คนทั่วไปที่ไม่มีประสบการณ์คลุกคลีกับแวดวงการบินมาก่อน อาจจะคาดเดากันว่านักบินเป็นอาชีพที่สบายมากๆ แค่นั่งเครื่องบินข้ามประเทศแค่นั้นเอง ยิ่งเดี๋ยวนี้มีระบบออโต้ในการขับเคลื่อน คงสบายถึงกับจะนอนหลับหรือพักไปเล่นอะไรก็ได้ มาฟังคำตอบของคุณ PAT PHANNACHET นักบินมืออาชีพที่จะมาไขข้อข้องใจดังกล่าวนี้
ภาพประกอบจาก boeing.mediaroom.com
นักบิน 2 คนทำอะไรกันเมื่อไฟล์ทบินนานๆ
เคยเจอเพื่อนๆนอกวงการหลายคนตามงานเลี้ยงสังสรรค์ต่างๆ เพื่อนๆมักจะมีคำถามยอดฮิตมาถามเสมอหนึ่งในนั้นคือ เอ้ย!!! ระหว่างบิน พวกเอ็งนั่งทำไรกันฟร่ะ ตั้ง 7-8 ชั่วโมง ไม่เบื่อเหรอ
คำตอบคือ เบื่อครับ!!! เบื่อมากด้วย555
แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่คนนอกเข้าใจผิดกันอย่างมาก เช่น.. เครื่องบินมันมีAuto pilot ไม่ใช่เหรอ พวกเอ็งไม่เห็นต้องทำอะไรเลยนิ? คำตอบคือ ใช่ครับเครื่องบินมันมีAuto pilot มันสามารถบินเองได้ไปตามเส้นทางที่เรากำหนดไว้ในคอมพิวเตอร์ซึ่งเราจะต้องใส่เส้นทางเหล่านั้นเพื่อให้เครื่องบิน คำนวน น้ำหนัก น้ำมัน เวลา และความสูงที่เหมาะสมระหว่างบิน ซึ่งเราจะใส่ข้อมูลที่ได้รับตั้งแต่ที่พื้นดิน เมื่อเครื่อง lift off จากพื้นแล้วเราก็จะให้เจ้าAuto pilot นี่แหละรับหน้าที่บินแทนเรา แต่ตัวนักบินเองก็ต้องทำหน้าที่ต่างๆ อีกมากมาย จนกว่าเครื่องจะไปวางระดับที่ความสูงที่เราได้วางแผนไว้แล้ว ภาระกรรมต่างๆ หรือที่เราเรียกว่าwork load มหาศาลถึงจะค่อยๆ ลดลง แต่นักบินเองก็ยังคงต้องทำหน้าที่ เฝ้าฟังวิทยุติดต่อหอบังคับการบิน เมื่อบินผ่านเขตน่านฟ้าของประเทศต่างๆ เราก็ต้องบอกผู้ดูแลน่านฟ้าของประเทศนั้นๆ เมื่อจะออกจากประเทศเค้าเราก็ต้องบอกเค้า "ไปแล้วน้าาา…บ๊ายบาย" ประมาณนี้
ที่ต้องทำอีกคือ การเฝ้าสังเกตการทำงานของไอ้เจ้าAuto pilot นี่แหละว่ามันทำงานถูกต้องแบบที่เราได้สั่งงานไว้ก่อนหน้าหรือไม่? หรือถ้าหอบังคับการบินต้องการให้เปลี่ยนเส้นทางการบิน เพิ่มหรือลดความเร็ว เพื่อรักษาระยะห่างกับเครื่องบินลำหน้าไม่ให้ใกล้กันจนอาจจะเกิดความไม่ปลอดภัย เราก็ต้องนั่งเฝ้าฟังคำสั่งหอบังคับการและเอาข้อมูลเหล่านั้นไปสั่งให้เจ้าAuto pilot ทำตามอีกที นอกจากนี้แล้วเรายังคงต้องคอยสังเกตมาตรวัดต่างๆ ของเครื่องยนต์เครื่องบิน จดบันทึกปริมาณน้ำมันตามจุดต่างๆที่บินผ่านว่าเราใช้น้ำมันเยอะไปกว่าที่ควรจะเป็นหรือไม่ ซึ่งบางครั้งถ้าเราบันทึกแล้วว่าน้ำมันที่ควรจะเป็นกับน้ำมันที่เหลืออยู่แตกต่างกันมากเกินไป บางครั้งอาจจะเป็นปัญหาใหญ่กว่าที่คิดก็ได้ นั่นอาจจะหมายถึง "น้ำมันรั่ว" ซึ่งกรณีน้ำมันรั่วอาจจะมีแบบค่อยๆ รั่วซึงเราไม่อาจจะมองเห็นได้ หรือรั่วออกจากบริเวณปีกซึ่งเห็นได้ชัดเจน
