วุฒิการศึกษาคือใบเบิกทางสู่อนาคตในทางหนึ่ง
แต่ก็ใช่ว่าคนที่ไม่มีมัน จะไม่มีอนาคตเลย
เพราะองค์ประกอบของความสำเร็จยังมีอีกหลายอย่าง
อากิม หนุ่มน้อยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้คือคนหนึ่งที่ไม่มีใบปริญญาเหมือนคนอื่น แต่ในวันนี้เขามีกิจการเล็กๆ ของครอบครัว ถึงจะยังไม่รวยมาก แต่ก็ชุบชีวิตจากยากจน อดมื้อกินมื้อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพียงเพราะแค่ 'ประสบการณ์ชีวิต' ที่ครอบครัวหล่อหลอมเท่านั้นเอง
——————
"ไม่มีปริญญา จึงใช้ประสบการณ์ค่อยๆ สร้างอนาคต(เด็กปัตตานี)"
เรื่องที่ผมจะแชร์ต่อไปนี้ จะเป็นการให้กำลังใจตัวเองและผู้อ่านทุกท่าน มาทำให้โลกรู้จักคำว่า ความจน ไม่สามารถกลืนกินถ้าเราขยัน แต่กลับเป็นแรงผลักดันให้ผมต้องถีบตัวเองเพื่อให้หลุดพ้นจากคำๆ นี้
กระทู้นี้เป็นกระทู้แรกของผมครับ หากมีอะไรผิดพลาดขอใช้พื้นที่ตรงนี้กล่าวคำว่า ”ขอโทษ” ครับผม ขอระลึกชาติก่อนนะครับ จะได้ไม่งง ว่าไอ้ที่เรียกว่าแย่มันแย่ขนาดไหน
เริ่มเลยแล้วกัน
ชีวิตผมก็เหมือนกับคนอื่นๆ แหละ อยากได้อยากมี แต่ความจนมันทำให้ผมพลาดในหลายๆ เรื่อง ผมเป็นผู้ชายคนโตของบ้าน มีพี่สาวสองคน(เรียนหนังสือทั้งคู่เลย) และมีน้องๆ ตัวเล็กๆ อีก 4 คน พ่อทำงานคนเดียว เรียกง่ายๆ คือ เสาหลักของบ้านนั่นเอง บ้านทำธุรกิจเล็กๆ รับทำทุกอย่างเกี่ยวกับเหล็กและสแตนเลส ส่วนแม่ก็เป็นแม่บ้านอย่างเดียวลูกเยอะเล็กๆ ทั้งนั้น ไหนจะทำงานบ้านอีก(งานแม่หนักพอๆ กับพ่อเลย) อ๋อ แม่ผมทอดข้าวเกรียบไปส่งตามร้านด้วยนะครับ ถุงละบาทสองบาทสมัยนั้น
เหมือนจะแฮปปี้ดีใช่มั้ยครับ? เปล่าเลย … แค่เหมือนจะดีแต่สถานการณ์ตอนนั้นไม่ใช่ไม่ดี เรียกว่าแย่ก็ยังได้ พี่สาวเรียนก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ค่าโน่นนี่นั่น ประหยัดเท่าที่จะประหยัดได้ ส่วนผมไม่ได้เรียน ม.ต้นให้จบ เพราะผมเลือกที่จะทำงาน (เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเท่าไหร่) ผมเรียนหนังสือไม่เก่ง และสมัยนั้นจำเป็นต้องหยุดเรียนเพื่อทำงานแลกเงิน
แต่ตอนนี้ จบ ม.6 แล้วนะคร้าบบบบบบ (ภูมิใจมาก) แต่กว่าจะจบไม่ง่ายเลย สำหรับผม ผมจบตอน อายุ 21 นั่นหมายความว่าผมเพิ่งจบ ม.6 เมื่อต้นปี 2558 (ทุกท่านคงได้ทราบอายุของผมแล้วเป็นนัยน์ๆ ฮ่าาาาาาาา) หน้าผมอาจจะล้ำหน้าอายุไปนิดนึง คิดไว้ว่า "ถ้ารวยเมื่อไหร่เดี๋ยวหน้ามันก็หล่อใสขึ้นมาเอง" ส่วนตอนนี้ ทำวันนี้ให้ดีที่สุดไปก่อน (ความคิดไม่แพ้พระเอกในทีวีมั้ยละคร้าบบบบบบ ฮ่าๆๆ)
ชีวิตยังไม่จบ การเรียนจบคือการเริ่มต้น
ผมก็ยังต้องทำงานเดิมที่เดิม ช่วยกันทำกับพ่อสองคน มีพี่สาวมาช่วยทาสีบ้างดัดเหล็กบ้าง ผมกับพี่ๆ ช่วยกันทาสีตลอดหลังจากที่พ่อประกอบร่างทุกอย่างเสร็จ ทุกคนได้วิชาการเป็นนายช่างเบื้องต้นครบสูตร
สมัยนั้นเป็นช่วงที่ครอบครัวเจอจุดที่ดิ่งลงต่ำที่สุด พ่อทำงานหนักจนสายตามีปัญหาเกิดจากการเชื่อมเหล็กติดต่อกันหลายๆ ปีสุขภาพก็ไม่สู้ดี ร้านก็มีงานน้อยลงเพราะพ่อป่วย ทุกอย่างเริ่มแย่ลง สถานการณ์ยิ่งบีบคั้น เครียดเอาหนัก มีงานเข้าแต่ไม่มีเงินลงทุน เงินมัดจำงานเอามาหมุนใช้ (แย่มาก) กินข้าวต้มกับน้ำปลาผมกินจนจำรสมันได้ ผักบุ้ง 1 กำยังแพงสำหรับพวกเราตอนนั้น ทุกอย่างมีค่าใช้จ่ายหมดครับ คนที่เครียดที่สุดคนไม่ใช่ผมแน่ๆ กลับเป็นพ่อกับแม่แบกรับทุกอย่าง พ่อทำทุกวิธีที่จะทำให้พวกเรามีกินมีใช้ แม่ก็แบกหน้าไปหยิบยืมจากญาติ ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง หนีไม่พ้นคำนินทา แต่ทำยังไงได้ล่ะครับ แต่ชีวิตพวกเราไม่ได้จบอยู่แค่นี้
