ครั้งหนึ่งในชีวิตที่เปิดประตูเจอแฟนนอนกับผู้หญิงอื่น ขอบคุณผู้ชายคนนี้ที่อยู่ด้วยกัน



"การมีครบ ไม่การันตีว่าเราจะมีความสุข" เพราะเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะพบว่าเดี๋ยวนี้มีพ่อเลี้ยงเดี่ยวหรือแม่เลี้ยงเดี่ยวมากขึ้น ในเมื่อตัวคนเดียวก็เลี้ยงลูกได้ ก็ไม่จำเป็นต้องง้อคนอื่นให้มากเรื่อง
 

ลองอ่านประสบการณ์ของคุณPakkyNanny ตัวอย่างแม่เลี้ยงเดี่ยวที่อาจจุดประกายให้หลายคนรู้สึกมีกำลังใจมากขึ้น

 


6 ปีก่อนหากฉันไม่มีผู้ชายคนนี้อยู่เคียงข้าง บางทีชีวิตฉันในวันนี้อาจจะเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่มีสาระอะไรในชีวิตก็เป็นได้ 

 

เธโอ ลูกรู้ไหมว่าลูกคือ ดวงใจของแม่
ในวันที่ลูกอายุได้ 3 เดือน แม่ได้ยินคำพูด ที่ทำให้แม่ฮึดสู้และก้าวผ่านกับคำพูดประโยคนั้นจากครอบครัวของพ่อลูก พวกเขาได้บอกกับแม่ในวันที่แม่ อุ้มลูกเข้าไปขอความช่วยเหลือ ให้ช่วยซื้อนมให้ลูก

 

nzhb912i239Q1DJ4Sac-o


และประโยคที่แม่จำฝังใจมาจนถึงวันนี้
คือคำพูดที่ว่า
"ถ้าแม่ไม่มีปัญญาเลี้ยงลูก ก็ให้แม่เอาลูกไว้ให้พวกเขาเลี้ยง"

 

วินาทีนั้นทั้งเสียใจ และรู้สึกสมเพชตัวเอง ที่อุตส่าห์บากหน้าอุ้มลูกเพื่อไปขอความเมตตาจากครอบครัวของพ่อลูก 
 

หลังจากได้ยินคำพูดนั้น แม่ก็ไม่รีรอ อุ้มลูกเดินออกมาจากบ้านนั้นทันที และบอกกับตัวเองว่า ถึงแม่จะอดอยากไม่มีจะกินแค่ไหน แม่ก็จะเลี้ยงลูกให้เติบโต ให้จงได้ …
 

ถึงพ่อของลูก : หากเธอและครอบครัวบังเอิญได้อ่านเจอโพสต์นี้ของเรา อยากจะบอกว่าเราไม่ได้มีเจตนาเข้ามาโพสต์เพื่อต่อว่าถึงอดีตที่ผ่านมา หากเราต้องการโพสต์เพื่อให้พวกเธอเสียหายเราคงไม่ปล่อยให้เวลาผ่านมาถึง 6 ปี แต่ที่เราโพสต์ในวันนี้ เราเพียงอยากให้เธอรับรู้ว่าเรากับลูกสุขสบายดี ไม่อดมื้อกินมื้อเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
 

ขอบคุณที่หลังจากนั้นไม่นาน ครอบครัวของเธอก็ยังใจดีซื้อนมมาให้หลาน หากวันนั้นเรายอมยกลูกให้พวกเธอ เราคงเสียใจไปตลอดชีวิต 
 

กว่าจะมีวันนี้ได้ เราผ่านอะไรมามากมายอยากเล่าและระบายบ้างว่าจุดพลิกชีวิตของเรากับลูกเจออะไรมาบ้าง
 

ย้อนกลับเมื่อ ปี 2010 
ลูกเกิดได้เพียง 6 วัน พ่อของลูกก็ได้บอกกับเราว่า ต้องการขอไปบวชทดแทนบุญคุณพ่อแม่ของเค้า
 