รวมถึงเรายังต้องคอยมองออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบิน เพื่อคอยสังเกตว่ามีเมฆที่มีความสูงมากๆ และอาจจะเป็นเมฆที่มีพลังงานสูงถ้าเราเข้าไปเครื่องอาจจะสั่นอย่างรุนแรงเราต้องพยายามหลีกเลี่ยง ยิ่งในคืนเดือนมืดเราจะไม่สามารถมองเห็นข้างนอกได้เลย เราก็อาศัย เจ้า weather radar คอยช่วยเป็นหูเป็นตาแทน เมื่อเรด้าตรวจเจอเราก็ต้องมาตัดสินใจว่าจะหลบเมฆเหล่านั้นหรือไม่ ถ้าหลบ จะหลบทางไหน แล้วจะหลบไปได้ไกลเท่าไหร่ (อย่าลืมนะครับเรามีปริมาณน้ำมันจำกัด ไม่ได้เติมเต็มถังแล้วบินเหมือนรถยนต์ จะได้มีน้ำเพียงพอแวะโน่นแวะนี่ เลี้ยวออกนอกเส้นทางได้ทุกครั้ง)
เห็นมั้ยขณะที่วางระดับนักบินก็ยังมีเรื่องต้องทำมากมาย (ซึ่งถือว่าน้อยมากแล้วเมื่อเทียบกับช่วงtakeoff และlanding ซึ่งจะเป็นช่วงวิกฤติที่เราจะต้องใช้ทุกโสตประสาทในการทำงานไปพร้อมๆกัน)
แน่นอนครับเราไม่ได้นั่งเครียดกับงานตลอด7-8 ชั่วโมงตลอดเส้นทางบินแน่ๆ ระหว่างวางระดับเราอาจจะพักสลับกันทานข้าว บนที่นั่งนักบิน กินขนม พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด ทบทวนตำรา และอีกมากมายฯลฯ
หนึ่งในtopic ที่เพื่อนๆ สงสัยกัน "นักบิน2 คนแม่งจะคุยอะไรกันตั้งเป็นชั่วโมงๆ" แน่นอนครับ เมื่อชายหนุ่มสองคนอยู่ด้วยกัน คงไม่พ้นเรื่องสาวๆ สวยๆ เช่นดาราคนนี้น่ารักเนอะ หุ่นดีจัง รวมไปถึง น้องแอร์ใหม่ๆ ที่พึ่งเข้าบริษัท คนโน้นสวย คนนี้น่ารัก คนนั้นเป็นแฟนคนนี้ คนนี้กำลังจีบคนนี้อยู่
เป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลกครับ ไอ้พวกนักบินเนี่ยตอนทำงานไม่ค่อยมีนักบินคนไหนนั่งคุยเรื่องงานเรื่องบิน เรื่องศาสตร์ของการบินหรอก อาจจะเป็นเพราะในห้องทำงานพวกเราก็ทำงานกันหนักมากแล้ว ไม่มีใครอยากจะพูดเรื่องหนักๆ ก็เป็นได้ แต่เชื่อมั้ยไอ้พวกนักบิน ร้อยทั้งร้อย จะไปนั่งคุยเรื่องบิน เรื่องการทำงาน เรื่องศาสตร์การบินกันในวงเหล้าครับ ผมพิสูจน์มาแล้วเป็นแบบนี้ทั่วโลก ไม่ว่าชาติไหนๆนักบินก็เหมือนกันหมด น่าแปลกดี ถึงมีคำพูดติดตลกในหมู่นักบินกันว่า "ความรู้ไปหาเอาในวงเหล้า" ซึ่งผมก็ได้มาเยอะพอสมควรครับ
