อย่าสับสน! ‘โรคกระเพาะอาหาร’ และ ‘โรคกรดไหลย้อน’…แยกให้ออก แก้ให้ถูก



สังคมที่เร่งรีบทำให้ผู้คนเป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหารกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น “โรคกระเพาะอาหาร” หรือ “โรคกรดไหลย้อน” แม้ว่าโรคนี้จะเป็นอันตรายกับกระเพาะอาหารเหมือนกัน แต่กลับมีความแตกต่างกันในรายละเอียดค่อนข้างมาก  จะเป็นอย่างไรบ้างตามมาดูเลยดีกว่า

 

ทั้งโรคกระเพาะอาหารและโรคกรดไหลย้อน เป็นโรคที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินอาหาร ตั้งแต่หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร จนถึงลำไส้เล็กส่วนต้นทั้งสิ้น อาการสองโรคนี้จะมีความคล้ายคลึงกัน ตรงที่มีอาการปวด จุกเสียดแน่นท้องคล้ายอาหารไม่ย่อย มีแก๊สในกระเพาะอาหารมาก ปวดแสบบริเวณลิ้นปี่ แต่มีความแตกต่างกันดังนี้

 

โรคกระเพาะอาหาร

หรือเรียกชื่อเต็มว่า “โรคแผลในกระเพาะอาหาร” ดังนั้น โรคนี้จึงเกิดเมื่อมีแผลเกิดขึ้นในเยื่อบุทางเดินอาหารนั่นเอง ตำแหน่งที่พบอาการได้บ่อยจะอยู่ในช่วงกระเพาะอาหารส่วนปลาย ระหว่างรอยต่อของกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น

 

ภาวะแทรกซ้อนของโรคนี้อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ โดยโรคกระเพาะอาหารจะมีอาการปวดแสบ ปวดเสียด ตื้อ จุกและแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่ อาการปวด จุกเสียดแน่นนี้จะเป็นๆหายๆ ครั้งละ 15-30 นาที วันละหลายครั้งตามเวลาของมื้ออาหาร ซึ่งอาการจะชัดเจนทั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร ไม่ว่าจะกินหรือไม่กินข้าวก็ทรมานตลอดเวลา

 

ทำไมถึงเป็นโรคกระเพาะอาหาร มาจาก 4 สาเหตุ ได้แก่

1. บกพร่องตั้งแต่เกิด คุณอาจมีเยื่อบุกระเพาะที่ไม่แข็งแรงมาตั้งแต่เกิด เมื่อโตขึ้นอาการจึงค่อยกำเริบ

2. กดดันสูง เครียด หงุดหงิด นอนไม่หลับ และพักผ่อนไม่เพียงพอ

 

3. ใช้ชีวิตแบบผิดๆ เกี่ยวกับการรับประทานอาหาร ทั้งอาการกินเร็ว กินไม่เป็นเวลา อดมื้อกินมื้อ ดื่มชา กาแฟมากเกินไป ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากไป สูบบุหรี่มากไป หรือทานยาบางตัว เช่น ยาแอสไพริน ยารักษาโรคกระดูก ยาที่มีส่วนผสมของสตีรอยด์ มากไป

4. ติดเชื้อแบคทีเรีย ชนิด "เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร” ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ผนังและเยื่อบุกระเพาะอาหารอ่อนแอลง  

 

[ads]

 

โรคกรดไหลย้อน

มาต่อกันที่ โรคกรดไหลย้อน กันบ้าง….กรดไหลย้อน หรือ “เกิร์ด” (GERD) เป็นโรคที่เกิดจากภาวะที่มีน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารที่ไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร ทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณลำคอ แสบร้อนบริเวณทรวงอก และจุกเสียดแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่

จะเห็นได้ว่าอาการที่เป็นมักคล้ายกับโรคกระเพาะอาหาร จึงทำให้คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิด และรักษากันผิดวิธี ซึ่งเป็นอันตรายมากๆ

 

สิ่งที่ต้องสังเกต คือ ลักษณะอาการของโรคกรดไหลย้อน จะมีอาการแสบจุดเสียดบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือยอดอก หลังรับประทานอาหาร 30-60 นาที แน่นหน้าอกคล้ายกับอาหารไม่ย่อย อาจมีอาหารคลื่นไส้ร่วมด้วยได้เช่นกัน เรอเปรี้ยว ขมคอ หายใจมีกลิ่น เสียงแหบ เจ็บคอ แสบลิ้น หรือไอ ซึ่งอาการเหล่านี้จะเป็นๆหายๆ แต่จะเป็นมากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ และแต่ละครั้งจะกินเวลาประมาณ 1-2 ชม.