ซึ่งตอนนั้นลูกพึ่งเกิดได้เพียง 6 วันเราก็ไม่อยากให้เค้าไปเลย แต่ด้วยความที่เค้าอยากบวช(โครงการพระแสนรูปกับทางวัด …) เราจึงยอมให้ไปด้วยไม่อยากเป็นมารผจญ เลยต้องยอมสวมบทแม่พระอนุโมทนาบุญกับเค้าในการบวชครั้งนี้
 

ตลอดเวลาที่เค้าบวชก็จะไปปฎิบัติธรรมตามสถานที่ต่างๆที่ทางวัดได้กำหนด เราจึงไม่ได้พบเค้าเลย เมื่อเวลาผ่านไป ลูกได้ 2 เดือนกว่า เราก็ติดต่อสอบถามไปยังท่านเจ้าอาวาสว่า เค้าไปออกปฎิบัติแถวไหนบ้าง เผื่อเราจะพาลูกไปทำบุญกับพ่อ 
 

ซึ่งคำตอบของท่านเจ้าอาวาสทำเอาสมองเราหนักอึ้งไปเลย
เมื่อท่านบอกว่า
เค้าได้สึกออกไปหลายวันแล้ว!!
 

แต่ทำไมเค้าไม่ติดต่อมาหาเรากับลูกเลย หลังจากวางสายเราก็รีบโทรติดต่อไปทางครอบครัวเค้า คำตอบที่ได้คือ เค้าไม่อยู่บ้าน ออกไปไหนไม่รู้
 

นั้นหมายถึงว่า เค้าสึกออกมาแล้วจริง แต่ไม่กลับมาหาเรากับลูกเลย จนกระทั่งเราติดต่อเค้าได้ และเค้ายอมกลับมาบ้าน 
อ้างนู้นนี่นั้น สารพัด ถึงเหตุผลที่ยังไม่ได้ติดต่อกลับมาหา

 

จนค่ำวันนั้น เค้าวางมือถือทิ้งไว้แล้วไปอาบน้ำ เราได้ยินเสียงข้อความเข้ามาก็เปิดอ่านดู ตอนนั้นหัวใจสั่นรัวๆ กับข้อความของเธอคนนั้นที่ส่งมาบอกรักมากมายให้กับเค้า เราเลยมีโอกาสได้เปิดอ่านข้อความก่อนหน้านี้ที่พวกเค้าส่งหากัน … รักนะจุฟๆ คิดถึงมากนะ อะไรประมาณนี้ 

 

พอเค้าออกห้องน้ำมา เราก็เปิดศึกมวยไทยว่าผู้หญิงคนนี่คือใคร เค้าบอกเป็นคนที่มาชอบเค้า เค้าไม่ได้เล่นด้วย เราก็ย้อนถามว่า ถ้าเธอไม่เล่นด้วยแล้วทำไมถึงส่งข้อความบอกรักกันซะขนาดนี้ 

 

เมื่อโดนไล่บี้จนตรอก เค้าก็บอกว่าไม่ได้คิดจะคบจริงจัง แค่เล่นๆ แต่สำหรับเราตอนนั้นลูกกำลังจะได้ 3 เดือน พ่อก็ยังมามีคนอื่นอีก จับได้แล้วยังจะแถจนถลอกสีข้างถึงจะยอมรับ

 

สุดท้ายเราบอกเค้าว่าเรารับไม่ได้ที่เค้ายังเจ้าชู้ไม่เลิก เราจึงบอกเลิกกับเค้าและให้เค้าเก็บของออกจากบ้าน(เช่า) ไปเค้าพูดย้อนออกมาว่า "เธอเป็นคนเลือกเองนะที่จะเลิกกัน"

 

เราก็บอกใช่เพราะถึงยังคบต่อ ไม่รู้ เขา(ควาย)จะงอกออกหัวอีกกี่เขา แค่ 2 เขาก็คงไม่พอพื้นที่หนังหัวเราหรอก

เพราะก่อนหน้าที่ลูกจะเกิด เราก็เคยให้อภัยกับความเจ้าชู้ของเค้ามาแล้วครั้งหนึ่ง
 

ย้อนไปเมื่อตอนตั้งท้องได้ 3 เดือน ตอนนั้นเราแพ้ท้องหนักมาก จนถึงขั้นต้องไปนอนให้น้ำเกลือ ที่รพ. กินข้าวกินน้ำไม่ได้เลย เราได้โทรคุยกับเค้าว่า คืนนี้จะแวะเข้ามาหาเราไหมหลังเลิกงาน เค้าบอกว่าจะแวะไปหานะ
 