พ่อไปเจอแหล่งขุมทรัพย์
ขุมทรัพย์จริงๆ เลยนะ มันคือ ริมทะเล ทางเข้ารกมาก ต้องแว้นผ่าน ดินลื่นๆ เหนียวๆ ป่ารกข้างทาง เปลี่ยวเอาการ ไม่ค่อยมีคนเข้าไปหรอกครับ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ปัตตานีมีแหล่งอาหารที่สมบูรณ์มากครับ
ในความโชคร้ายยังมีความโชคดี
พ่อกับแม่ไปหากุ้งหอยปูปลา หลังๆ เพิ่งจะชวนผมไป และ มีพี่สาวสองคนตามมาทีหลัง ยังจำได้อยู่เลย พ่อแม่ผมและพี่สาว ซ้อนท้าย รถมอเตอร์ไซค์คันเก่งเก่าๆ เพื่อไปหลังสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ (จ.ปัตตานี) ไปจับกุ้ง ผมได้เรียนรู้วิธีการจับกุ้งและการดักปลาจากพ่อก็คราวนี้แหละ

ตอนนั้นสนุกมาก ยิ่งตอนคลำเจอหนวดกุ้ง ลุ้นตัวโก่ง ค่อยๆ จับกลับมันจะดิ้นหลุดไป ครอบครัวผมเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ไปจับกุ้งแถวนั้น แค่เพียงไม่นานก็มีอีกหลายๆ กลุ่มตามมาเยอะเลย ทะเลกว้างใหญ่ แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ จับเท่าที่อยากกิน เราเลยได้หม่ำๆ ปลา กุ้งทะเลสดๆ ทุกวัน (บางวันโชคดีพ่อก็จับปูได้) ผมกับพี่ๆ มีอุปกรณ์เก็บกุ้งที่พ่อทำมาจากขวดน้ำให้คนละขวด ปลิ้มมากกกกกกกกกก สมัยนั้นก็ดำน้ำดื่มด่ำไม่สนว่าจะดำหรือคล้ำ รู้แค่ว่าก่อนตะวันตกดินเราต้องทำสถิติ !!!!!! โชว์กุ้งใครได้มากกว่ากัน พ่อผมชนะทุกครั้ง ได้เยอะกว่าตลอดดดดดดดดดด เมนูหลักๆที่แม่ทำให้หม่ำๆ ก็คือ ปลาเค็มทอด ผัดผักบุ้ง มีกุ้ง ต้องแบบนี้ สามมื้อ ทุกวัน หลายเดือน เบื่อก็ต้องกิน ยังดีที่มีกิน เราไม่ค่อยใช้ตังค์ (เพราะไม่มีให้ใช้) พูดแล้วก็อยากกินอีก ปู่ ย่า คอยเอาผักบุ้งมาให้บ้าง โชคดีที่ ญาติๆ ส่วนใหญ่ก็เมตตาครอบครัวเรา (พระคุณที่ไม่มีวันลืม) ขอบคุณพี่กุ้งด้วยครับที่ยอมให้ผมจับดีๆ แม้จะแทงมือผมไปหลายรอบ ![]()
**สวนสมเด็จฯ ตอนนั้นยังไม่มี ร้านอาหารมาวางขายและไม่มีใครมาเปิดธุรกิจขายของเหมือนทุกวันนี้ อากาศยังดีเหมือนเดิม ที่เติ่มเติมคือกลายเป็นที่ท่องเที่ยวชื่อดังของชาวปัตตานีไปแล้ว
มาถึงตรงนี้ต้องบอกก่อนเลยว่า ชีวิตผมไม่ได้ดราม่าหนักมากครับ ไม่ได้กินเกลือแต่กินน้ำปลา เพียงแต่สมัยนั้นจนหนักมาก มันก็เป็นธรรมดา เราไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทองถ้าไม่มีก็ต้องสร้าง ครั้งนึงจำได้สมัยเรียน ป.4 อายุผมก็เด็กๆ ยังไม่ถึงขั้นวัยรุ่น ร้านเน็ตในปัตตานีกำลังบูมมาก ชม.ละ30บาท (ถ้าจำไม่ผิด)ครึ่ง ชม.15 หลังๆสมัยนี้ดีดต่ำสุดก็15บาทมันเป็นสิ่งใหม่สำหรับผม โอ้โห เกมรถแข่ง เกมยิง แล้วก็มีกิจกรรม เล่นดินน้ำมันบ้าง ลูกข่างบ้าง ว่าวบ้าง สารพัดที่แกงค์จะชวนไป ไม่ค่อยติดบ้าน ประเภทไม่กินข้าวห่วงแต่จะเล่น แหม่… ก็ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเลย แม่ผมกับพี่สาวคงปวดหัวกับผมเอามาก แม่ผมก็ขายลูกชิ้นทอดไม้ละ 2 บาท ข้าวเหนียวไก่ ขนมจีนปักษ์ใต้ ผมก็ช่างขยันไปเฝ้าร้านเกมส์ แม้ไม่ได้เล่นก็ตาม แต่ก็ยืนเป็นกำลังใจให้เพื่อน แค่นี้ก็คือสววรค์เล็กๆ ของผมละ
