นี่แหละการนัดสัมภาษณ์งานยุค2015



ถ้าพูดถึงการสัมภาษณ์งาน หลายคนมักจะมีความเข้าใจไม่กี่อย่างในหัว … แต่งตัวเนี้ยบเรียบร้อย, มีความคาดหวังสูงว่าจะได้เข้าทำงาน และอีกหลายอย่างที่จำมาจาก "เสียงของคนส่วนใหญ่ที่เคยประสบพบเจอมาก่อน" 
 

เดี๋ยวนี้มีหลายอาชีพหลายงานผุดขึ้นมากมายในโลก จึงไม่แปลกที่การรับสมัครงานและการนัดสัมภาษณ์งานก็จะเปลี่ยนไปบ้างเช่นกัน อะไรที่คุณเคยได้ยินมา เคยอ่านตำรามา ถึงเวลาที่ต้องปรับเปลียนความเข้าใจเสียแล้วแหละ 
 


rexfeatures_3310052a_candidate_experience_job_interview

ภาพประกอบจาก www.personneltoday.com


ยืดหยุ่นกันบ้าง บางทีแล้วการนัดสัมภาษณ์งานไม่มีสูตรตายตัวเสมอไป 
1. การสัมภาษณ์งานบางแห่งเขาคิดคำถามสด ไม่มีการเตรียมคำถามมาล่วงหน้า
ส่วนมากการสัมภาษณ์ในลักษณะนี้จะเป็นงานที่ไม่มีความเป็นทางการมาก (เช่น บริษัทเป็นแค่โฮมออฟฟิศเล็กๆ, ไม่มีความจำเป็นต้องมียูนิฟอร์มการทำงาน, ไม่มีกำหนดงานที่ตายตัว) คล้ายกับการสัมภาษณ์ผู้เข้าประกวดเรียลลิตี้ทีวีโชว์ ข้อดีคือลดช่องว่างระหว่างกรรมการกับผู้เข้าสัมภาษณ์ ทำให้คุ้นเคยกันมากขึ้น รู้จักกันมากขึ้น สามารถพูดคุยกันในบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติดี แต่ข้อเสียก็คือ ความเป็นกันเองนี่แหละ บางทีก็ทำให้ต่างฝ่ายต่างไม่รู้ขอบเขต กรรมการไม่แสดงภาพลักษณ์ที่มีความเป็นมืออาชีพมากพอ ตัวผู้เข้าสัมภาษณ์ไม่มีโอกาสได้แสดงความสามารถได้อย่างมีมาตรฐานเท่าที่ควร

 

2. การสัมภาษณ์งานบางแห่ง/บางตำแหน่ง ลืมแพทเทิร์นการแต่งเนี้ยบไปได้เลย
ส่วนมากจะเป็นบริษัทที่มีสายงานเชิงศิลปิน ไม่เป็นทางการมาก เช่น งาน บก.นิตยสาร, กราฟฟิคดีไซน์ งานที่ต้องออกพื้นที่ ออกกลางแจ้ง เช่น กรรมกร, คนสวน, คนคุมเครื่องเล่นหวาดเสียว เขาจะไม่จำกัดว่าคุณจะต้องใส่สูทสวมสแลค หรือใส่เชิ้ตสวมกระโปรงเท่านั้น แต่กระนั้นก็อย่าลืมนิยาม
"ความสุภาพ" ด้วยตัวเอง 

 

มันยังพอโอเคถ้าคุณจะสวมกางเกงยีนส์ขายาว, เชิ้ตมีลวดลาย, รองเท้าผ้าใบ ดูแลความสะอาดตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่ถ้าลากแตะหูคีบ, กางเกงขาดๆ, เสื้อยับยู่ยี่ นั่นมันก็เกินไปหน่อย จะติดต่องานทั้งที บุคลิกก็ควรเป็นไปในทางให้เกียรติตนเองและให้เกียรติผู้อื่นที่มองเห็นด้วย
 

3. บางคำถามฟังดูคนละขั้วกับงาน ไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไร
ถ้าคุณถูกยิงคำถามที่ค่อนข้างนอกเรื่องงาน ทำให้ไขว้เขว ตั้งสติดีๆ ค่อยๆ คิด ค่อยๆ เรียบเรียงเป็นคำพูด นั่นอาจเป็นคำถามสำคัญที่ทดสอบอะไรบางอย่างในตัวคุณ เช่น ทัศนคติ, การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และบางทีมันก็เป็นตัวชี้วัดตัวสำคัญเลยว่าคุณมีความพร้อมพอที่บริษัทจะรับคุณเป็นตัวจริงรึเปล่า?