รอ รอ รอ จนหลับ…..
ฝันค่ะ ในฝันนั้นเห็นผู้หญิงแต่งตัวแบบคนไทยโบราณ ชุดสีเขียวชฎาสีเขียว เดินนำหน้าพาเราไปที่ไหนสักที่ แต่เดินไปได้สักพัก เท้าเราได้ไปเหยียบโดนพระองค์เล็ก หักครึ่งคาเท้าเลย จากนั้นก็สะดุ้งตื่น..

 

อ้าวเช้าแล้วนี่ กดมือถือโทรหาเค้าก็ไม่รับสาย เมื่อคืนก็ไม่ได้มาหา ทั้งที่รับปากเราแล้วว่าจะมา เราก็เป็นห่วงว่าเกิดอะไรขึ้นกับเค้ารึเปล่า เพราะบ้านเขากับรพ.ที่เรานอนอยู่ ก็อยู่ฝั่งตรงข้ามถนนกันแค่นี้เอง 
 

โทรๆๆๆจนแบตเราจะหมดเค้าก็ไม่รับสาย จึงตัดสินใจเดินถือสายน้ำเกลือเข้าลิฟท์เพื่อที่จะกดลงไปชั้นล่าง 

 

แต่ขณะที่เข้าลิฟท์ไปนั้น พอประตูลิฟท์ปิดลง เรากำลังจะเอื้อมมือไปกด ชั้นที่จะลงไป ปรากฎว่า!!!!! ยังไม่ทันได้จิ้มกด ลิฟท์ก็เคลื่อนตัวลงไปอย่างรวดเร็วไม่หยุดสักชั้น จนถึงชั้นสุดท้าย พระเจ้าช่วยกล้วยทอด!! ตอนนั้นกลัวมาก กลัวลิฟท์ตกลงไปกระแทก (แบบในหนังที่เคยดู) กลัวตายมากเลยตอนนั้น 
 

พอลิฟท์หยุด ประตูเปิด แค่นั้นแหละ วิ่ง 4×100 ลืมตัวว่ากำลังท้องอยู่ วิ่งจนพ้นลิฟท์ตัวนั้น แล้วยืนหอบแฮ่กๆ เลยค่ะ แต่ก็ยังนึกชื่นชม ว่าลิฟท์นี่มันฉลาดนะ มันรู้ได้ไงว่าเราจะลงไปชั้นล่างสุด ไม่ถงไม่ถามฉันสักคำ ลากลงมาเองโดยอัตโนมัติเลย 
 

พอตั้งสติได้ก็ค่อยๆ เดินตรงไปทางออก รพ. ปกติแล้ว ยามจะไม่ให้คนไข้เดินออกไปนอกรพ.นะคะ แต่พอดีรู้จักกันกับยามและบอกว่าจะเดินข้ามไปบ้านแฟนแปปหนึ่ง ยามก็บอกรีบไปรีบมานะ
 

พอข้ามถนนมาถึงบ้าน เราก็เดินไปหน้าห้องของเราที่อยู่กับเค้า เคาะประตูอยู่หลายรอบก็ไม่มีคนเปิด สักพักเค้าก็ตะโกนถามมาว่าใคร เราก็บอกไปว่าเราเองเปิดประตูสิ มัวทำไรอยู่ เงียบไปอึดใจหนึ่งเค้าก็เปิดประตูห้อง
 

แต่เรามองไปที่พื้นข้างประตูห้องเห็นมีรองเท้าของผู้หญิงวางอยู่ เราก็คิดว่าของน้องสาวเค้ารึเปล่าก็ยังไม่ได้เอะใจ
 

แต่เป็นตัวเค้าเองที่ร้อนตัวและพูดออกมาเองว่า เค้าไม่ได้ตั้งใจทำ เราก็ยัง งง ย้อนถามเค้าว่า เธอหมายถึงอะไร? เค้าไม่ตอบแต่เรียกผู้หญิงคนนั้นให้ออกมาจากห้องนอน และผู้หญิงคนนั้นเดินออกมาพร้อมกับนุ่งผ้าเช็ดตัวของเราออกมา
 