เชื่อไหม? Topic ในการสนทนามันหลากหลายมากจริงๆ จนคุณจะไม่เชื่อเลยหล่ะว่าเรื่องบางอย่างจะมาเป็นtopic สนทนาได้ อาจจะเป็นเพราะลักษณะงานของนักบินเราเปลี่ยนเพื่อนร่วมงานไปเรื่อยๆ วันนี้ผมบินกับกัปตันA ไฟล์ทหน้าผมบินกับกัปตันD อีกสามสี่วันไปบินกับกัปตันC ซึ่งขนาดบริษัทผมยังไม่ใหญ่มาก กว่าจะวนได้กลับมาเจอกับกัปตัน A อีกเวลาอาจจะล่วงเลยผ่านไปเป็นเดือน
Topic ที่คุยกันก็จะมีตั้งแต่ ข่าวสารบ้านเมืองในปัจจุบัน การเมือง(พี่บางคนเสื้อแดง พี่บางท่านเสื้อเหลือง ผมก็เออ ออ ห่อหมกกับเค้าไปเรื่อย ทำไงได้ผมแค่co pilot เอาตัวรอดเป็นยอดดี 555 หลายๆ ครั้ง พี่ๆ ก็จะหลอกถามเราก่อนเพื่อหยังเชิงก่อนจะเข้าบทสนทนาการเมือง เอ้ย!!! เอ็งเสื้อสีไรฟระ? คำตอบในการเอาตัวรอดของผมคือ "อ่อผมเป็นกลุ่มคน เสื้อแพงครับ" พี่ๆ เค้าก็จะส่ายหน้า เฮ้อ!!! แล้วเปลี่ยนเรื่องสนทนาทันที เพราะดูแล้วคุยการเมืองกับผมคงไม่ได้สาระแน่ๆ
กิจกรรมงานอดิเรกต่างๆ ก็จะถูกหยิบยกมาคุยเช่นกัน พี่บางคนชอบตีกอล์ฟก็คุยเรื่องกอล์ฟ บางคนเล่นกล้องก็พูดคุยเรื่องเทคนิคการถ่ายภาพต่างๆ บางคนพระเครื่องผมก็ขุดมาตั้งแต่พระเครื่องกรุงศรี บางคนศาสนาผมก็ต้องหาเรื่องศาสนามาคุยกับพี่เค้า บางคนชอบทำอาหารอันนี้ผมถนัด สบายผมเรื่องกินต้องยกให้ผม บางคนปรึกษาปัญหาลูกเมีย ลูกจะเข้าโรงเรียน เรียนที่ไหนดี ? ก็ต้องหาข้อมูลมาคุยกับพี่เค้า พี่บางท่านชอบเรื่องการลงทุนเล่นหุ้น ผมก็ต้องวิเคระห์พื้นฐานหุ้นพอได้ แต่เชื่อมั้ยพอเลิกงานแยกย้าย ต่างคนต่างกลับบ้าน กลับมาเจอกันใหม่ในไฟล์ทต่อไป ก็กลับมาคุยกันเรื่องเดิมใหม่ เพราะลืมไปแล้วว่าเราคุยเรื่องอะไรกับใครไปบ้าง สมัยก่อนผมถึงขั้นมีสมุดโน้ตเล็กๆ ติดตัวไว้จดรายละเอียด เช่น กัปตัน A ชอบคุยเรื่องนี้ กัปตัน B ชอบเรื่องศาสนา กัปตัน C ไม่กินเนื้อแต่ชอบทานปลาทู อะไรแบบนี้เป็นต้น เพื่อว่ากลับมาบินเจอกันจะได้คุยถูกเรื่อง บรรยากาศในการทำงานจะได้ smooth as silk (ราบรื่น นุ่มนวล ประดุจผ้าไหม)
นี่แหละครับข้อดีของการสอบคัดเลือกนักบิน หลายคนอาจจะเคยสอบนักบินมาแล้ว อาจจะงง นอกจากข้อสอบในส่วนของวิชาการด้านวิทยาศาสตร์แล้ว,ด้านคำนวน,ภาษอังกฤษ, Aptitude test แล้วจะมีข้อสอบอีกชุดแยกมาต่างหาก เป็นข้อสอบวัดความรู้ทั่วไป เช่น คำถาม