อนุมัติแล้ว! บัตรประชาชนรุ่นใหม่ไฮเทคมาก…กดเงิน-จ่ายภาษี-ลุ้นโชค-ส่วนลดเพียบ



นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยแล้วว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาระบบการชำระเงินของไทยให้เข้าสู่การชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน เพิ่มประสิทธิภาพของระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ การลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งบูรณาการระบบสวัสดิการสังคม ตลอดจนส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงิน และการส่งเสริมอีเพย์เม้นท์ในทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ แผนยุทธศาสตร์ที่ว่านี้ยังช่วยสนับสนุนนโยบายอื่น ๆ ของประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อีกด้วย เช่น นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล โครงการระบบตั๋วร่วมของกระทรวงคมนาคม นโยบายกองทุนการออมแห่งชาติ นโยบายการส่งเงินช่วยเหลือแก่ประชาชนในกรณีต่าง ๆ ของภาครัฐ โดยแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างระบบชำระเงิน ประกอบด้วย 5 แผนงานสำคัญ ดังนี้

1. โครงการระบบการชำระเงินแบบ Any ID (นานานาม) ซึ่งจะทำให้การโอนเงินและการรับชำระเงินสามารถทำได้โดยง่าย โดยใช้เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือหมายเลขกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์

2. โครงการการขยายการใช้บัตร เพื่อสร้างจุดรับเงินให้เกิดขึ้นทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในร้านค้าหรือบริษัทที่จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์

3. โครงการระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์

4. โครงการ e-Payment ภาครัฐ ซึ่งโครงการนี้จะรวมถึงการบันทึกรายได้ของผู้มีรายได้น้อยอย่างสมัครใจ โดยจะให้ธนาคารพาณิชย์ช่วยลงทะเบียนบัตรอาศัยข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย ให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้มีรายได้น้อยในด้านสวัสดิการต่าง ๆ สามารถใช้บัตรจ่ายเงินแทนเงินสดได้ เช่น การขึ้นรถเมล์ การซื้อตั๋วรถไฟฟ้า อาจได้สิทธิลดค่าตั๋ว 50%  หรือการรักษาพยาบาลราคาพิเศษ โดยการจดทะเบียนของผู้มีรายได้น้อย คาดว่าน่าจะเริ่มในไตรมาสที่ 2 ของปี 2559

5. โครงการการให้ความรู้และส่งเสริมการใช้ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยอาจจัดการชิงโชครางวัลให้แก่ผู้ที่มีบัตรอิเล็กทรอนิกส์

ทั้งนี้ทั้งนั้น โครงการทั้ง 5 จะเริ่มดำเนินตามแผนและดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในปี 2560

 

[ads]

 

โครงการที่จะเกิดขึ้นนี้ คาดว่าจะช่วยประหยัดต้นทุนของระบบเศรษฐกิจในภาพรวมได้ประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยจะช่วยลดต้นทุนจากการพกเงินสดมาเป็นการชำระเงินผ่านรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์แทน ซึ่งน่าจะช่วยให้ประชาชนมีความสะดวกในการทำธุรกรรมภาคธนาคารมากขึ้น และช่วยประหยัดต้นทุนลงได้ประมาณ 3 หมื่นล้านบาทต่อปีจากการลดต้นทุนการพิมพ์ธนบัตร การบริหารเงินสด และเช็ค นอกจากนี้ ร้านค้าต่างๆยังสามารถประหยัดต้นทุนลงได้ประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งเชื่อกันว่า การลดต้นทุนดังกล่าวถือเป็นระบบที่ดีที่สุดในโลก

 

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก hilight.kapook.com

เรียบเรียงข้อมูลโดย ThaiJobsGov.com

[ads=center]