ถึงบางอ้อเลยค่ะ ตอนนั้นเรานิ่งมาก ไม่ด่าไม่โวยวาย ไม่ร้องไห้เลย แค่ทรุดลงไปกองกับพื้นห้องคะ เข็มที่แทงอยู่ก็หลุดออกกับสายน้ำเกลือแต่ไม่รู้สึกเจ็บเลย มัวแต่สวมบทนางเอกลืมเจ็บไปซะงั้น
 

พอมองดูชัดๆ ที่บนตัวเค้า ก็เห็นรอยแดงๆจ้ำๆ หลายจุดตั้งแต่คอลงมาถึงหน้าอก และเค้าพูดขอโทษ เราก็มองไปบนที่นอนของเรา เห็นกางเกงในของผู้หญิงคนนั้นตกอยู่บนนั้น และเธอคนนั้นก็หยิบเสื้อผ้าเข้าไปแต่งตัว พอออกมาหล่อนก็นั่งไขว่ห้างลงบนที่นอนและถามเค้าว่า เค้าจะเลือกใครระหว่างหล่อนกับเรา ซึ่งยืนอุ้มท้องลูกของเค้าอยู่ (นางช่างกล้าถามมาก นับถือจริงๆ )
 

แต่เค้าก็ดันตอบได้น่า…มาก
ว่าเค้าไม่รู้จะเลือกใคร ผู้หญิงคนนั้นก็เดินเข้ามาตบหน้าเค้า ซึ่งจริงๆแล้วฉากนี้มันต้องเป็นเรานะที่ต้องโกรธและตบหน้าเค้า ไม่ใช่หล่อน หล่อนโมโหที่เขาได้หล่อนแล้วจะไม่รับผิดชอบเลยตบเข้าให้เลย 

 

ส่วนตัวเราก็ถามเค้าตรงๆ ว่า เอากันกี่รอบ เขาบอก 2 ไม่ได้ใส่ถุงอีกต่างหาก
 

เราก็ถามเค้าว่า "เธอทำได้ยังไง?" รูปคู่ของเราก็ตั้งอยู่บนหัวเตียงขนาดนั้นเธอทำไมถึงไม่หยุดคิดสักนิด เค้าตอบกลับมาเบาๆว่า ก็มันมืดน่ะ เค้ามองไม่เห็น ชนะเริ่ดคะ ปิดไฟเอากันมืดหมดเลยมองไม่เห็น สำนึกไม่ทัน จัดไปซะ 2 รอบ 
 

หมดคำพูด เราเลยเดินแบกเหล็กห้อยน้ำเกลือ เดินเข้าไปหาแม่เขาว่าตอนนี้ เค้าเอาผู้หญิงมานอนที่ห้อง และเราคงจะไม่กลับมาอยู่บ้านเค้าอีกแล้ว 


จากนั้นก็เดินข้ามถนนกลับไปรพ. พอถึงเตียงนอนเท่านั้นแหละคะ บ่อน้ำตานางเอกแตก ตอนที่อยู่ต่อหน้าพวกนั้นเราไม่มีน้ำตาเลยนะ ไม่ใช่ไม่อยากร้องแต่มันอึ้งจนร้องไม่ออก
 

พอตั้งสติได้ก็โทรบอกแม่กับพี่ ปรึกษากันว่าจะทำยังไงต่อไป ระหว่างนั้นช่วงค่ำเค้าก็มาหาเรา มาขอโทษขอให้เราอภัยและอย่าเลิกกับเค้าเลย เค้าจะเลิกกับผู้หญิงคนนั้น และเค้าได้ส่ง sms บอกผู้หญิงคนนั้นให้ไปซื้อยาคุมฉุกเฉินมากินด้วยถ้าไม่อยากท้องเพราะถ้าท้องเค้าก็ไม่รับเพราะเค้าบอกว่าลูกที่เค้าจะรับผิดชอบคือลูกของเรากับเค้าเท่านั้น (แต่ท้ายที่สุด ก็ไม่เคยรับผิดชอบอะไรเลย 6 ปีแล้ว ที่ไม่เคยแม้แต่จะถามไถ่ถึงเรากับลูก ขนาดว่าเราพาลูกกลับมาเมืองไทย เค้าก็รู้นะแต่ไม่เคยคิดจะมาเยี่ยมหาลูกเลย)
 