ดอกไม้ประจำชาติของไทยคืออะไร? นายกรัฐมนตรีของเกาหลีชื่ออะไร? กระสวยอวกาศลำล่าสุดของนาซ่าชื่อว่าอะไร? การแข่งขันวิ่งมาราธอนที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกจัดประเทศไหน? อัลบั้มล่าสุดของจัสติน บิเบอร์ชื่อว่าอะไร? หรือแม้กระทั่ง เพลงไสว่าสิ่บ่ทิ่มกัน ศิลปินชื่ออะไรเป็นคนร้อง? นี่มันคำถามสอบนักบินเหรอฟระเนี่ยไม่เห็นเกี่ยวข้องกับการบินตรงไหนเลย จะให้ผมรู้ไปทำไมคร๊าบบบ จนเมื่อผมมาเป็นนักบินเอง ถึงได้เข้าใจคำตอบ อ่อไอ้ข้อสอบแบบนี้เค้าวัดคนที่รู้รอบๆ สนใจสิ่งต่างๆรอบตัวมานี่เอง เพื่อมาเจอพี่ๆ ที่มีความสนใจในหลายๆ อย่างจะได้มีความรู้รอบตัวไปคุยกับพี่ๆ เค้าได้บ้าง ไม่งั้นกัปตันเบื่อตายเลย
หลายครั้งตอนเป็นนักบินใหม่ๆ เจอพี่กัปตันที่ดุมากๆ ไฟล์ททั้งไฟล์ทจะเป็นอะไรที่นรกมาก ไม่เงียบสงัดดังป่าช้าตลอด7-8 ชั่วโมง ก็โดนพี่กัปตันแดกทั้งไฟล์ททำอะไรก็ไม่ถูกใจซักอย่าง ถึงขนาดว่าหายใจยังผิด แล้วคิดดูห้องทำงานเราก็มีอยู่กันแค่สองคน ห้องก็นิดเดียวจะเดินหนีไปได้ บรรยากาศมาคุระอุตลอดเวลา 555
ผมเองเคยเจอพี่กัปตันดุๆ เพื่อนๆ นักบินใหม่ๆ หลายคนไม่ยอมบินด้วยเพราะแกขึ้นชื่อว่าดุ เฮี๊ยบ ระเบียบจัดมากทุกอย่างต้องเป๊ะ หลายๆ คนเลยเลือกที่ แลกออกเพื่อไม่บินด้วย หรือมาขอร้องผมให้บินด้วย ซึ่งผมไม่เคยมีปัญหาเลยในการบินกับพี่ดุๆ ช่วงแรกๆของไฟล์ทเมื่อก่อนผมบินไฟล์ทไทม์แค่ไม่เกิน3-4 ชั่วโมง ครั้งที่บินด้วยแรกๆผมก็กลัวนะแต่ใจดีสู้เสือ ลองหน่อยละกันถ้าหนีพี่เค้าก็ต้องแลกหนีไปทั้งชีวิตแหละ ผมเลยยอมมาบินด้วยเพราะวันนั้นผมเป็นนักบินรอstandby นักบินที่ต้องบินกับพี่เค้าทุกคนลาป่วยหมดแล้ว บริษัทเลยโทรมาเรียกให้ผมไปบิน
ช่วงแรกๆ การทำงาน เงียบมาก เรียกได้ว่าได้ยินเสียงยุงบินเลยละกัน ไม่มีเสียพูดคุย ผมก็นักบินใหม่กลัวก็กลัวเกร็งก็เกร็ง เอาไงดีฟระ ชวนพี่เค้าคุยหยั่งเชิงก่อนละกัน ผลปรากฎเงียบ~~~~~~ เหมือนเป็นการสื่อสารทางเดียวไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก เหมือนกดโทรศัพท์เข้าเพจเจอร์ส่งข้อความได้อย่างเดียวไม่มีเสียงตอบกลับจากปลายทาง ชวนคุยเรื่องที่สอง ทีนี้เงียบหนักกว่าเก่าอีกครับ เอาเป็นว่าเงียบเป็นเป่าสาก แต่วันนั้นถ้าให้ผมเป่าสากผมมั่นใจว่าดังกว่าบรรยากาศตอนนั้นแน่ๆ
จบละผมคิดในใจ นรกทั้งไฟล์ทแน่ๆ ผมจำได้ไฟล์ทนั้นผมบินไปเมืองจีนไฟล์ทtime ประมาณ เกือบสี่ชม. จนกระทั่งเริ่มลดระดับ เริ่มมองเห็นสนามบินในประเทศจีน ซึ่งสนามบินในจีนเนี่ยทุกเมืองไม่ว่าเมืองใหญ่หรือเล็กหน้าตาการออกแบบจะคล้ายๆกันและทุกที่ใหญ่มาก เครื่องบินจอดเรียงรายตามหลุมจอดเป็นร้อยๆ ลำ มีทุกแบบทุกสายการบิน และแล้วเหมือนเสียงสวรรค์มาโปรดผม พี่เค้ากล่าวเสียงในลำคอ