ด้วยความชอบไปเฝ้าร้านเกมนี่แหละ บ่ายเย็นก็อยู่ แม่กับพี่ก็จะคอยมาตามให้หม่ำๆ ข้าว ด่าบ้างดุบ้าง ผมไม่ค่อยเถียงครับ ฟังแต่ไม่ทำตาม โชคดีที่แม่เข้มงวดเรื่องยาเสพติด บุหรี่ และการพนัน ผมเลยไม่ค่อยข้องแวะกับพวกนี้เท่าไหร่ (ผู้ชายไม่สูบบุหรี่ก็เท่ได้ครับ เชื่อผมสิ ใครที่อยากเลิกเป็นกำลังใจให้นะครับ คุณทำได้อยู่แล้ว
) ส่วนเหล้าเบียร์ไม่ต้องไปพูดถึง ผมไม่เคยยุ่งตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
สมัยผมยังเด็กเล็กอยู่… ก็ไม่เล็กๆ นะ ป.4นี่แหละ มีเรื่องนึงจำได้ขึ้นใจ ผมไม่เคยลืมครับ… ครั้งหนึ่งจำได้ เงินของป้าหาย (ป้าเปิดร้านขายของชำริมถนน เงินบ้าง มือถือบ้างหายบ่อยมาก) บ้างก็บอกว่าผมหยิบไป บ้างก็บอกผมขโมย เห้อ… เครียดสิครับ พ่อกับแม่ก็มาเค้นเอาคำตอบ ไหนจะสายตาแปลกๆ จากคนข้างบ้าน เกิดเรื่องขนาดนี้ผมก็เรียบร้อยอยู่บ้านวันสองวันครับ… สิ่งหนึ่งที่จำได้ขึ้นใจ บ้านผมจนแต่พ่อแม่ผมไม่เคยสอนให้ไปขโมยใครเขากิน จะให้ไปยืนเถียงว่าไม่ได้เอาคงไม่ใช่ผมครับ แค่พูดเบาๆ ว่าผมไม่ได้เอากับคนในครอบครัว แล้วเขาเชื่อผม แค่นี้แหละที่ผมสบายใจที่จะอยู่บ้านเล็กๆ กับคนที่เขาเชื่อใจผม
เอาละครับ ฐานะทางบ้านก็ไม่สู้ดีเท่าไหร่
ผมก็ดื้อบ้างไม่ดื้อบ้าง ตามประสา และแล้วก็มาถึงจุดที่เศษเหล็กที่มีไม่เพียงพอต่อการเอาไปชั่งกิโลขาย (ก่อนหน้านี้ชั่งขายไปหลายรอบแล้ว) พ่อจำเป็นต้องขายเรื่องมือทำมาหากินบางอย่างเพื่อแลกเงิน
ทำไมต้องยอมขนาดนั้น
พ่อจำยอมต้องขายอุปกรณ์ทำมาหากิน!! เอาจริงๆเปรียบเสมือนนิ้วมือไว้ทำมาหากินเลยนะครับ แต่ความจำเป็นทำให้เราต้องยอมตัดนิ้วเพื่อรักษาชีวิต… ไหนจะค่าไฟ300เกือบ400กว่าบาท โห!!!!!! ตอนนั้นเยอะมากครับ ไฟเปลืองก็เพราะต้องใช้ไฟทำงาน… ส่วนค่าน้ำสบายใจได้บ้านผมมีบ่อน้ำที่ขุดกันมาตั้งแต่สมัยผมยังไม่เกิด เอาง่ายๆ ไม่ต้องอ้อมค้อม พวกเราใช้น้ำบาดาลครับ ทั้งอาบน้ำและทำกับข้าว รวมทั้งอาบน้ำละหมาด ส่วนน้ำดื่มหรอ ท่านๆ ทั้งหลาย นึกถึงขวดน้ำขาวๆ ใหญ่ๆ ที่เขาเอามาเทใส่แท้งน้ำให้กดดื่มไว้น่ะครับ ผมดื่มน้ำนั้นตั้งแต่เด็กยันโต ปัจจุบันยังใช้อยู่เลยครับ (ถ้ามองทุกอย่างเป็นอุปสรรค ครอบครัวผมก็คงต้องเจอแต่อุปสรรคที่หนีไม่พ้น) ส่วนแม่บอกให้รอก่อนแล้วค่อยติดน้ำประปา ปัจจุบันนี้ก็ยังใช้น้ำประปา ดื่มน้ำขวดใบใหญ่เหมือนเดิมของเจ้าเดิม เอาเข้าจริงผมไม่รู้หรอกในน้ำบาดาลจะมีสารอะไรตกค้างสะสมในร่างก่ายหรือเปล่า แต่พวกเราก็ยังมีชีวิตอยู่ดี เรื่องตายไม่ตายนั้นให้เป็นความประสงค์ของอัลลอฮครับ ![]()
มาต่อกันที่ค่าใช้จ่ายนะครับ ผมจำได้ว่าตอนนั้นพ่อผมมีเงินไม่พอกับรายจ่าย มือถือก็เอาไปขายบ้างจำนำบ้างก็เพื่อเงินอีกแหละครับ ลูกเยอะด้วย แหะๆ ได้มาเครื่องละ สองสามร้อยบ้าง โนเกีย3310คร้าบ ได้มาก็เอามาหมุนเวียนกันใช้ แต่ก็ยังไม่พอจ่ายค่าไฟ ค่าใช้จ่าย เศษเหล็กที่ไม่ใช้แล้วกอบโกยจากใต้ทุนบ้านบ้างรื้อกันยกใหญ่เพื่อเอาไปขายชั่งกิโล ผมยังจำน้าไก่ได้ขึ้นใจแกจะขี่ซาเล้งมาคอยถามไถ่หาเศษเหล็กบ้านผมบ่อยๆ แกเป็นพ่อค้ารับซื้อของเก่าครับ ขายไปก็พอประทังชีวิตวันต่อวัน พอจ่ายค่าไฟได้บ้าง สิ่งที่บ้านผมขาดไม่ได้คือข้าวสารครับ บางวันก็หม่ำๆ ข้าวสารกับกุ้งที่ไปจับมา ข้าวสารใกล้หมดก็ต้องผันมาเป็นข้าวผมเพราะ ไฮโซแบบเรารู้ดีว่า ถ้าทำข้าวต้มเราใช้ข้าวสารน้อย แต่จะได้ข้าวต้มกินกันสองมื้อไม่หมด อิอิ

ไม่มีสิทธิ์เลือก มีกินแค่ไหนก็แค่นั้น ก็ยังดีที่มีกิน !!!!!!!!!!!!