ต่อจากตะกี้ เมื่อเค้าขอกลับตัวอีกครั้งเราก็นะยังมีความรักให้และกลัวลูกไม่มีพ่อ (ความรักมันทำให้ตาบอด จนมองไม่เห็นความจริง) ก็ได้ยอมให้อภัยเค้าและให้เค้าย้ายออกจากที่ทำงาน (ที่เค้าเจอกับผู้หญิงคนนั้น) 
 

พากันย้ายมาอยู่ถิ่นบ้านเรา เค้าก็ได้งานใหม่ และไม่มีเรื่องผู้หญิงอีกจนเราคลอดลูก 
 

แต่เรื่องก็ยังไม่จบ เมื่อเค้าได้ขอไปบวชก็ดันได้ไปเจอน้องผู้หญิงที่ได้ไปบวชโครงการแม่ชีแสนรูปที่วัดเดียวกันอีก
 

หลังจากที่พวกเค้าได้ไปคบหากันสมใจแล้ว เราก็ได้แต่นั่งคิดว่าจะทำยังไงกับชีวิตของเราและลูกต่อไปดี เงินก็ไม่มี งานก็ออกไปทำไม่ได้ เพราะลูกยังเล็กไม่มีคนช่วยดูแลให้ 
 

แม่ก็ไปนวด (แม่เป็นหมอนวดแผนโบราณ) ช่วยหาเงินมาแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายให้เรากับลูก
 

จริงๆ เรื่องราวมันยังมีให้ฟันฝ่าเยอะกว่านี้ แต่ขอเล่าข้ามเลยนะคะ 

จนถึงลูกอายุได้ 1 ขวบกว่า ตอนนั้นเราจำเป็นต้องออกไปหางานทำแล้ว พอดีตอนนั้นพี่สาวเราก็พาไปสมัครงานร้านอาหารแห่งหนึ่งแถวท่าแพ ซึ่งตอนนั้นตั้งใจว่าจะไปสมัครเป็นเด็กล้างจาน แต่ทางเจ้าของร้านบอกมีเยอะแล้ว 
 

ตอนนั้นก็นั่งเครียดเลยกลัวไม่ได้งาน แต่เจ้าของร้านก็ถามกลับมาว่า แล้วเรามีความสามารถพิเศษอะไรบ้างมั้ย เราก็เลยบอกว่า เราฟ้อนรำเป็น เจ้าของร้านเลยบอกงั้นให้เรามาทดลองงาน เป็นนางรำของร้านดูก่อนสัก 1 อาทิตย์  (OMG!!! จากที่ตั้งใจจะไปเป็นเด็กล้างจาน ก็ได้เลื่อนขั้นไปเป็นนางรำ ) 
 

หลังจากวันนั้นก็ได้ไปทำงานช่วงค่ำเข้างาน หกโมงเย็นถึงเที่ยงคืน ทางร้านก็จะจัดช่วงการแสดงโชว์ให้เราได้ทำการแสดงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มานั่งกินอาหารและนั่งดื่มได้รับชม ผ่านไป 1 อาทิตย์เจ้าของร้านก็บอกเราผ่านการฝึกงานและรับเราเข้าทำงานแบบตอกบัตรเข้างานเหมือนพนง. คนอื่นๆ
 

ช่วงเวลาที่ได้ทำงานอยู่ที่นั้นเวลาที่เราออกรำโชว์ จะมีลูกค้าคอยให้ทิป 10-20 บาท อยู่เป็นระยะ วันไหนได้ทิปเราจะมีกำลังใจมาก เพราะเราจะมีเงินส่วนนี้ไว้เก็บซื้อนมซื้อของใช้ให้ลูกโดยที่ไม่ต้องรบกวนเงินแม่ของเรา 
 

