ใกล้สิ้นปีแล้ว หลายคนก็น่าจะหาทางซื้อประกันชีวิตบ้าง ซื้อกองทุน LTF หรือ RMF บ้าง เพื่อหวังจะเป็นตัวช่วยในการลดหย่อนภาษี โดยเฉพาะ LTF ที่เป็นที่นิยมกันเป็นอย่างมากในปัจจุบัน แต่สำหรับบุคคลทั่วไปที่เป็นมือใหม่ในตลาดการลงทุน อาจจะมีคำถามว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าควรลงทุนใน LTF ตัวไหนมากกว่ากัน ถ้าคุณกำลังมีคำถามคาใจข้อนี้อยู่ เราจะมาเฉลยให้ฟังด้วยการดูสถิติย้อนหลังเพื่อเปรียบเทียบ LTF ที่มีผลตอบแทนจากมากไปน้อย 20 อันดับกันไปเลย
ก่อนอื่นมาพิจารณากันก่อนว่าจะต้องใช้อะไรบ้างในการช่วยตัดสินใจก่อนการเลือกซื้อกองทุน LTF ซึ่งเป็นหลักการที่อ้างอิงมาจาก Mr.Messenger ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน มีข้อมูลดังต่อไปนี้เลยค่ะ
1. ดูผลตอบแทนระยะยาว
ยิ่งกองทุนเปิดมานานเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีอดีตให้เราได้ศึกษามากขึ้นเท่านั้น การศึกษาในระยะยาวที่ว่านี้ต้องดูแบบ 3 ปี หรือ 5 ปี ไปเลย จากนั้นจึงคัดเลือกแค่เพียง 20 กองแรกที่มีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 5 ปีดีที่สุดมาวิเคราะห์กันต่อ
2. ดูผลตอบแทนระยะสั้น
นอกจากดูระยะยาวแล้ว ก็ต้องสนใจผลตอบแทนในระยะสั้นควบคู่ไปด้วย และแม้ว่าช่วง3 เดือน 6 เดือน ที่ผ่านมานี้ กองทุนไทยจะไม่ค่อยเห็นผลตอบแทนในแดนบวกสักเท่าไร เราก็สามารถเรียงดูผลตอบแทนของกองทุนที่ช่วงติดลบระยะสั้นแทนก็ได้ วิธีนี้จะช่วยให้เราเห็นภาพชัดขึ้นเมื่อรวมกับผลตอบแทนในระยะยาวจากข้อ 1
3. ดูผลตอบแทนเปรียบเทียบความเสี่ยง
ที่นิยมใช้กันก็คือ Sharpe Ratio ซึ่งหากค่า Sharpe Ratio นี้ยิ่งมากก็ยิ่งแปลว่า ผลตอบแทนคุ้มกับความเสี่ยง ดังนั้น เวลาดูว่ากองไหนดีกว่ากองไหน ก็ให้ดูกองทุนที่มีค่า Sharpe Ratio สูงกว่าด้วย โดยเฉพาะในช่วงระยะยาว
4. ดูนโยบายการลงทุน
หลังจากเรียงลำดับผลตอบแทนจาก 3 ข้อข้างต้นได้แล้ว คุณอาจจะมีกองทุนในใจสักประมาณ 5 กอง ขั้นตอนต่อไปก็คือ การศึกษาต่อว่านโยบายการลงทุนของแต่ละกองเป็นอย่างไร ลงทุนในหุ้นประเภทไหน ค่าธรรมเนียมแพงหรือไม่ หรือเหมาะสมกับเรามากแต่ไหน ก่อนที่จะต้องเลือกลงทุนกับมันไปอย่างยาวนานหลายปี
ซึ่งเมื่อนำเอาทั้งหมดมาผูกเข้าด้วยกันแล้วก็จะได้อันดับของกองทุน LTF ที่น่าซื้อ 20 อันดับ ดังต่อไปนี้ค่ะ
ขอยกตัวอย่างกองทุนดังๆมาเป็นข้อมูลกันสักเล็กน้อย เริ่มจาก
กองทุน B-LTF
เป็นกองทุนที่มีผลการดำเนินงานย้อนหลังในรอบ 5 ปีค่อนข้างดี เพราะด้วยนโยบายการเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง บวกกับการที่กองทุนมีอัตราการเปลี่ยนแปลงหุ้นในพอร์ตไม่สูง ทำให้กองทุนสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้ดีและมีความผันผวนค่อนข้างต่ำกว่ากองทุนอื่นๆ
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบการลงทุนสไตล์หุ้นพื้นฐานดี ราคาไม่แพง ความผันผวนต่ำ และหาซื้อได้สะดวกที่ธนาคารกรุงเทพ B-LTF น่าจะเป็นตัวเลือกอันดับแรกของคุณเลยค่ะ
กองทุน CG-LTF
เป็นกองทุนที่มีนโยบายเลือกหุ้นในบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานและธรรมภิบาลที่ดี มีแนวโน้มที่จะเติบโตได้ดี อย่างไรก็ตาม กองทุน CG-LTF ค่อนข้างจะมีการซื้อขายเปลี่ยนแปลงหุ้นค่อนข้างบ่อย มีความผันผวนสูง ในขณะเดียวกัน ก็ให้ผลตอบแทนที่ดีมากหากคุณเข้าถูกจังหวะ
หากคุณอยากได้พอร์ตที่ค่อนข้างปรับตัวได้เร็ว มีการทำ Market timing หน่อยๆ และสามารถรับความผันผวนระหว่างการลงทุนได้สูง เพื่อผลตอบแทนที่ดีมากขึ้น CG-LTF น่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับคุณ
[ads]
กองทุน P-LTF
เป็นกองทุนที่ทำผลงานได้ดี โดยจะเน้นลงทุนในหุ้นขนาดค่อนข้างใหญ่ มีปัจจัยพื้นฐานดี และมีแนวโน้มที่จะโตได้ในระยะยาว กองทุน LTF กองทุนนี้จะเน้นถือหุ้นระยะยาว แต่หุ้นบางส่วนจะมีการปรับกลยุทธ์ให้เป็นไปตามธีมของตลาดหุ้นด้วยในบางครั้ง และถ้าตลาดมีความผันผวนมาก ๆ กองทุนก็จะปรับตัวไปเลือกหุ้นพื้นฐานดี เพื่อลดความผันผวนลง
หากใครชอบกองทุนที่ไม่ค่อยผันผวนเท่าไหร แต่ได้ผลตอบแทนที่ดี ก็เหมาะอย่างยิ่งที่จะเลือกกองทุน PLTF เป็นอันดับ 1 อีกทั้งยังเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการซื้อกองทุนอย่างสม่ำเสมอด้วย
จะเห็นได้ว่าเราไม่สามารถพิจารณาเฉพาะเรื่องของผลตอบแทนเพียงอย่างเดียวได้ เพราะแต่ละกองทุนแต่ละกองก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป บางกองทุนผันผวนน้อย บางกองทุนผันผวนมาก หรือบางกองทุนก็มีความสะดวกซื้อแตกต่างกันออกไป ดังนั้น คุณจะเลือกซื้อกองทุนแบบไหน ก็คงขึ้นอยู่กับคุณแล้วละค่ะ ว่าชอบแบบไหนมากกว่ากัน
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก finnomena.com
เรียบเรียงข้อมูลโดย ThaiJobsGov.com
[ads=center]