ทุกคนก็กินแบบมีความสุขดี หรือผมอร่อยอยู่คนเดียวก็ไม่ทราบ ฮ่าๆ นี่แหละครับเป็นผลพวงของการขายเศษเหล็กเราก็มีกินมีใช้ นานๆ เข้าก็หนักขึ้นงานก็ไม่เข้าจะไปหาเศษเหล็กจากไหนล่ะ เออ… อุปกรณ์ของพ่อจำเป็นต้องปลิวไปทีละชิ้นสองชิ้น อาวุธของคนเหล็กไม่ครบ แล้วเราจะไปรบได้อย่างไร? แต่สองสิ่งที่คงทนอยู่มาพอๆ กับที่พ่อก่อตั้งร้านเลย คือที่ตัดเหล็กและที่เจาะรู โอ้วววววมันยอดมากกกกกพ่อไม่ขาย ปัจจุบันนี้ก็ยังใช้งานได้ดีเลย อายุน่าจะแก่กว่าผมแล้วววววว (ผมมีภาพมาให้ดูด้วยน่ะ ตัวนี้เลยเจ๋งมาก)
สมัยนั้นอะไรที่ได้เงิน เหล่าบรรดาพี่น้องเลเททับบี้อย่างผมกับพี่สาวก็จะช่วยกันหาเงินมากินขนมกันครับ พี่สาวคนโตกับคนที่สองของผมชอบหายหัวไปตอนเกือบเที่ยงๆ ไปรอป้ากลับจากตลาดป้าเป็นแม่ค้าขายกุ้งในตลาด (เห็นมั้ยละครับชีวิตผมวนเวียนอยู่กับพี่กุ้งตลอด) พี่ๆ ก็จะไปรับจ้างแกะกุ้ง ได้มาถุงละ 4 -7บาท แหม่.. หายเหนื่อยเลย กลับมามือแดงเหม็นหัวกุ้งติดหัวกันก็มีกลับมาตัวเหม็นคาวกุ้งตลอด นึกแล้วก็แอบขำ นั่งฟังพี่ๆ เล่าย้อนก็ฮาดี หัวเราะสนั่นบ้านทุกทีเวลานึกถึงอดีต ว่าคนนั้นเป็นแบบนี้ คนโน่นเจอแบบนั้น (ขอบคุณช่วงเวลานั้นมันทำให้ความหนาแน่นในครอบครัวผมเป็นปึกแผ่น) เช้าๆ พวกผมกับพี่สาวและชาวแกงค์ก็จะหิ้วกระสอบบ้างถุงบ้างไปกับเดอะแกงค์ 3-4 คน ตระเวนไปหาขวดเอย พลาสติกเอย เหล็กร้ายๆ อลูมิเนียม หม้อ กระทะ ตามที่เป็นบ่อขยะเล็กๆ ในชุมชนเล็กๆ คุ้ยๆๆเจอก็เก็บๆๆ สมัยนั้นขวดเหล้าก็เก็บไปบ้านแถวๆ วัดมีขวดเหล้าเยอะและก็มีหมาเยอะด้วย ผมชอบเวลาที่มีงานกาชาดมาจัดมากกกกกกไม่ใช่เพราะผมได้เล่นของเล่นหรอก หึๆๆ พ่อแทบไม่เคยพาไป อิอิ รออะไรละครับปั่นจักรยานก็แบกถุงไปเก็บกระป๋องน้ำอัดลมสิครับ กิโลละ17บาท มันสุดยอดมากเลยได้มาก็เอามาเหยียบแบนๆ ใส่ถุงใครเจอก่อนวิ่งพุ่งไปหาก่อนแย่งกันแฮปปี้มากเลย ฮ่าๆๆๆๆๆๆ มันคือบ่อเงินบ่อทองของพวกผมเลยนะครับ ![]()
สมัยผมกับเหล่าเทเลทับบี้เก็บกระป๋อง พลาสติกเศษเหล็กขาย มันก็มี มีความสุข แม้ตอนปั่นกลับจะเสี่ยงโดนหมาไล่บ้าง โซ่หลุดบ้าง ขาไปเกี่ยวในล้อบ้าง หายหัวไปนานก็โดนศาลไคฟงถามหา เผลอๆ โดนเฆี่ยนซ้ำ มีให้เลือกก้านมะพร้าวกับก้านมะยม (ที่บ้านปลูกต้นมะยมก้านเยอะหาง่ายสบาย) ป๊าดดดดดดดดดดด หรือวันไหนไปเล่นฝั่งบ้านย่า แอบเล่นน้ำคลอง ต้องกลับช้ารอให้เสื้อบ้าแห้งก่อน ทำเนียนครับ แต่ตัวนี่เหม็นน้ำคลอง แล้วสมัยนั้นมีแก๊งลักเด็กด้วยครับ
แก๊สหมด !!! ชีวิตยังไม่จบ
ตอนที่ผมไปเก็บของเก่าขายนะครับ แม่ย้ำนักย้ำหนา อย่าไปเอาอะไรจากใคร อย่าไปหลงของเล่นที่คนแปลกหน้าเอามาให้ ระวังด้วยนะ เดี๋ยวเขาจับไปตัดแขนตัดขา เอาไปเป็นขอทาน !!!! ฟังแบบนี้พวกผมก็กลัวววววสิ โอ้วววววววว มีงี้ด้วย ถ้าถามว่าผมลำบากมากไหมก็ลำบากในระดับนึง หรือแบบนี้คือชีวิตไฮโซก็ไม่แน่ใจ อิอิ แหม่ พระเจ้าคิดถึงครอบครัวผม พระองค์จึงส่งบททดสอบมากมายให้พวกเราได้ผจญภัย มาถึงอาการพ่อก็ยังไม่หายดีต้องคอยหยอดตาทุกวัน ส่วนแม่เป็นต้อเนื้อในตา หนามาก รักษาแบบประคองอาการกันไป… บ้านผมก็ไม่หายจนง่ายๆ นะ มันยังผูกพันกับพวกผมและรักครอบครัวเรามากเหลือเกิน