พี่กัปตัน : สนามบินจีนมันใหญ่ทุกที่เลยเนอะ
ผม : (ขณะนั้น โสตประสาทการรับฟังไม่ได้ใช้งานมาสามชม. เลยได้ยินไม่ถนัดไม่แน่ใจว่าพี่เค้าพูดอะไรหรือเราทำอะไรไม่ถูกใจพี่เค้าหรือเปล่า) ฮ้ะ!! พี่ว่าอะไรนะครับผมไม่ได้ยิน
พี่กัปตัน : สนามบินจีนมันใหญ่ทุกที่เลยเนอะ
ผม : (มาไม้ไหนเนี่ย ถ้าตอบไม่ถูกใจจะโดนแดกเปล่าว่าเนี่ย เหลือบินขากลับอีกขา 4 ชม.กว่าๆเลยนะเฮ้ย ตอนนี้แค่เงียบแต่ถ้าตอบไม่ถูกใจ โดนแดกไปอีกนาน ทีนี้ละบันเทิงแน่ๆ ผมคิดในใจ เอาว่ะ!! ตอบแบบกลางๆ ไว้ก่อนละกัน) "อ่อ ครับพี่ก็ประชากรเค้าเยอะมากนี่ครับ"
พี่กัปตัน : เอ็งรู้มั้ยประชากรจีนมีเท่าไหร่?
ผม : (บันเทิงละ น้ำบาน งานงอก ถามประชากรจีนมีเท่าไหร่ยังงั้ยว่ะเนี่ย) แต่สงสัยดวงชะตาผมยังไม่ถึงฆาตครับ ไม่ทำบุญมาดี ก็เวลาตกฟากดี อะไรสักอย่างมาช่วยผม เมื่อเช้าก่อนมาบินนั่งอ่านข่าวไรสักอย่างเค้าพูดถึงจำนวนประชากรจีนที่มีอยู่ทั่วโลกและกำลังกระจายไปเพื่อตั้งchina town ตามหัวเมืองใหญ่ๆสำคัญๆของโลก แล้วเค้าเอ่ยจำนวนประชากรจีนทั่วโลกมาด้วย (ขออภัยตอนนี้ผมจำตัวเลขไม่ได้ละแต่ตอนนั้นอ่ะจำได้ เพราะเป็นshort term memory ซึ่งเอาจริงๆไม่คิดว่าจะได้ใช้ด้วยแหละอ่านผ่านๆ แต่มีตัวเลขคือพันล้านคนแน่ๆทั่วโลกนะ) ผมเลยตอบพี่กัปตัน "หลักพันล้านคนแหละครับพี่"
พี่กัปตัน : (หันขวับกลับทันที) พี่ว่าไม่ใช่หลักร้อยล้านคนปลายๆ ก็เยอะแล้วมั้ง
ผม : (คิดในใจ ชิปdisappear แล้วเมิง นรกมาเยือนแล้วตอบไม่ตรงใจพี่เค้า แต่ในใจก็คิดนะเพราะพึ่งอ่านหนังสือมามะเช้า ตัวเลขยังติดตาอยู่เลยเนี่ย) "ประชากรจีนทั่วโลกนะครับพี่ รวมตามหัวเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกนะคับ ผมว่ามีหลักพันล้านอ่ะพี่ ผมว่าถึงนะ
พี่กัปตัน : (เริ่มไม่ค่อยสบอารมณ์ละ) เอามั้ยเอ็งพนันกับพี่มั้ยเบียร์คนละ 6 ขวด พี่ว่าหลักร้อยล้านปลายๆ เอ็งว่าพันล้านนะ โอเคเดียวรู้กัน
ผม : (บรรลัยเกิดสิ่ครับ ถามเหมือนไม่ต้องการให้ผมปฎิเสธเลย ผมเลือกที่จะปฎิเสธได้เหรอครับ ทางเลือกผมอยู่ไหน ความรู้สึกตอนนั้นเหมือน ไปสั่งข้าวร้านอาหารตามสั่งแล้วคนขายถามว่าจะสั่งอะไรทาน "มีข้าวผัดกระเพราะ กับ ข้าวผัดกระเพรา จะกินอะไร?" แบบนั้นเลย)
