ชีวิต slowlife เป็นชีวิตที่ใครก็ปรารถนาในยุคนี้ มันเป็นชีวิตที่เราเก๋ได้โดยไม่ต้องแข่งขันให้มาก ไม่ต้องรีบร้อน พอมีพอกิน มีความสุขตามอัตภาพ
แต่ … หลายคนมักจะเข้าใจผิดว่า slowlife คือการทิ้งชีวิตมนุษย์เงินเดือน แล้วมาเป็นนายของตัวเอง
หลายคนมักจะเข้าใจผิดว่า slowlife คือการทำเท่ให้คนอื่นเห็น ให้คนอื่นได้อวยว่าเจ๋งที่สุดแล้ว
น้อยคนนักที่จะเข้าใจว่า slowlife คือการใช้ชีวิตแบบมีสติและมีความสุข
โดยไม่จำเป็นต้องทิ้งส่วนใดส่วนหนึ่งของชีวิตไป
น้อยคนนักที่จะเข้าใจว่า slowlife คือการพึงพอใจในสิ่งที่มีอยู่เดิม
ลองดูนิยามและตัวอย่างชีวิต slowlife จากกระทู้ เมื่อผมยอมลดเงินเดือนตัวเองลง10% เพื่อจะได้มาทำงานที่เชียงใหม่ เพราะอยากใช้ชีวิตแบบSlow life กับมอไซค์คู่ใจ ของคุณ p_rapeephan ( http://pantip.com/topic/34268340) เผื่อว่าใครกำลังลังเลว่าจะยอมกลับบ้านเกิดทั้งที่รู้เต็มอกว่าต่างจังหวัดเงินเดือนน้อยกว่าเมืองหลวงรึเปล่า? slowlifeในต่างจังหวัดเป็นไปได้หรือไม่?
นิยามของ slowlife ในกระทู้นี้
อย่างที่เกริ่นไปแต่ต้นว่า slowlife ก็คือการใช้ชีวิตอย่างมีสติ ไม่ใช่เชื่องช้าเนิบนาบ มีความสุขตามอัตภาพ
ความคิดเห็นที่ 7-2 อธิบายไว้ว่า
"สำหรับเรา ความหมายตรงตัว
Sow life ชีวิตที่ไม่เร่งรีบ ไม่แข่งขัน (กับเวลา ผู้คน รถติด) การมีเวลาได้อยู่กับคนที่รัก กับสิ่งที่รัก การดื่มด่ำกับสิ่งรอบตัว มีเวลาว่างจากการทำงาน การจราจรบนท้องถนน การเบียดเสียดบนรถประจำทาง บีทีเอส การไม่ต้องรีบกินรีบซื้อในช่วงพักกลางวัน
ข้อเสีย รายได้อาจจะน้อยลง (แต่การได้กลับมาอยู่บ้านตัวเองทำให้ค่าใช้จ่ายลดลง)
ข้อดี มีเวลาว่างให้ตัวเอง ให้คนที่เรารักมากขึ้น ความเครียดน้อยลง
อันนี้ความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ นะคะ
Slow life ไม่ใช่การไปนั่งจิบกาแฟชิคๆ แต่เป็นการได้ใช้ชีวิตในจังหวะที่ช้าลง เลยมีเวลาทำอะไรได้มากขึ้น"
ในขณะที่ความคิดเห็นที่ 9 ความคิดเห็นที่ 28 ความคิดเห็นที่ 41 ก็ให้น้ำหนักว่าการได้ใช้ชีวิตใกล้พ่อใกล้แม่ ได้ทานอะไรที่อร่อย ๆ เยอะ ๆ ถูก ๆ สุขภาพจิตดีขึ้นแน่นอน มีความสุขที่สุดแล้ว
ความคิดเห็นที่ 9
"ได้ทำงานใกล้บ้าน ออกห่างเมืองหลวงที่แออัด เงินเดือนลดลง10% แต่สุขภาพจิตเพิ่มขึ้นมากแน่ๆ อยู่เชียงใหม่รักการขี่2ล้อ เดี๋ยวได้งอก(ยืมสำนวนจักรยานมา)คันใหม่หลายๆแนวอีกแน่ครับ"
ความคิดเห็นที่ 28
"เชียงใหม่ อาหารการกินถูกๆ จานละ 20-25 บาท มีเยอะแยะ หรือจะกินบุฟเฟ่มื้อละพันกว่าแบบกรุงเทพฯ ก็มี อยู่ที่ตัวเราเลือกจะใช้ชีวิตอย่างไร
ยินดีด้วยครับที่ได้กลับมาทำงานและใช้ชีวิตตามแนวที่ชอบ ที่บ้านเกิด เพื่อนรุ่นน้องก็มีกลุ่มที่ชอบท่องเที่ยวด้วยมอเตอร์ไซด์แบบ จขกท. เห็นเที่ยวกันแทบทุกอาทิตย์ มีความสุขมากครับ"