แม่ผมไม่รอช้า เดินไปหลังบ้านครับ หาฝืนหาเศษไม้ หายางเส้นเก่าๆ เอามาจุดไฟเพื่อทำกับข้าว เราใช้ถ่านกันมาหลายเดือนนะครับ ทำเป็นเล่นไป กับข้าวที่สุกๆ เนี่ย พี่ถ่านช่วยชีวิตครับ! ควันโขมงเต็มบ้าน กลิ่นติดเสื้อ ติดหัวไปเลย แม่ผมเป็นต้อเนื้อครับ อยู่ใกล้ไฟใกล้ควัน อาการก็จะแย่ลง ตาแดงตลอดเลย บางทีผมก็แอบเบื่อ ทำไมไม่เติมแก๊ส แต่ผมก็รู้คำตอบดี ความจำเป็นต้องเหนือกว่าเหตุผล แต่ครอบครัวผมก็ไม่ได้รีบไปไหนนี่ ชีวิต สโลว์ไลฟ์ผมผ่านมาแล้วววววววววว กล้าพูดได้อย่างภูมิใจ อิอิ ![]()
ส่วนเรื่องของความจำเป็น “พวกเราจำเป็นต้องประหยัดครับ”
แก๊สหมด ข้าวสารหมด น้ำถังหมด (น้ำนี่เจ้าของให้ทยอยจ่ายได้ ใจป๋ามาก มีก็จ่ายไม่มีก็ค่อยจ่าย ทำไงได้หล่ะ พ่อจำเป็นนี่ ไม่มีใครอยากเป็นหนี้) และแล้วสมบัติที่พ่อรักพ่อหวงที่สุด ก็จำเป็นต้องขายยยยยย มีให้ขายอีกแล้วหรอ? ใช่ครับยังมีและมันเป็นสิ่งที่พ่อไม่อยากขายเลย มันคือรถกระบะครับ เก่ามากกกกกกก แก่เลยแหละ เงินก้อนสุดท้าย ก้อนใหญ่ที่ได้มาต้องแลกกับสิ่งที่พ่อรักที่สุด คิดสิจะเอามาทำอะไร “พี่สาวผมเลือกที่จะขายไอติม พ่อซื้อถังไอติมมา” โอ้ววววววววสนุกเลย เขย่าทั้งวัน อิอิ ตอนนั้นเป็นหน้าร้อนครับ “ขายรถเพื่อมาต่อยอดเล็กๆ ตอนปิดเทอม” มันเป็นธุรกิจแรกของพี่สาวคนโตและคนรองของผมเลยครับ
อ๋อ… ลืมบอกว่า พวกผมก็เรียนจนจบ ป.6 กันทุกคนนะครับ ส่วนแม่ผมขายน้ำแข็งใส ลูกชิ้นเหมือนเดิม ส่วนข้าวเกรียบปลาปัตตานีได้หยุดทำไปแล้ว (นึกถึงข้าวเกรียบ พี่สาวคนโตผมเป็นพนักงานซีนปากถุงน่ะครับ มือน้อยๆ เอาพลาสติกไปรนกับเทียนแล้วรูดปรื๊ดดดดดดดดดด) โอ้วววววร้อน !!!! พี่สาวเล่าให้ฟัง ผมเองก็ตามประสาเด็กๆ ทำเท่าที่ทำได้ เล่นเกม ทาสี ดัดเหล็ก แบบฉบับของผู้ชายทำกับพี่สาวคนโต คนเดินผ่านไปผ่านมาก็จะแซว เรียกว่าช่างใหญ่ ช่างน้อย ฮ่าๆๆๆๆ ก็ตั้งหน้าตั้งตาไป และ คนข้างบ้านผมก็แอบมองผมกับพี่สาวผมทาสีทุกวัน ผมขออนุญาตพูดถึงผู้มีพระคุณของคนข้างบ้านผมท่านนึงนะครับ เขามีบทบาทมากกับครอบครัวผม “ครอบครัวลิ้มสถิตคงวิศาล”สกุลเดิมคือ แซ่ลิ้ม
อ่านจากนามสกุลก็รู้ว่าเป็นชาวจีนแท้ๆ มากจากเรือสำเภาเลยน่ะครับ ขอเรียกว่า “ยายและอากง” ตามที่ผมเคยเรียกละกันน่ะครับ (ยายเสียไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดยประมาณ) ครอบครัวของยายเป็นคนจีน ฐานะดี อาศัยในชุมชนผม บ้านติดๆ กับผมเลย ยายเอ็นดูครอบครัวผมมาก ยายมีแต่ให้ บางวันเอาปลามาห้อยที่ประตูให้แม่ผมไว้ทำกับข้าว เราจะเป็นอันรู้กันว่า ยายเอามาให้ยายจะไปหาลูกสาวที่ กทม. ปีละ 2-3 ครั้ง ทุกครั้งที่กลับมา พวกผมตั้งหน้าตั้งตารอตลอด เมื่อไหร่ยายจะกลับมาๆ โอ้ย รอๆๆๆๆๆๆ ก็แหม่ ทุกครั้งที่ยายกลับมา ยายจะซื้อเสื้อจากโบ๊เบ๊ มาเป็นโหลๆ ให้พวกเราแบ่งกันใส่ ผมมีความสุขมาก ก็ลำพังพ่อกับแม่ผมจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อให้ล่ะ เสื้อผ้าสวยๆ แบบนี้ต้องจากยายเท่านั้น เยอะมากๆ ยายเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย ให้ๆๆๆ ตลอด ส่วนแม่ผมตอบแทนด้วยการนำปลาที่ยายเอามาให้ทำกับข้าวแบ่งให้ยาย ยายชอบทานกับข้าวที่แม่ผมทำให้ครับ ยายชมบ่อยๆ ว่าอร่อยและยายทำเองก็ไม่เหมือนกับที่แม่ผมทำ ![]()