ได้แต่ตอบ"ก็ได้ครับพี่" ทั้งที่ในใจก็ค่อนบ้างมั่นใจในคำตอบนะ แต่ไม่มั่นใจในชีวิตหลังจากรู้คำตอบแล้วต้องบินกลับอีก สี่ชม.ว่าจะเป็นยังไงมากกว่า
จากนั้นเครื่องก็ลงสนามที่ปลายทางเมืองจีน แบบไม่มีการสนทนาใดๆ เหมือนที่เป็นมาตลอด 3 ชม.ก่อนหน้า โชคดีวันนั้นเรามาถึงสนามบินเร็วกว่าตารางบินกำหนด รวมถึงยังมีเวลาground time นานกว่าปรกตินิดหน่อย ผมเลยขอพี่เค้าลงไปเดินเล่นบริเวณเกทแถวๆ อาคารจอดเครื่องบิน คำตอบที่ได้คือ พี่กัปตัน พยักหน้า รับทราบและไม่ทีเสียงตอบรับเหมือนเดิม
เมื่อลงไปที่เกท ผมนึกในเอายังงัยดีว่ะเนี่ย อีก4 ชม. เลยนะ เอางี้ละกันหาคำตอบก่อนวุ้ย ผิดถูกค่อยว่ากัน โชคดีสมัยนี้มีgoogle และสนามบินมีwifi ผมงี้รีบเข้าไปหาข้อมูลในgoogle เลยครับ ผลปรากฏข้อมูลที่เชื่อถือได้ (ถ้าจำไม่ผิดจากข้อมูลสหประชาชาติมั้ง) ตัวเลขที่ผมตอบพี่เค้าใกล้เคียงคือ ประชากรจีนมีพันล้าน ไม่ใช่หลักร้อยล้านแน่ๆ ทั่วโลก ผมรีบcapture หน้าจอ แต่ยังไม่แน่ใจในชีวิตอีกเหมือนเดิมว่าหลังจากพี่เค้ารู้คำตอบแล้ว ชีวิตผมที่เหลืออีก4ชั่วโมง ข้างหน้าจะระทมเช่นใด
เมื่อทุกอย่างเสร็จเครื่องเทคออฟออกจากสนามบินจีน เป็นที่เรียบร้อย เรายังคงบินผ่านสนามบินจีนอีกหลายสนาม ในไฟล์ททุกอย่าง เงียบสงัดเป็นปรกติเหมือนขามา ทันใดนั้น พี่กัปตัน: ประชากรจีนมันมีเยอะเนอะสนามบินมันถึงได้ใหญ่แต่ยังงัยก็ระดับร้อยล้านแน่ๆ
ผม : อ่อ พี่ครับเมื่อกี้ผมก็สงสัยครับ ตอนลงไปข้างล่างไม่อยากค้างคาใจนานอยากรู้คำตอบ เลยเปิดgoogle ดู นี่ครับคำตอบ พร้อมยื่นมือถือให้
พี่กัปตัน : ><<$|€~%~>~>$~%}¥|>~ แม่งเป็นไปได้ไงวะประชากรจีนทั่วโลกมีเยอะเป็นพันล้านเลยเหรอ นี่ถ้าข้อมูลไม่ได้มาจากสหประชาชาติ พี่ไม่เชื่อนะโว้ยย (เสียงตะโกนดังลั่นcockpit) OK พี่เสียเบียร์เอ็ง 6 ขวดใช่มั้ย เดี๋ยวลงไป ไปเจอกันร้านส้มตำที่พวกเราชอบไปกินกันพี่จะเลี้ยงเบียร์ตามสัญญา
จากนั้นบรรยากาศในcockpitอีก 4 ชม. หลังพลิกกลับเป็นคนละเรื่องกับขามา ผมเริ่มจับทางได้ ดึงพี่เค้ามาเดิมพันในเรื่องที่ผมถนัด ถามแม้กระทั่งให้พี่เดา ลูกแบดทำจากขนเป็ดหรือไก่ มีขนปักบนหัวลูกแบดกี่ขน ผลัดถามตอบกันไปตลอดทาง ได้เบียร์เสียเบียร์หักล้างกันไปมา จนถึงกทม. วันนั้นจำได้ เบ็ดเสร็จผมชนะพี่เค้าได้เบียร์เฉลยมากินด้วยกัน 12 ขวด เมื่อจบไฟล์ท เราก็ไปนั่งกินเบียร์เฉลยกันต่อที่ร้านส้มตำเมากันไป ทุกคนสนุกสนาน หลังจากวันนั้นมา ผมจำได้แม่น ผมถูกเรียกบินกับพี่เค้าอีก 9 ไฟล์ทติด เพราะแผนกจัดตารางบิน รู้แล้วว่าผมบินกับพี่เค้าได้ เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่โทรลา หลังจากบินกับพี่เค้า จากนั้นมาcockpit ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป…
