วิธีป้องกันงูเข้าบ้าน แบบไหนได้ผล แบบไหนไม่ได้ผลบ้าง รู้กัน!



งูเงี้ยวเขี้ยวขอ เป็นสิ่งที่คนปกติธรรมดาไม่อยากพบเจอ ไม่ว่างูชนิดนั้นจะมีพิษหรือไม่ แต่ว่าถ้ามันบังเอิญเลื้อยเข้ามาอยู่ในอาณาบริเวณบ้านของเราแล้ว เราก็คงจะรู้สึกไม่สบายใจอย่างแน่นอน และเพราะงูเป็นสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่งที่เคลื่อนไหวได้อย่างปราดเปรียวและว่องไว แม้ว่างูส่วนใหญ่จะกลัวคนและไม่ค่อยกัดก็ตาม แต่หากเราไม่คุ้นชินหรือเราเกิดไปรบกวนมันเข้า รวมทั้งอยู่ในภาวะที่มันกำลังหิว  โอกาสที่จะเกิดอันตรายก็เป็นไปได้เสมอ
 

ดังนั้น หากพอจะมีวิธีที่ช่วยป้องกันไม่ให้งูเข้าบ้านได้ ก็น่าจะเป็นวิธีที่ทำให้อุ่นใจได้มากกว่า ว่าแต่จะต้องทำอย่างไรบ้างตามมาดูเลยค่ะ


[ads]


ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่า งูจะเลื้อยเข้าบ้านเพราะสาเหตุอะไรบ้าง
ถ้าบ้านนั้นมีแหล่งอาหารของงูอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ เช่น มีหนูชุกชุม เลี้ยงสัตว์เล็ก ๆ อย่าง นกและลูกไก่ ประกอบกับมีหญ้ารกหรือมีต้นไม้ที่อุดมสมบูรณ์ งูเล็กและงูใหญ่ก็มักจะมาซ่อนตัวเพื่อหาอาหารประทังชีวิตได้เช่นกัน
นอกจากนี้ ถ้าบ้านไหนมีลักษณะเป็นมุมอับ ไม่มีผู้คนเดินผ่านบ่อยๆ เช่น ใต้ถุนบ้าน ใต้หลังคา ฝ้าเพดาน เป็นต้น  งูก็มักจะเลือกสถานที่แบบนี้มาใช้สำหรับวางไข่หรือเป็นพื้นที่อยู่อาศัยเช่นกัน ที่สำคัญคือ งูมักจะเลือกบริเวณที่มีอุณหภูมิเหมาะสม มีความอบอุ่น ไม่มีกลิ่น หรือเสียงรบกวน เพราะมันเป็นสัตว์ที่ไม่ค่อยชอบสุงสิงกับใคร
 

วิธีป้องกันไม่ให้งูเข้าบ้าน 

1. ใช้กำมะถันกันงู

หลายคนเชื่อว่า กำมะถันน่าจะใช้กันงูได้ เพราะเชื่อกันว่างูไม่ชอบกลิ่นของกำมะถัน และเมื่อกำมะถันเจอกับความชื้นก็จะส่งกลิ่นเหม็นออกมาอย่างมากมาย ทำให้เกิดการระคายจมูกทั้งคนและทั้งงู แต่กลับพบว่าข้อมูลยืนยันจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือจากหลายๆที่ ไม่ได้ยืนยันว่ากำมะถันเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันงูได้อย่างแน่นอน

642.2

2. งูกลัวเชือกกล้วย

ความเชื่อโบราณมักเชื่อกันว่า เมื่องูเหลือมและงูหลามเจอหรือสัมผัสกับเชือกกล้วยจะมีอาการอ่อนแรงลง ในขณะที่ เมื่อใช้เชือกกล้วยไปทำเป็นบ่วงคล้องคองูหรือมัดงู ก็จะกลายเป็นอุปกรณ์ที่สามารถทำให้งูดิ้นไม่หลุด เพราะเชือกกล้วยมีความพิเศษตรงที่สามารถผูกหรือรัดสิ่งของที่มันหรือลื่นได้โดยไม่หลุด ดังนั้น  ถ้าจะกล่าวให้ถูกน่าจะเป็น “งูไม่ได้กลัวเชือกกล้วย แต่กลัวการถูกมัดด้วยเชือกกล้วย” มากกว่า

 