(เมื่อก่อนสามจังหวัดชายแดนได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมือง "พหุวัฒนธรรม" ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ เพียงแค่เหตุการณ์มาบดบังสายตาทำให้เรามองภาพเก่าๆ ไม่ค่อยชัดเท่าที่ควรจะเป็น)
โตขึ้นมาหน่อย ยายก็จะซื้อพวกเสื้อในกางเกงในให้แม่ผม พี่สาวผม และน้องๆ ผม รวมถึงตัวผมด้วยนะครับ ส่วนพ่อผมก็จะได้เสื้อจากลูกชายของยายตัวใหญ่ๆ พ่อใส่ได้ยังใหม่อยู่เลย ยายแกเลือกของดีให้พวกเราเสมอ วันตรุษอิดิลฟิตรี ยายก็จะแจกเงินให้ผมกับพี่ๆ คนละร้อยๆ สุดยอดมากกกกกกกกกกกกกก ตั้ง100บาท มันเยอะมากเลยนะ ไม่อดแล้ววววววววววว ดีใจแทบจะตีลังกา ได้ทุกๆ ปีเลยครับ ตรุษจีนยายก็จะซื้อขนมเค้กส้มโอวัลตินมาให้ที่บ้าน แกรู้ข้อกฏของอิสลามดีว่า จะไม่ทานของไหว้เจ้า ทานไม่ได้ครับ ก่อนวันตรุษจีน 1วัน ยายจะไปซื้อของจากตลาด ลงจากสามล้อมาก็ตรงมาบ้านผมก่อนเลยครับบอกว่า “เอาขนมให้เด็กๆ นี่มันไม่ใช่ของไหว้นะ เพราะยังไม่ไหว้” (ตอนเด็กก็รอแค่ขนมๆ อร่อยๆ ที่เรานานๆ ทีจะได้กิน) แม่ผมก็เกรงใจเพราะแกใจดีกับเรามาก แม่ผมบอกไม่ต้องเอามาให้ยายเก็บไว้แกก็ยัดเยียดตลอด แกบอกว่าถูกชะตากับแม่ด้วยแหละ เพราะเรามีน้ำใจกับเขา เขาเลยไม่เคยลืมพวกเราในหลายๆ เรื่องครับ ที่ผมประทับใจยายให้เล่าทั้งคืนก็ไม่จบ มันก็เลยทำให้ผมไม่เคยลืมยายเลยสักครั้ง นอกจากยายแล้วก็มีอีกหลายๆ คนครับที่บุญคุณนี้ไม่อาจลืม ไม่ว่าจะ ปู่ย่า ญาติฝ่ายพ่อและฝ่ายแม่ทั้งครอบครัวลุงที่อยู่มาเลเซียและญาติสนิทที่อยู่นราธิวาส และขาดไม่ได้คือป้าที่ขายของชำครับ ทุกๆคนมีน้ำใจในวันที่ครอบครัวผมลำบาก… แต่ชีวิตผมยังไม่จบแค่นั้นครับ ผมเริ่มเป็นวัยรุ่น เป็นวัยรุ่นก็อยากแต่งตัวครับ… อยากมีเงินเป็นของตัวเอง เพราะงานที่บ้านผมไม่ค่อยเยอะ งานไม่เข้าเลย เริ่มซาจนแทบจะไม่มี
จู่ๆ ก็มีอาชีพนึงแว่วเข้าหูมา เขาบอกว่าเงินดี ผมก็ตาเป็นประกาย…
มันเสี่ยงนะ เสี่ยง !!!!!!!!!!!!! แต่ผมจำเป็นนี่ครับคงไม่เสียหายอะไร ผมขออนุญาตจากแม่ แล้วก็เริ่มงานเลยในไม่ช้า !!!!! อุปกรณ์ของผมไม่มีอะไรมาก ทำใจให้กล้า ผมต้องใช้หน้ากากปิดหน้า เพื่ออำพรางหน้า ถุงมือ เสื้อแขนยาว กางเกงขายาวที่คล่องตัวที่สุด และขาดไม่ได้คือ หมวก !!!!! เพื่อนๆ คงพอจะเดาอาชีพออกกันแล้วใช่มั้ยครับ
ถูกต้อง ครับ มันคือ "อาชีพจับกุ้ง" ไม่ใช่โจร อุปกรณ์มันแค่คล้ายๆ กัน
หน้ากากผมก็เอาไปบังแดดครับ ที่บ่อกุ้งทั้งร้อนทั้งเหนียวหนึบขนาดนั้น การทำงานก็สนุกดี ได้เงินวันละ 250-300 ไม่ได้เงินเป็นเดือนนะ สองวันครั้ง อาทิตย์ละครั้งแล้วแต่โอกาส ผมหรอได้เงินมา ก็สุขกายสบายใจ แบ่งใช้ในครอบครัวบ้าง ใช้เองบ้าง เติมแก๊ส ซื้อข้าวสาร ก็แล้วแต่ความจำเป็นครับ
ได้เงินมาก็มีกำลังใจ การทำงานเริ่มสนุก