อีกเรื่องที่ผมประทับใจมาก และค่อนข้างขำตัวเอง จึงมาเขียนเล่าให้เพื่อนๆ นอกวงการฟัง ครั้งหนึ่งผมไปบินกับพี่กัปตันที่สนิทกันท่านนึง พี่เค้าเป็นสู้ชีวิตมากๆ พี่เค้าเล่าประวัติชีวิตในวัยเด็กให้ฟัง ทำมาหมดแล้วตั้งแต่รับจ้างตัดอ้อยส่งตัวเองเรียน ต่อยมวยหาเงินเรียนหนังสือ แบกปูนส่งเงินให้พ่อแม่พี่แกทำมาหมด
เราสองคนถูกมอบหมายให้ไปบินเบสภูเก็ตด้วยกันทั้งหมด 5 วัน คือบินแบบผูกปิ่นโตเลยละในห้าวันนี้ นักบินสองคนนี้จะถูกมอบหมายให้บินด้วยกันตลอด เพราะเป็นการสลับนักบินไปเบสสนามบินอื่นที่ไม่ใช่สนามบินหลักของสายการบินดำเนินการอยู่ วันแรกเราก็จะบินกรุงเทพ-ภูเก็ต จากนั้นจะบินออกจากสนามบินภูเก็ต ไปยังที่ต่างๆ เช่น เมืองจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเก๊า เชียงใหม่ เป็นต้น เราเลยได้ทำความรู้จักกันมาตลอด 4 วันที่ผ่านมาเพราะทานข้าวด้วยกันทุกวัน ไฟล์ท วันที่เกิดเรื่องคือขากลับมาจาก ฮ่องกงตอนกลางคืน ซึ่งค่อนข้างดึกแล้ว ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศดีมากๆ ทัศนวิสัยดีสุดๆ และพรุ่งนี้พวกเราจะหมดภาระกิจ บินกลับบ้านที่กรุงเทพกันแล้ว
เนื่องจากวันนั้นเรากลับมาลงที่ภูเก็ตดึกมาก การจราจรที่ภูเก็ตไม่มีเครื่องบินลำอื่นมาลงเลย เรามาถึงเป็นลำสุดท้าย ก่อนที่จะมีไฟล์ทออกอีกทีก็ตอนตีห้าของรุ่งเช้า หอบังคับการจราจรทางอากาศของภูเก็ตจึงได้ให้คำสั่งอนุญาตเราลงสนามบินตั้งแต่เครื่องยังอยู่ไกลมากๆ เพราะไม่มีเครื่องบินลำอื่นอยู่ใกล้ๆ เลย
สนามบินภูเก็ตเป็นสนามบินที่อยู่ติดทะเล ดังนั้นขณะลดระดับเพื่อลงจอดสนามบินเราจะผ่านทะเล ซึ่งมีเรือจับปลาหมึกจอดส่องไฟจับปลากันยามค่ำคืนมากมาย สว่างไสวไปหมด เหมือนดาวระยิบระยับบนพื้นน้ำ
พี่กัปตัน : เมื่อก่อนนะพี่ก็เคยรับจ้างออกเรือประมง ไปจับปลาจับปลาหมึก โอ้ยสนุกมาก
ผม : ด้วยความอยากรู้เพราะไม่เคยลงเรือจับปลาหมึกมาก่อน ไม่รู้เค้าทำกันยังไงเลยถามพี่เค้าเป็นความรู้ติดตัว