3. ปลูกต้นเสลดพังพอนป้องกันงู

มีต้นไม้หลายต้นที่เชื่อกันว่าถ้าปลูกไว้รอบๆบริเวณบ้าน จะช่วยป้องกันไม่ให้งูเข้าบ้านได้ โดยเฉพาะต้นเสลดพังพอนที่ว่ากันว่าสามารถป้องกันงูได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ความเชื่อที่ว่านี้คงไม่ได้เป็นจริง 100% เพราะก็ยังพบว่ามีงูจำนวนมากที่สามารถเลื้อยบนต้นเสลดพังพอนได้อย่างสบายใจเฉิบ อย่างไรก็ตาม ต้นไม้ต้นนี้ก็เป็นพืชที่มีสรรพคุณในการถอนพิษได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ตะขาบ แมลงป่อง และช่วยรักษาอาการอักเสบ งูสวัด ลมพิษ และแผลน้ำร้อนลวกได้

  

4. เลี้ยงหมาแมวขู่งู

มีคนจำนวนมากยืนยันว่าการเลี้ยงหมาหรือแมวช่วยป้องกันงูเล็กงูน้อยได้ อย่างไรก็ตาม หากเป็นงูเหลือมตัวใหญ่ ก็ต้องระวังไว้ด้วยว่าสัตว์เลี้ยงของคุณอาจจะกลายเป็นอาหารของงูไปแทน หรือบางครั้งอาจเจอพิษของงูจนพิการหรือตายได้

642.1

5. เลี้ยงห่านไล่งู

มีหลายคนเล่าว่า ตั้งแต่เลี้ยงห่านไว้ที่บ้านก็ไม่ได้เห็นงูในบ้านอีกเลย จะมีเห็นก็แค่ตอนที่ห่านกินงูเท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะว่างูไม่ถูกกับกลิ่นขี้ห่าน หรือบ้างก็ว่าเป็นเพราะเสียงร้องของห่านที่ดังมาก จนงูตกใจและไม่กล้าอยู่ แต่ในขณะเดียวกัน คนในบ้านก็ต้องทนกับเสียงห่านร้องให้ได้เช่นกันด้วย

 

6. เลี้ยงพังพอนกำจัดงู

พังพอนจัดเป็นสัตว์ที่มีความปราดเปรียวว่องไวเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีนิสัยที่ไม่กลัวใคร สามารถสู้กับงูพิษอย่างงูเห่าได้สบายๆ อีกทั้งยังช่วยจับหนูได้ผลดีกว่าแมวเสียอีกแหนะ อย่างไรก็ตาม พังพอนเป็นสัตว์ที่ดุ และปัจจุบันเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535 ด้วย

 

7. สวด "ขันธปริตร" คาถากันงู แมลงมีพิษ และสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆ

อันนี้คงเป็นความเชื่อส่วนบุคคลที่ช่วยให้คุณรู้สึกอุ่นใจขึ้น ซึ่งต้องสวดด้วยจิตที่ตั้งมั่น ตั้งพระรัตนตรัยเป็นประธานและแผ่เมตตาด้วยใจที่ไม่คิดจะทำร้ายชีวิตของพวกเขา พร้อมขอให้พวกเขาทั้งหลายหลีกออกไปไกลๆ อย่างไรก็ตาม ต้องดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาท และคอยระมัดระวังป้องกันตัวเองด้วย จึงจะทำให้ปลอดภัยจากงูร้ายได้อย่างแน่นอน

 

วิธีแก้ปัญหา เมื่อรู้ว่างูเข้าบ้าน
ทำตามนี้เลยค่ะ

1.สังเกตประเภทงู
พยายามสังเกตดูว่าเป็นงูที่มีพิษหรือไม่ โดยงูพิษที่พบบ่อย เช่น งูเห่าจะแผ่แม่เบี้ย, งูสามเหลี่ยมจะมีลำตัวเป็นรูปสามเหลี่ยม, งูเขียวหางไหม้และงูกะปะจะมีแก้มป่อง ตัวสั้น และมีเกล็ดละเอียด เป็นต้น 

2. เคลื่อนไหวช้า ๆ
อย่าทำให้งูตกใจ คุณควรจะค่อย ๆ ขยับถอยหลังอย่างช้า ๆ และคอยจับตามองความเคลื่อนไหวของงูเอาไว้ตลอดเวลา หากไม่มั่นใจว่าเป็นงูมีพิษหรือไม่ อย่าไล่หรือทำร้ายงูด้วยตัวเองเด็ดขาด เพราะมีความเชื่อกันว่า กลิ่นเลือดและสารบางอย่างในตัวงูจะเป็นสัญญาณรวมพรรคพวกงูให้เข้ามาเสริมกำลังทัพได้

3. แจ้งขอความช่วยเหลือ
รีบโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยให้มาช่วยจับงูออกจากบ้านไปจะเป็นการดีที่สุด

 

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก คุณ nonarav สมาชิคเว๊ปไซต์พันทิปดอทคอม  และ home.kapook.com

เรียบเรียงข้อมูลโดย ThaiJobsGov.com

[ads=center]