ผมคลุกคลีกับอาชีพนี้ 1 ปี โดยประมาณ ทนร้อน อดทน กุ้งแทงมือบ้างดีนะที่มีประสบการณ์จากการไปคลำกุ้งกับพ่อหลังสวนสมเด็จ ความฝันก็มี แต่ตอนนั้นคิดแค่จะหาเงิน ม.3 ก็เรียนไม่จบ ก็เพราะว่าฐานะไม่ดี ก็จับกุ้งไปด้วย ส่วนพี่สาวคนโตก็ใช้มอเตอร์ไซค์ขายไอติมรับจ้างไปส่งป้าที่ตลาดทุกเช้าตอนตีห้าได้วันละ20บาท พี่สาวคนรองไปรับจ้างพิมพ์งานร้านของญาติอีกคนที่เปิดร้านถ่ายเอกสารปริ้นท์งาน หน้ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี รถมอเตอไซค์เก่าๆ นี่แหละครับที่ขายไม่ได้ เพราะมันจำเป็นมาก มันคือขาของครอบครัวเอาไว้ทำมาหากิน ไว้ไปรับไปส่งน้องๆ ที่โรงเรียน เอาไว้ให้พ่อไปเป็นลูกจ้างเขา (ช่างเหล็ก) พ่อต้องขับรถไปนอกเมืองเพื่อไปขอให้เขาจ้างพ่อผม จากนายจ้างต้องไปเป็นลูกน้องเขา ผมเห็นใจพ่อมาก ตาพ่อก็ยังเจ็บอยู่ แต่จะให้ลูกๆ และเมียอดก็ไม่ได้ พ่อจึงต้องดิ้นรน ผ่านไปสักระยะพ่อผมอาการเริ่มดีขึ้นทีละนิด เริ่มมีงานทีละหน่อย เรียกให้ผมกลับมาช่วยงาน เป็นช่างเชื่อม ช่างทาสี ช่างสารพัดช่าง ในใจก็คิดว่า หมดงานนี้จะทำอะไรต่อ เพราะไม่มีงานมาต่อท้าย จบไปงานนึง ไม่มีงานเหล็ก ผมก็ไปจับกุ้ง พอมีงานที่บ้านผมก็มาช่วย สลับกันไปมาอยู่แบบนี้ เริ่มหัดขับรถยนต์ได้ก็ช่วงที่ไปรับจ้างดำกุ้งแหละครับ แม่ผมก็แอบงง ไปหัดขับตอนไหน บ้านเราไม่มีรถยนต์แล้วนี่ แม่ก็ทำซาลาเปาทอดขายส่งตามร้านน้ำชาลูกละสามบาทมีไส้สังขยา ถั่วดำ อร่อยมากกกกก
(สูตรการทำ ยายที่เป็นชาวจีนสอนแม่ผมกับมือแกไม่เคยสอนใครง่ายๆ สมัยที่แกยังสาวๆ แกเป็นรุ่นแรกๆ ที่ขายอยู่ในตลาดปัตตานี วันไหนปิดร้านลูกค้า มาเคาะประตูไม่ยอมให้ปิด ฟังจากที่อากงเล่านะครับ) สูตรของแกเด็ดจริงๆ กรอบนอกนุ่มใน เย็นๆ แม่ผมก็ทยอยไปเก็บเงิน หมดบ้างไม่หมดบ้าง วันนึงก็ได้ ราวๆ 50-60 กว่าบาท ก็พอซื้อกับข้าว ผัก มากินกัน ล้างท้องรอเลยเหล่าเทเลทับบี้ อิอิ !! พอสถานการณ์มันก็เริ่มดีขึ้น งานก็เริ่มทยอยมา จังหวะนี้แหละครับผมเริ่มหันมาทำกับพ่อเป็นจริงเป็นจัง พ่อสอนงานผมตั้งแต่เด็กๆ สอนทำทุกอย่าง
ปีที่แล้วผมต้องไปเกณฑ์ทหาร
หัวใจของคนในครอบครัว ไม่เป็นอันกินอันนอนถ้าจับใบแดง ก็แค่ไปรับใช้ชาติ ถ้าได้ใบดำ ก็โชคดี ผมจะได้อยู่ช่วยพ่อทำงานต่อไป (งานเริ่มทยอยเข้ามาบ้างแล้ว) ในที่สุดก็ไม่ได้ไป เพราะโควต้าเต็ม มีคนมาสมัครเยอะแล้ว คนที่ดีใจไม่แพ้กว่าผมก็คงต้องเป็น คนในครอบครัวผมแน่นอน พี่สาวคนโตก็ลุ้นตัวโก่งอยู่ ที่ กทม. โชคเข้าข้างผม
ผมมีโอกาสได้ไปกทม.ก็เพราะพี่สาวของผมนี่แหละครับ กทม.ไม่ได้วุ่นวายอย่างที่คิด เพียงแต่ผู้คนเยอะแยะ รถราก็เต็มถนน มันเลยดูยุ่งเหยิงไปหมด (พี่สาวผมทั้งเรียนและทำงาน ยึดอาชีพหลักๆ ก็คือ ขายข้าวเกรียบปัตตานี ใครสนใจอุดหนุนได้น่ะครับ
) ไปเที่ยว 4-5 วันก็กลับมาทำงานต่อ ปีละครั้งที่ผมไปหาไอเดียดีๆ ที่ กทม. อะไรที่พอเอามาต่อยอดงานได้ก็จดก็จำ ไปทั้งทีไปเที่ยวอย่างเดียวไม่ได้หรอก ปัจจุบันนี้ ผมก็ยังเป็นช่างเชื่อมเหมือนเดิม ก็เป็นลูกน้องพ่อนั่นแหละครับ พวกเราค่อยๆ สร้างครอบครัว จนตอนนี้มีรถกระบะไว้ขนของ ไม่ต้องจ้าง รถพ่วงข้างเหมือนเมื่อก่อน (ชาวสามจังหวัดจะเรียกรถมอเตอร์พ่วงข้างว่า โชเล่) พ่อไม่ต้องเหนื่อยเหมือนเมื่อก่อน
หลักๆ ผมจะรับหน้างานกับลูกน้อง(ที่เป็นเพื่อนผม) ส่วนพ่อมีหน้าที่ติดต่องานมา แจงงานให้ผมกับน้องชายและลูกน้องทำ ชีวิตดูเหมือนจะมีความสุขดีใช่ไหมครับ ก็ใช่ครับ ดีกว่าเมื่อก่อนมากๆ พ่อยังชอบตกปลาเหมือนเดิม แม่ยังชอบทำขนม พี่คนโต ทอดข้าวเกรียบ พี่คนรองทำงานร้านทอง น้องๆ อีก4คนกำลังเรียนอยู่ครับ เราจะสู้ไปด้วยกัน เวลาผมไปติดตั้งประตูเหล็ก หน้าต่างราวบันไดหรือไปทำโครงหลังคาให้ลูกค้าแต่ละคนนะครับ โอ้วโหวววว บ้านสวยๆ กันทั้งนั้นเลย นึกในใจถ้าเป็นบ้านของพวกเราก็คงจะดี ![]()
