โดน “ใบสั่ง” แล้วไม่จ่ายจะเป็นอย่างไร! นครบาลเอาจริง เตรียมแก้ กม.จราจร  โทษหนักกว่าเดิมมาก



ดูเหมือนความศักดิ์สิทธิ์ของ “ใบสั่ง” มักถูกเมิน และคล้ายจะเป็นแค่เพียงเศษกระดาษใบหนึ่งเท่านั้น ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่มักไม่สนใจไยดี และโยนมันทิ้งไปเหมือนเป็นกระดาษที่ไร้ค่า เพราะคิดว่าไม่จำเป็นต้องไปจ่ายค่าปรับก็ได้ ที่สำคัญเมื่อพ้นกำหนดอายุความ 1 ปี ก็สามารถฉีกทิ้งลงถังขยะได้เลย เพราะใบสั่งมีอายุความแค่ 1 ปี ตามกฎหมายเท่านั้น

 

จากสถิติปี 2558 พบว่า เจ้าหน้าที่ออกใบสั่งไปถึง 1.4 ล้านใบ แต่มีการชำระค่าปรับเพียงแค่ 4 แสนใบเท่านั้น ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเสนอให้แก้ปัญหาโดยให้ขนส่งอายัดทะเบียน และชะลอการเสียภาษีประจำปีออกไป แต่เนื่องจากเป็นกฎหมายคนละฉบับจึงไม่สามารถทำได้ แต่ต่อไปนี้ได้มีการเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ดังต่อไปนี้

 

มีการควรเสนอให้ใช้อำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 โดยแก้ไขเป็น กรณีผู้ขับขี่ เจ้าของรถ หรือผู้ครอบครองรถซึ่งได้รับใบสั่งไม่ปฏิบัติตาม ให้นายทะเบียนแจ้งให้เจ้าของรถ ผู้ครอบครองรถหรือผู้มาติดต่อขอชำระภาษีประจำปีสำหรับรถคันนั้นไปรายงานตัวต่อพนักงานสอบสวนที่ระบุไว้ในใบสั่งในกรณีดังกล่าวนี้ ให้นายทะเบียนงดรับภาษีประจำปีสำหรับรถคันนั้นไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าพนักงานสอบสวนแจ้งเป็นหนังสือไปยังนายทะเบียนว่าได้รายงานตัวหรือชำระค่าปรับเรียบร้อยแล้ว

 

ส่วนมาตรา155 การเพิ่มระดับของโทษควรจะต้องเป็นไปตามขั้นตอนจากน้อยไปมากจึงควรใช้ข้อความต่อไปนี้แทนมาตรา 155 ผู้ขับขี่ เจ้าของรถ หรือผู้ครอบครองรถ ซึ่งได้รับใบสั่ง แต่หากไม่ปฏิบัติตามมาตรา 141 โดยไม่มีเหตุอันควร ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 400 บาท ถึง 1,000 บาท หากพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่ระบุไว้ในใบสั่ง ผู้ขับขี่ เจ้าของรถ หรือผู้ครอบครองรถไม่ปฏิบัติตามมาตรา 141 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 1,000 ถึง 5,000 บาท หากพ้นกำหนด 90 วัน นับตั้งแต่ที่ระบุไว้ในใบสั่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

และกรณีถูกเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้ตามมาตรา 140 วรรค 3 ห้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดน้อยกว่า 1 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ นอกจากนี้ ยังมีการเสนอารขยายอายุความของใบสั่งจาก 1 ปี เพิ่มเป็น 5 ปี ด้วย

 

[ads]

 

เป็นอีกก้าวของการปฏิรูปกฎจราจร ซึ่งผู้ขับขี่ต้องรู้ไว้ เพราะในอนาคตเราอาจจะเพิกเฉยอย่างที่เคยเป็นมาไม่ได้แล้ว มิเช่นนั้นอาจจะต้องเสียค่าปรับแพงๆหรือต้องติดคุกเพราะความไม่รู้ก็เป็นได้

 

อย่างไรก็ดี กระบวนการแก้ไขร่างกฎหมาย จะต้องเสนอไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเสนอต่อรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ความเห็นชอบต่อไป ยังไม่ได้นำมาใช้จริงในตอนนี้ เตรียมตัวไว้ก่อน และพยายามขับรถให้อยู่ภายใต้กฎหมาย เพียงเท่านี้ก็ปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินแล้ว

 

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก prachachat.net

 [ads=center]