วันหนึ่งก็มีร้านผัดไท 5 รสมาเปิดขายใกล้ๆ ห้องเช่าที่เราอยู่ ซึ่งทุกครั้งที่เดินผ่านเราก็ได้แต่มองพร้อมสูดดมกลิ่นผัดไทไปด้วย ผัดไทห่อละ 20 บาท ตอนนั้นเราก็ยังไม่มีเงินพอที่จะซื้อมันกิน เพราะต้องประหยัดเซฟค่าใช้จ่ายทุกอย่างเพื่อลูก … แต่แล้ววันหนึ่งก็มีน้องสาว เป็นญาติกัน เค้าซื้อผัดไท 5 รส เจ้านั้นมาให้กิน ดีใจน้ำตาไหลเลย
 

เสื้อผ้าที่เราใส่ตอนนั้นก็เป็นเสื้อยืดที่คนอื่นเค้าไม่ใส่แล้วเอาให้และกางเกงกีฬาที่เราเคยซื้อใส่จนต้องมัดหนังยางกันหลุด เพราะยางมันยืด
 

จนกระทั่งเราทำงานได้ 1 เดือนกับ 2 อาทิตย์ ตอนนั้นลูกเราก็อายุ 1 ขวบ 3 เดือน ก็ได้เจอผู้ชายคนที่ทำให้ชีวิตเราตอนนี้ สามารถกินผัดไท ได้ทั้งชีวิต 
 

ขอท้าวความก่อนที่จะได้เจอคนที่ทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนในครั้งนี้

เราเคยเกือบทำสิ่งที่ไม่ดี เพราะตอนนั้นแม่เรามีหนี้สินจากการที่เรามาเพิ่มภาระให้แม่ ลำพังเงินเดือนนางรำที่ได้ก็แทบจะไม่พอใช้จ่าย เราก็อยากช่วยแม่ปลดหนี้สิน จึงได้ถามน้องคนนึงว่าเราต้องการทำงานที่หาเงินได้ง่ายและไว น้องเค้าก็ถามว่าเราจะทำได้เหรอ ให้เราคิดดูดีๆ ก่อนนะ ถ้าเราคิดดีแล้ว น้องเค้าถึงจะพาเราไปทำ ซึ่งตอนนั้นมันหมดหนทางแล้ว จึงได้ตกลงว่าจะไปทำ
 

จากนั้นน้องเค้าก็นัดให้เราไปคุยตกลงก่อนการเริ่มงาน (ระหว่างนั้นเราก็ยังเป็นนางรำอยู่ที่ร้านอาหาร แต่พอเลิกงานเราก็มาหาน้องเค้าตามที่นัดไว้) พอได้คุยกับเจ้าของร้านและงานที่เราจะต้องทำ เราเริ่มกลัวและคิดกังวลว่าเราจะทำได้จริงเหรอ มันแย่มากในความรู้สึกหากเราทำเราคงไม่กล้ากอดลูกน้อยของเราอีกแน่ๆ 
 

คิดได้ถึงจุดนั้น เราก็ร้องไห้ขอร้องเจ้าของร้านว่า ให้เรากลับบ้านเถอะ เราไม่ทำแล้ว เรากลัวและไม่กล้าที่จะทำ 

 

เจ้าของร้านก็ปล่อยให้เรากลับบ้านแต่โดยดี เราโล่งใจมากเลยตอนนั้น ที่ไม่ได้ตัดสินใจทำอะไรที่จะทำให้เรามองหน้าลูกไม่ได้อีกต่อไป เช้าวันถัดมาเราก็บอกน้องคนที่พาเราไปว่า เราไม่ได้ทำงานที่นั้นนะ น้องเค้าบอกโล่งอกที่เราไม่ทำ เพราะเค้าก็คงรู้สึกผิดหากเราทำ
 

เราเลยคุยกันว่า อยากไปไหว้พระขอพรเพื่อให้จิตใจสงบลงบ้าง น้องเค้าก็พาเราไปที่วัดศรีสุพรรณ แถวถนนวัวลาย เชียงใหม่
 