 

4. การโทรไปเลื่อนนัดเป็นเรื่องที่น่าเกลียดน้อยกว่าเบี้ยวนัดโดยไม่บอกกล่าว
ไม่ใช่เรื่องน่าเกลียดแต่อย่างใดถ้าตกลงกันแต่แรกแล้วว่ามีนัดวันไหน แต่คุณจำเป็นต้องเลื่อนไปเพราะมีเหตุจำเป็น HRใช่ว่าจะรอคอยแต่คุณเพียงคนเดียวสักหน่อย แต่กระนั้น คุณจำเป็นต้องเลื่อนไปวันไหน ด้วยเหตุใด หรือขอยกเลิกการสัมภาษณ์ก็ควรติดต่อกลับฝ่ายบุคคลเพื่อแจ้งให้เขาทราบสักหน่อย การเงียบไปดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่บางบริษัทไม่ได้ใจดีอย่างที่คุณคิดนะจ๊ะ เขาอาจเลือกที่จะทำแบล็กลิสต์คุณไว้ก็ได้

 

5. สัมมาคารวะยังเป็นสิ่งที่จำเป็น
ต่อให้กรรมการเป็นคนรุ่นเดียวกัน มีความเป็นกันเองมากเพียงใด ก็อย่าลืมวัฒนธรรมอันดี "ไปลามาไหว้" และการพูดจาแบบรู้กาลเทศะ รู้อาวุโส ตราบใดที่ยังไม่ได้เป็นครอบครัวเดียวกัน ก็ควรสร้างความประทับใจด้วยมารยาทอันดีเข้าไว้ อย่าเพิ่งตีสนิทไปก่อน

 

6. ตัวอย่างผลงานยังเป็นเรื่องที่สำคัญ
ยิ่งเป็นสายงานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะ เช่น งานเขียน, งานออกแบบ ควรพกแฟ้มผลงานติดตัวไว้เสมอแม้จะในภายหลังกรรมการจะสัมภาษณ์โดยไม่ดูมันเลยก็ตาม กันไว้ดีกว่าแก้ เตรียมไว้ดีกว่าขาด มันเป็นจุดขายอย่างหนึ่งของตัวคุณเชียวนะ

 

7. การสัมภาษณ์งานบางแห่งไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสัมภาษณ์ตัวต่อตัว

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลไปมากกว่าที่คิด เดี๋ยวนี้บางบริษัทก็เลือกที่จะสัมภาษณ์ผ่านระบบออนไลน์ด้วยskype, line, facetime แต่เพราะการพูดคุยแบบตัวต่อตัวมันทำให้สัมผัสนิสัยของผู้สัมภาษณ์และบรรยากาศการพูดคุยได้ดีกว่า การสัมภาษณ์ในลักษณะนี้จึงยังไม่เป็นที่นิยมมาก หรือถ้ามี ส่วนใหญ่ก็ยังจะไม่รับคนในทันทีทันใด ยังต้องมีบททดสอบด่านต่อไปอีก
 

8. ไม่ต้องกลัวหลงทาง เพราะแผนที่เดี๋ยวนี้อิงตามGoogle Map
อยากรู้อะไร ถามกูเกิ้ลล่วงหน้า เส้นทางการเดินทางก็เช่นกัน เดี๋ยวนี้คุณสามารถเสิร์ชหาโลเคชันของออฟฟิศที่จะไปสัมภาษณ์ได้ด้วยGoogle Map ที่จะชี้พิกัดให้คุณเห็นไปเลยว่าบริเวณใกล้เคียงมีอะไรบ้าง แลนด์มาร์คสำคัญคืออะไร 

 

แต่อย่างไรก็ตาม การโทรถามเส้นทางจากHRโดยตรงก็ยังเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุด เพราะบางครั้งออฟฟิศที่เราจะไปสัมภาษณ์งานนั้นเป็นออฟฟิศเพิ่งตั้งใหม่ หรือในGoogle Mapเป็นข้อมูลมั่ว ไม่อัพเดทพอ