“ผู้ที่ใช้แป้งฝุ่นโรยตัวทาบริเวณจุดซ่อนเร้น มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งรังไข่มากกว่าผู้ที่ไม่ใช้แป้งสูงถึง 40 %” ข้อความนี้มาจากหนังสือพิมพ์เทเลกราฟของอังกฤษ ซึ่งเป็นการศึกษาของนักวิจัยจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ฮาร์วาร์ดในบอสตัน ข้อมูลจะเป็นอย่างไรตามมาดูเลยค่ะ
แป้งฝุ่นเป็นที่นิยมใช้กันทั่วไปตั้งแต่เด็กแบเบาะไปจนถึงคนแก่เฒ่า เพราะเมื่อทาแล้วจะช่วยดูดซับความชื้น ทำให้ผิวหนังเนียนลื่นขึ้น ซึ่งหากแบ่งประเภทแล้วแป้งฝุ่นจะแบ่งได้เป็น 3 ชนิดหลักๆ คือ แป้งฝุ่นโรยตัว (body powders) แป้งฝุ่นโรยตัวเด็ก (baby powder) และแป้งฝุ่นผัดหน้า (face powder) ซึ่งมีความละเอียดมากกว่าแป้งฝุ่นโรยตัว
ส่วนประกอบหลักของแป้งฝุ่น คือ ทัลคัม (talcum) หรือที่เรียกกันว่า ทัลค์ (talc) ซึ่งเป็นสารอนินทรีย์ชนิดหนึ่ง และอาจมีการเติมแคลเซียมคาร์บอเนตชนิดผงเบาละเอียดพิเศษ หรือสารอื่น เช่น สารช่วยป้องกันความชื้น สารฝาดสมาน สารช่วยทำให้ผิวเย็น สารกันเสีย หรือสารแต่งกลิ่นและสี ลงไปด้วย ซึ่งผลิตภัณฑ์ต้องจัดทำแฟ้มข้อมูลผลิตภัณฑ์ เพื่อแสดงต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาด้วย
[ads]
อันตรายจากการใช้แป้งฝุ่นโรยตัว
การทาแป้งโดยเฉพาะตอนโรยแป้ง ผงแป้งจะล่องลอยในอากาศ ซึ่งถ้าเราเผลอสูดผงแป้งเข้าไปในทางเดินหายใจที่ละเล็กทีละน้อยเป็นเวลานานๆ ผงแป้งก็จะเข้าไปสะสมในปอด ในบริเวณที่เป็น ‘เซลส์บุผิวปอด’ ซึ่งทำหน้าที่ในการดักจับแป้งไว้เป็นก้อน หรือเรียกว่า ภาวะ “pneumoconiosis” ทำให้เกิดเป็นปัญหากับการหายใจ โดยถ้าเป็นในเด็กทารกอาจทำให้ปอดอักเสบและตายได้
สำหรับการใช้แป้งที่ใช้กับอวัยวะเพศ เคยมีการศึกษาวิจัยบางฉบับพบว่า ผู้ที่ใช้แป้งกับอวัยวะเพศ มีอัตราเสี่ยงต่อการจะเป็นมะเร็งรังไข่ โดยอาจเป็นไปได้ว่า ผงแป้งสามารถหลงเข้าไปในร่างกายผ่านทางช่องคลอด มดลูก และท่อนำไข่ จนเข้าไปสู่ช่องท้อง
สารทัลค์ เป็นสารที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ในร่างกายคน ดังนั้น การทาแป้งที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่จึงควรทาแป้งครั้งละน้อยๆ และทาเฉพาะในบริเวณที่เหมาะสม พยายามอย่าให้ฟุ้งล่องลอยในอากาศ และที่สำคัญคือไม่ควรทาแป้งบริเวณก้นและอวัยวะเพศทีละมากๆ ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของคุณนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม บางงานวิจัยยังคงเห็นแย้งกันว่า แป้งไม่มีผลเกี่ยวข้องกับมะเร็ง แต่ตราบใดที่ยังไม่มีนักวิจัยพิสูจน์เรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน คุณก็ควรพยายามหลีกเลี่ยงการใช้แป้งกับอวัยวะเพศหรือการสูดดมแป้งเข้าไปในจมูกในปริมาณมากๆเสียก่อน จะได้มั่นใจว่าร่างกายไม่เสี่ยงต่อการเกิดโรคจากการใช้แป้งผิดประเภทนั่นเอง
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://health.sanook.com/2645/
เรียบเรียงข้อมูลโดย ThaiJobsGov.com
[ads=center]