จุดเปลี่ยนของครอบครัวผมอยู่ที่งานเล็กๆ ครับแม่เล่าให้ฟังว่า…
เมื่อก่อนตอนพ่อไม่มีงานเลย จะมีลูกค้าท่านนึงชื่อ (หะยีแอ) เขามาหาพ่อครับ ถามว่าพ่อมีงานไหม พ่อผมกล่าวไปทันทีว่า "ตอนนี้ไม่มีงานครับ" ลูกค้าคนนั้นบอกว่า "นี่ไงฉันจะเอางานมาให้" แต่เป็นงานเล็กน้อยมากครับ คงได้พันนิดๆ พ่อผมดีใจยิ้มมีความหวัง รับงานนั้นมา พ่อผมรับหมดครับงานเล็ก งานใหญ่ ซ่อมแซม ดัดแปลง ไม่เกี่ยง
ตอนนั้นเขาจ้างให้พ่อผมทำ ที่กั้น แพะ นะครับถ้าจำไม่ผิด เป็น ประตูเหล็ก ขนาดกลางๆ เขาเองก็ฐานะปานกลางครับจนกระทั่งเขารวย มีโรงงานใหญ่โต เวลามีงานเขาจะนึกถึงพ่อผมเป็นอันดับต้นๆ และรับงานใหญ่ๆ โรงงาน โครงหลังคา เยอะเลยครับ งานจาก หะยีแอ ก็มีส่วนทำให้ครอบครัวผมมีฐานะที่ค่อยๆ ดีขึ้น ทำให้พ่อพอจะมีเงินในการซ่อมแซมบ้านให้ดูเป็นบ้านมากขึ้น จนตอนนี้ก็มีหลากหลายงานจากลูกค้าหลายๆ ท่านที่มาคอยอุดหนุนให้ ทีมคนเหล็กอย่างพวกผมได้บริการงานดีดีมีคุณภาพให้กับลูกค้า การทำงานคือการผจญภัยครับ คิดงานไปด้วย ทำไปด้วย แก้ปัญหาไปด้วย ก็สนุกดีครับ
ทำงาน 8.00 น. เลิก 17.00 น. มีเวลาไปยิมเล่นฟิตเนสปั่นจักรยาน ผมซื้อรถคันแรกเมื่อเดือนที่แล้ว (รถจักรยานนะครับ) เก็บเงินด้วยน้ำพักน้ำแรง อิอิ เพิ่งผ่อนมอเตอร์ไซค์ของตัวเองหมดไป คันของพ่อก็ของครอบครัว ของผมก็คือของผมแบ่งเวียนกันใช้ภายในบ้าน ส่วนจักรยานคันนี้ใครอย่าแตะ ผมหวงมากครับ ถ้าน้องขอยืมก็คงต้องให้ ฮ่าาาาาา
ปั่นไป ก็ยังกลัวหมาจะวิ่งไล่ตามเหมือนเดิม แหม่ประวัติศาสตร์ในอดีตมันตราตรึงในใจผมนี่นา… ชีวิตผมก็เรียบๆ ง่ายๆ บางวันก็มีขี้เกียจ ก็ได้แต่บ่นแต่ทำไม่ได้ มันเลยเป็นที่มาของคำว่า "ไม่มีปริญญา จึงใช้ประสบการณ์ค่อยๆ สร้างอนาคต(เด็กปัตตานี)" ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน เรามาสู้พร้อมๆ กันนะครับ ความสำเร็จจะมองหาคนที่พร้อมสำหรับมัน อย่าท้อนะครับ ถึงตอนนี้ผมไม่ได้มีเงินเป็นล้าน แต่ผมมีความสุขเกินล้าน แค่นี้ละครับ
"หากเราไม่ลืมอัลลอฮ อัลลอฮจะไม่มีทางทอดทิ้งเราและจะมอบสิ่งดีดีให้เรา"
สามจังหวัดผู้คนไม่ได้น่ากลัวไปซะทุกคน เสียงปืนดังบางจุดผมเองไม่อยากให้ ทุกท่านที่รับข่าวสารผ่านจอสี่เหลี่ยมๆเล็กๆ แล้วมาประเมินคุณค่าของคนที่นี่แบบเหมารวม จริงๆ แล้วที่นี่มีอะไรบางอย่างที่จอสี่เหลี่ยมไม่ได้นำเสนอออกไป อยากรู้ว่าสามจังหวัดน่าอยู่แค่ไหนลองมาสัมผัสด้วยตัวเองนะครับ หรืออยากแวะมาเยี่ยมเยือนให้กำลังใจกันก็ติดต่อผมหลังไมค์ได้เลย (อินชาอัลลอฮ) ถ้าผมกับพี่สาวคนโตมีเวลาพอ ยินดีเป็นไกด์พาทุกคนไปสัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวปัตตานีครับผม… สำหรับร้านผมก็รับทำทุกอย่างเกี่ยวกับเหล็กและสแตนเลส ทุกชนิดครับ
ร้านดีประตูเหล็กปัตตานี ชื่อเพจตามนี้เลยครับถ้าเสิร์ชในเฟซบุ๊ก ขอบคุณครับ ![]()
ขอบคุณข้อมูลจาก สมาชิกหมายเลข 2498643 เว็บไซต์http://pantip.com/topic/34631006
เรียบเรียงใหม่โดย Thaijobsgov