พี่กัปตัน : ร่ายยาวมาตั้งแต่ การออกเรือ เวลาออกเรือ ชีวิตบนเรือ เทคนิคการจับปลา เหยื่อล่อปลา ลักษณะไฟที่จะล่อปลาหมึกมาติดได้เยอะๆ และแน่นอนครับ การย่างปลาหมึกบนเรือ พี่กัปตันอธิบายรายละเอียดตั้งแต่การวางแห จับปลาหมึกขึ้นมา การตั้งเตาถ่านย่างปลาหมึกบนเรือ การแร่ปลาหมึก การเอาหมึกปลาหมึกออก รวมถึงการทำน้ำจิ้มสุดแซ่บจิ้มปลาหมึก เทคนิคของแกคือใครน้ำปลาอย่างดี กระเทียมต้องโคลกกับพริกให้ละเอียดเข้ากัน รวมถึงใส่เปลือกกระเทียมและรากผักชีลงไปด้วย ใส่หอมซอยสักหน่อยเพิ่มความหอมเผ็ด
เครื่องบินก็ลดระดับไปเรื่อยๆ เมื่อก่อนถึงจุดที่ต้องลงสนามบินเรื่องเทคนิคการย่างปลาหมึก และการทำน้ำจิ้มรสเด็ดนั่นแหละถึงได้เงียบไป จนเมื่อเครื่องสัมผัสพื้นแบบนิ่มนวล ขณะที่เครื่องกำลังจะออกจากrunway เพื่อไปเส้นทางขับ หรือ taxi way ผมต้องวิทยุบอกหอบังคับการบินภูเก็ตว่าจะออกจาก runway แล้วนะ เพื่อจะไปติดต่อคลื่นความถี่ภาคพื้นของสนามบินภูเก็ต เพื่อให้คำแนะนำในการเข้าจอด
ผม : phuket tower xxx1234 runway vacating
หอบังคับการ : ตอบ xxx1234(ชื่อเรียกขานของเที่ยวบินผมในไฟล์ทนั้น) changed contact phuket ground on frequency 121.9 Mhz. สวัสดีครับ เมื่อกี้ขณะที่เครื่องบินกำลังลดระดับ วิทยุค้างนะครับ(วิทยุค้างคืออาการ เหมือนเรากดส่งคลื่นวิทยุค้างไว้ ซึ่งเราไม่รู้ว่าวิทยุค้าง แต่หอจะได้ยินเราพูดหมดว่าเรานักบินคุยอะไรกันบ้าง)
หอบังคับการ : "วิทยุค้างนะครับเมื่อสักครู่ แต่ผมไม่ได้ว่าอะไรนะครับเพราะเห็นไม่มีเครื่องบินลำอื่นเลย เลยไม่ได้บอกทางguard frequency(คลื่นใช้สำรองตอนฉุกเฉิน) ผมนั่งฟังกรรมวิธีแล่ปลาหมึก และทำน้ำจิ้มรสเด็ดเพลินเลยครับ เดี๋ยวหมดกะนี้แล้วผมจะไปตลาดเลยครับจะรีบไปซื้อปลาหมึกมาย่าง และทำน้ำจิ้มตามที่กัปตันบอกนะครับ ตอนนี้อยากทานมาก ขอบคุณสำหรับสูตรน้ำจิ้มรสเด็ด สวัสดีคร๊าบบบ…"
ผมนี่ทั้งอายทั้งขำท้องแข็งกับพี่กัปตันสองคน บอกแล้วหัวข้อสนทนาบางเรื่องมันเกินกว่าจะคนนอกวงการจะจินตนาการตามจริงๆ ว่าเราคุยอะไรกันบ้าง 555
ปล. ทั้งที่เขียนมา เพื่อเก็บเป็นความประทับใจนะครับไม่ได้มีเจตนาอะไรเกินเลยกว่านั้น อ่านเอาสนุกๆ นะครับ ไว้นึกอะไรออกจะมาเขียนเล่าให้ฟังใหม่ครับ
ปล.2 หากท่านไหนชอบใจ สนใจด้านการบิน ตอนนี้ผม เปิดเพจ “บันทึกไม่ลับของคนขับเครื่องบิน”มาติดตามอ่านเรื่องสนุกๆได้ครับ https://www.facebook.com/บันทึกไม่ลับของคนขับเครื่องบิน
ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก PAT PHANNACHET
เรียบเรียงใหม่โดย Thaijobsgov