรือเสียดสีระหว่างผักผลไม้กับพลาสติกได้ นอกจากนี้ก็ไม่ควรวางผักและผลไม้ทับกันหลายชั้นด้วย
[ads]
7. แยกเก็บผักผลไม้ตามระดับก๊าซเอธิลีน
ผักหรือผลไม้แต่ละชนิดมีการปล่อยก๊าซเอธิลีนที่มีผลต่อการสุกของผักผลไม้ออกมาในระดับต่างกัน การเก็บผักจึงควรแยกตามระดับเอธิลีน ถ้าไม่อยากให้ผักผลไม้สุกหรืองอมเร็วเกินไป การแบ่งระดับการปล่อยเอธิลีนแบ่งออกเป็น
ไม่มีการปล่อยก๊าซเอธิลีน เช่น แครอท, ต้นหอม, กะหล่ำ, บล็อกโคลี, โหระพา, กะเพราะ
ปล่อยก๊าซเอธิลีนในระดับปานกลาง เช่น มะเขือเทศ, มันเทศ, มะนาว, เลมอน, แตงกวา, เมลอน, ส้ม
ปล่อยก๊าซเอธิลีนในระดับที่สูง เช่น แอปเปิล, อะโวคาโด, องุ่น, ลูกแพร, พริกไทยสด และเห็ดทุกชนิด
8. ป้องกันกลิ่นด้วยเบกกิ้งโซดาหรือถ่าน
อาหารเต็มตู้เย็นไปหมด อาจจะทำให้เกิดกลิ่นคละคลุ้งตีกันไปหมดได้ ถ้าไม่อยากให้เกิดกลิ่นเช่นนี้ เพียงแค่นำผงเบกกิ้งโซดาใส่ขวดขนาดเล็ก เปิดฝาและนำไปแช่ด้านในสุดของตู้เย็น หรือจะนำถ่านดูดกลิ่นมาใส่ไว้ในตู้เย็นก็ได้
9. ตั้งตู้เย็นให้ได้ระดับ
ไม่ควรวางตู้เย็นให้ชิดกำแพงมากเกินไป และควรวางตู้เย็นให้ด้านหน้าของตู้เย็นอยู่สูงกว่าด้านหลังสักเล็กน้อย เพื่อที่เวลาเปิดตู้เย็น แรงโน้มถ่วงด้านหลังจะทำให้บานประตูตู้เย็นปิดเองได้โดยอัตโนมัติ เผื่อว่าคุณเผลอเปิดประตูทิ้งไว้
10. ทำความสะอาดแผงระบายความร้อน
ที่หลังตู้เย็นหรือด้านล่างของตู้เย็นจะมีแผงระบายความร้อนอยู่ ซึ่งทำหน้าที่ระบายความร้อนออกจากตู้เย็น แต่เมื่อใช้งานตู้เย็นเป็นเวลานาน แผงระบายความร้อนจะมีฝุ่นมาเกาะอย่างหนา จนอาจขัดขวางการทำงานของคอมเพรสเซอร์ ดังนั้น จึงควรปัดฝุ่นหรือดูดฝุ่นทำความสะอาดแผงระบายความร้อนเหล่านี้เสียบ้าง ทั้งประหยัดไฟและช่วยให้อาหารเก็บได้นานขึ้นด้วย
11. หมั่นละลายน้ำแข็ง
ตู้เย็นรุ่นเก่าที่ไม่ใช่ระบบปราศจากน้ำแข็งเกาะ หรือระบบ No Frost ย่อมจะเกิดน้ำแข็งเกาะอยู่ในช่องฟรีสหรือช่องแช่แข็งอยู่เสมอ น้ำแข็งเหล่านี้จะเข้าไปเกาะส่วนคอยล์เย็น ทำให้ตู้เย็นต้องทำงานหนัก และทำให้ตู้เย็นไม่เย็นเหมือนเก่า ดังนั้น หากสังเกตเห็นว่ามีน้ำแข็งเกาะหนาประมาณ 3-5 มิลลิเมตรแล้ว ให้กดปุ่มละลายน้ำแข็งทันที เพื่อช่วยให้ตู้เย็นทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น
12. เปลี่ยนยางขอบตู้เย็น
หากรู้สึกว่าตู้เย็นปิดไม่ค่อยสนิท ควรตรวจสอบสภาพยางขอบตู้เย็นดูก่อนว่ายังมีสภาพใช้งานได้ดีหรือไม่ วิธีตรวจสอบง่ายๆ คือ ให้วางกระดาษหรือธนบัตรตรงบริเวณขอบตู้เย็น แล้วปิดตู้เย็นตามปกติ หากกระดาษยังติดค้างอยู่อย่างแน่นหนา ก็แสดงว่ายางขอบตู้เย็นยังมีสภาพดีอยู่ แต่ถ้าแผ่นกระดาษเลื่อนตำแหน่งหรือหลุดร่วง ก็เตรียมเปลี่ยนยางขอบตู้เย็นได้เลย เพื่อให้ตู้เย็นทำงานได้ดีที่สุด
อย่าลืมนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปทำตามกันนะคะ เพื่อให้อาหารที่อยู่ในตู้เย็นสดใหม่จนนาทีสุดท้าย และประหยัดไฟในบ้านได้อีกด้วย
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก chaoprayanews.com
[ads=center]