ครั้งนั้นก็ได้มีโอกาสกราบขอพรองค์พระพิฆเนศ ระหว่างที่นั่งร้องไห้กราบขอพรนั้นก็คิดขอให้ท่านช่วยประทานพรขอให้เรามีวิธีช่วยแม่ปลดหนี้ หรือช่วยให้เราเจอคนที่จะช่วยให้เราปลดหนี้ได้โดยที่เราไม่ต้องไปทำงานที่ไม่ดี
 

หลังจากที่ได้ไปไหว้ขอพร
ผ่านไป 2 อาทิตย์ สิ่งที่เรา
ปราถนาก็สมดั่งใจ 

 

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2011
ค่ำวันนั้นเรากำลังรำเพลงพวงมาลัย และฟ้อนสาวไหม ก็มีนักท่องเที่ยวคนหนึ่งยืนถือกล้องถ่ายวีดีโออยู่มุมเสาของร้าน และยิ้มอย่างพอใจกับการแสดงของเรา 
 

หลังจากโชว์เสร็จ นักท่องเที่ยวคนนั้นก็เลี้ยงดื่มให้เรา และเรียกมาถามว่าเราต้องการกินอาหารอะไรไหม เค้าให้เราสั่งกินดื่มได้เต็มที่เลย เค้าเลี้ยงเพราะพอใจกับการแสดงของเรา 
 

ณ ตอนนั้น รีบเลยค่ะ เปิดเมนูมองหาอาหารที่แพงที่สุด เพราะไม่เคยได้กินอาหารดีๆ แพงๆ พอมีคนจะเลี้ยงก็เลยอยากลิ้มลองรสอาหารอร่อยๆ กับเค้าบ้าง และแล้วก็ได้กินปลานึ่งมะนาวราคา 120฿ (แพงสุดในเมนูตอนนั้น) และยังสั่งอาหารอื่นๆอีก กินจนจะคลานกับไปรำต่อเลยค่ะ แต่ไม่ลืมที่จะขอห่อกลับบ้านด้วย เค้าก็บอกสั่งได้เลยตามสบาย (ว้าว!! คืนนั้นฟลุ๊คมากเจอนักท่องเที่ยวใจดีlaugh)
 

หลังจากนั้นนักท่องเที่ยวคนนั้นก็มาที่ร้านทุกคืนเพื่อมาดูรำไทยของเรา และคืนวันที่ 17 เค้าก็ขอนัดเจอเราตอนกลางวัน เราก็ตกลง เจอกันที่คาร์ฟูรแถวบ้าน แต่มีเพื่อนร่วมงานที่ร้านไปเป็นเพื่อนด้วย 
 

เค้าก็พาไปชอปปิ้ง ให้เราซื้อของได้ตามใจชอบ แต่สิ่งที่เราเลือกตอนนั้น คือพุ่งไปล็อคขายนมกับแพมเพิสก่อนเลยค่ะ ขนใส่รถเท่าที่ดูไม่น่าเกลียด (แค่เกือบเต็มรถเข็น)
 

จากนั้นก็พากันกินข้าวแล้วแยกกันกลับ และแล้วคืนวันที่ 18 เค้าก็ให้ล่ามมาคุยกับเราบอกว่าอยากให้เราลาออกจากงาน เราบอกว่าทำไมเราต้องออกเราต้องหาเงินใช้หนี้ให้แม่เราอีก ล่ามก็บอกว่า เค้าชอบเราและไม่อยากให้เราทำงานที่นั้นแล้ว หากเรามีหนี้สินที่ต้องจ่าย เค้าจะจ่ายให้เองทั้งหมด 
 

ตกใจค่ะ ไม่คิดว่าเค้าจะชอบเราได้ขนาดนั้น แต่ด้วยความที่อยากปลดหนี้ เราก็ตกลงและลาออกจากงาน วันที่ 19 พวกเราเหมารถไปเที่ยวปางช้างลำปาง แต่ตอนที่รถมารับเราตามที่นัดกันไว้ ตอนนั้นเราตัดสินใจพาลูกไปเปิดตัวด้วย ซึ่งเค้าก็ยอมรับลูกเราได้ และบอกว่าเค้าพร้อมจะรักและดูแลเรากับลูก ขอให้เชื่อใจเค้า หลังจากนั้นไม่กี่วันเค้าก็ได้ทำตามที่พูดไว้ นั่นคือการปลดหนี้สินให้แม่เราจนหมด 
 