 

ทำไมถึงเป็นโรคกรดไหลย้อน

1. หูรูดหลอดอาหารเสื่อมสมรรถภาพ อาจเป็นเพราะอายุ หรืออาจเป็นผลพวงจากโรคอื่นๆ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน ไล้เลื่อนดันกระบังลม และ ภาวะการตั้งครรภ์

 

2. พฤติกรรมกระตุ้นโรคแบบผิดๆ เช่น ทานอาหารมากเกินไป ติดนิสัยกินแล้วนอน กินแล้วนั่งงอตัว หรือโค้งตัวต่ำลง หรือการใส่กางเกงหรือรัดเข็มขัดที่แน่นจนเกินไป

3. เป็นคนชอบดื่ม ทั้งการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ซึ่งสามารถกระตุ้นการเกิดโรคกระเพาะอาหารและโรคกรดไหลย้อนได้ในเวลาเดียวกัน

4. ชอบอาหารที่มีไขมันสูงๆ อาหารที่มีไขมันสูงไม่ว่าจะเป็นของทอด หรือของมัน จะทำให้อาหารในกระเพาะอาหารเคลื่อนตัวช้าลง ซึ่งมีผลทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนได้มากขึ้น

5. ทานอาหารรสจัด สูบบุหรี่ ดื่มน้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีคาร์บอเนต สิ่งเหล่านี้ล้วนมีส่วนในการช่วยกระตุ้นให้เกิดอาการกรดไหลย้อนได้ทั้งนั้น เนื่องจากจะทำให้หูรูดคลายตัว และทำให้มีกรดในกระเพาะอาหารสูง

 

แนวทางการรักษาด้วยสมุนไพร

ขมิ้นชัน เป็นสมุนไพรทางเลือกที่ได้รับความนิยมในการแก้ปัญหาโรคทั้งสองชนิดนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการของโรคกระเพาะอาหาร และกรดไหลย้อนได้ มีฤทธิ์ช่วยขับลม ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ ช่วยกระตุ้นการหลั่งสารเมือกมาเคลือบเยื่อบุกระเพาะและลำไส้ ยับยั้งการหลั่งน้ำย่อย ช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหารและระบบทางเดินอาหาร ต้านการอักเสบของลำไส้ใหญ่ และช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียได้

ที่สำคัญ ขมิ้นชันยังเป็นสมุนไพรที่ไม่มีพิษเฉียบพลัน ไม่สะสมในตับ ถือว่ามีความปลอดภัยสูงในการนำมาใช้รับประทาน

 

1004.1

 

ขมิ้นชัน ไม่ได้มีดีเพียงแค่มีสรรพคุณในการบรรเทาโรคเท่านั้น แต่ยังช่วยบำรุงร่างกายได้อีกด้วย การบริโภคขมิ้นชันจะช่วยให้การทำงานของระบบย่อยอาหารดีขึ้น ช่วยทำความสะอาดลำไส้ บำรุงสมอง และช่วยบำรุงปอด นอกจากนี้ น้ำมันหอมระเหยในขมิ้นชัน ยังช่วยยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย มีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบที่เกิดกับอวัยวะภายในด้วย

 

นอกจากการใช้สมุนไพรแล้ว การบรรเทาอาการของโรคทั้งสองโรคนี้ ก็สามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเช่นกัน อะไรที่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการหรือจะกระตุ้นอาการของโรค ก็ต้องพยายามตัดมันทิ้งไปเสีย เช่น

 

-พฤติกรรมการรับประทานอาหารแบบผิดๆ การทานอาหารมันๆ อาหารรสชาติจัดจ้านมากเกินไป

-การลดละเลิกการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาแฟอีน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

-การงดสูบบุหรี่

-การทานอาหารในปริมาณที่พอดีไม่มากหรือน้อยเกินไป ทานอาหารให้ตรงเวลา ไม่ทานอาหารแล้วนอนเลยทันที

 



นอกจากนี้ ก็ต้องไม่ลืมการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน เช่น การทานยาลดกรด ยาเคลือบเยื่อบุกระเพาะและหลอดอาหาร หรือยารักษาโรคกระเพาะ

ทั้งนี้ ยาลดกรดแผนปัจจุบันต่างๆ เมื่อใช้เป็นเวลานานๆ อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงจากยาได้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียนอ่อนเพลีย มีอาการไม่สบายท้อง เบื่ออาหาร ฯลฯ ดังนั้น ต้องใช้ให้เหมาะสม และอย่าลืมปรับพฤติกรรมให้ถูต้องด้วย เพื่อช่วยให้อาการหายได้เร็วมากที่สุด

 

 

ต่อไปนี้ คุณก็น่าจะแยกอาการของโรคสองโรคนี้ออกได้ง่ายมากขึ้นแล้ว หากเกิดโรคนี้ขึ้นมาจริงๆ ก็จะได้แก้ไขได้อย่างถูกต้องตามสาเหตุที่เป็น และไม่ต้องทนทรมานกับอาการปวดท้องหรือแน่นน่าอกอีกต่อไป

 

 

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก sanook.com และ lovefitt.com

[ads=center]