และก่อนที่เค้าจะกลับประเทศของเค้าก็ได้คุกเข่าขอเราแต่งงาน ซึ่งในการขอครั้งแรกเรายังไม่ตกลงขอเวลาคิดก่อน เพราะกลัวและกังวลว่าจะโดนหลอกแต่งงานไปขายเหมือนที่เคยอ่านเจอในข่าว
 

พอครั้งที่2 เค้าใกล้จะกลับแล้วก็มานั่งคุกเข่าร้องไห้ ขอแต่งงานอีกครั้ง เราก็ดูมาเกือบ 2 เดือนระยะเวลาที่คบกัน เค้าไม่เคยล่วงเกินเราเลย ถึงแม้เค้าจะช่วยปลดหนี้แม่เราหลักแสน พาช็อปปิ้ง พาเที่ยว แต่ก็ไม่เคยคิดจะล่วงเกินทำไม่ดีกับเรา
 

เราจึงยอมตกลงแต่งงานด้วย เค้าก็กลับประเทศเพื่อไปยื่นเรื่องขอเอกสาร มาแต่งงานกับเราที่เมืองไทย จนเวลาผ่านไป เราและลูกก็ได้ทำเรื่องไปอยู่กับเค้าที่เยอรมัน 
 

จนถึงตอนนี้ก็ 4 ปีแล้วที่เราแต่งงานกับเค้า และตอนนี้ลูกเราก็ได้สัญชาติเยอรมัน ด้วยการจดทะเบียนรับรองบุตรบุญธรรมจากสามีเยอรมันของเรา ทุกวันนี้เธโอ ก็เรียนและใช้ชีวิตอยู่เยอรมัน และทุกๆปี พวกเราก็จะกลับมาเยี่ยมยายของเธโอ ชีวิตของพวกเราถึงแม้จะล้มลุกคลุกคลานไม่ได้เพอร์เฟค ราบรื่น แต่ด้วยความคิดที่ไม่ย่อท้อ และคิดกตัญญูกับแม่ของเราทำให้ชีวิตเราไม่ตกอับ เราเชื่อแบบนี้ถึงแม้จะเจอเรื่องอะไรเข้ามาทดสอบชีวิตของเราอีก แต่สิ่งเดียวที่เราจะปกป้องคือแม่และลูกของเรา ขอแค่ทั้ง 2 คนนี้ มีความสุขก็เท่ากับเราได้รับความสุขไปกับพวกเค้าแล้ว 
 

เรื่องราวช่วงชีวิตที่เราเจอมา ก็มีมากมายจนเล่าไม่หมด ทั้งปัญหาเรื่องการปรับตัวและภาษาความคิดกับสามีก็ทำให้มีทะเลาะกันบ้าง เรื่องแม่สามีก็มีไม่ต่างกับลูกสะไภ้กับแม่สามีคนไทย แต่เราก็สู้กับปัญหาเหล่านั้น ณ วันนึ้เรากลับมาพักผ่อนกับลูกที่เมืองไทย อาทิตย์หน้าพวกเราก็จะกลับเยอรมันกันแล้ว กลับไปต่อสู้ชีวิตกันต่อไป ทุกวันนี้มีความสุขที่ลูกได้กินอิ่มนอนหลับสบาย แม่อย่างเราก็พอใจมากแล้ว
 

เราไม่เคยสอนลูกให้เกลียดพ่อแท้ๆ ของเค้า
เพราะไม่อยากให้ลูกมีบาปทางความคิดติดตัว

 

ถ้าลูกโตจนรู้ความมากกว่านี้ ถึงตอนนั้นเค้าก็เข้าใจพอที่จะรับรู้ถึงเรื่องราวความหลังของพ่อกับแม่ และเราก็จะสอนลูกว่าอย่าเอาอย่างในสิ่งที่ไม่ดีที่พ่อเคยทำไว้ 
 


ขอบคุณข้อมูลจาก สมาชิกPakkyNanny เว็บไซต์http://pantip.com/topic/34571529

เรียบเรียงใหม่โดย Thaijobsgov