ความคิดเห็นที่ 41
"คล้ายๆกัน ผมเคยอยู่ กทม ก็รายได้ดี ไปทำงานรถติดเช้า 1-2ชั่วโมง เย็นอีก 1 ชั่วโมง กลับเชียงใหม่ไปทำงาน 5-15 นาที เงินเดือนไม่เยอะ เจอหน้าพ่อแม่บ่อยขึ้น แค่นี้ก็มีความสุขละครับ รายได้ลดลง ก็ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นสบายๆชิลๆ หากินก็ง่าย ของกินเยอะ อร่อย ถูก ที่สำคัญที่ผมไม่ยอมกลับไปทำงาน กทม ก็เพราะผมชอบปั่นจักรยานเสือภูเขา เข้าป่าแบบดาวน์ฮิล สนุกสุดๆ กทม คงไม่ตอบโจทย์ หรือจังหวัดไหนก็คงไม่ตอบโจทย์เท่าที่นี่ สำหรับผม"
ส่วนนิยามคำว่า slowlife ของเจ้าของกระทู้ได้กล่าวไว้ว่า
"Slow life ในแบบของผมคือ ไม่ต้องรีบตื่นแต่เช้า ไม่ต้องกลับบ้านดึกดื่น มีวันหยุดมากขึ้น เดินทางไปไหนมาไหน ไม่ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง(ยกเว้นไปเที่ยว) มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น ทุกอย่างรอบตัวดูรีบเร่งน้อยลง
การทำงานก็ไม่หนักเท่าที่เดิม เพราะที่เก่า ผมต้องรับผิดชอบคนเดียว ทำคนเดียว แต่ที่ใหม่ ผมมีลูกน้องช่วยทำ ได้เพื่อนร่วมงาน,ลูกน้องและหัวหน้าที่ดี แค่นี้ก็มีความสุขแล้วครับ"
และนี่ก็คือตัวอย่าง slowlife โดยเจ้าของกระทู้ ![]()
——————————–
จริงๆบ้านเกิดผมก็อยู่เชียงใหม่ หลังจากเรียนจบ ก็ทำงานแถวๆบ้านอยู่พักหนึ่ง
ทำงานไปสักพัก ก็อยากมีรายได้ที่สูงขึ้น จึงต้องจากบ้านมาทำงานในเมืองกรุง
ซึ่งรายได้ก็ดีจริง แต่ไม่ค่อยถูกจริตกับ Life style ของตัวเองสักเท่าไหร่
เพราะเป็นคนชอบขี่มอไซค์ขึ้นป่าขึ้นเขาสัมผัสธรรมชาติในวันหยุด
ก็มาทำงานที่แถวเขตใกล้ๆเมืองหลวงได้ประมาณเจ็ดปี ก็รู้สึกเริ่มเบื่อชีวิตแบบนี้
จึงเริ่มมองหางานใหม่ ตั้งใจอยากจะกลับไปทำงานแถวๆบ้าน แล้วก็เหมือนโชคชะตาจะเข้าข้าง
เริ่มหางานในเว็บงานต่างๆวันแรกก็เจองานที่เค้ารับคนที่มีคุณสมบัติตรงกับผมเลย
แล้วก็ถูกใจผมด้วย เพราะที่ทำงานใกล้บ้านมาก ห่างแค่ 8 กม. ขับรถหรือขี่รถไปแค่สิบนาทีก็ถึง
ไม่รอช้า ส่ง Resume ไปทันที ไม่ทันข้ามวัน บริษัทติดต่อให้ไปสัมภาษณ์ทันที
ก็ได้สัมภาษณ์โดยตรงกับประธานบริษัทและกรรมการบริษัทที่เป็นคนญี่ปุ่น
การสัมภาษณ์ก็ผ่านไปด้วยดี ไม่มีอะไรติดขัด ติดอยู่เรื่องเดียว และเป็นเรื่องสำคัญมาก
นั่นก็คือเรื่องเงินเดือนของผม ประธานเค้าก็พูดตรงๆว่า เงินเดือนที่ผมได้อยู่ในบริษัทปัจจุบัน
มันสูงเกินกว่าโครงสร้างที่บริษัทเค้าจะให้ได้ แถมยังมาพูดกดดันผมอีกว่า คุณรู้ไม๊
ที่บริษัทผมในตอนนี้ ไม่มีคนไทยคนไหนได้เงินเดือนเท่านี้มาก่อน คุณต้องเข้าใจนะ
ว่าที่นี่เป็นต่างจังหวัด ไม่ใช่เมืองหลวง
ผมก็ตอบไปตามตรง ว่าข้อนี้ผมเข้าใจดี ผมยอมลดเงินเดือนลง 10% จากที่ได้อยู่ในปัจจุบัน
(เพราะผมคำนวณก่อนไปสัมภาษณ์แล้วว่า ถึงเงินเดือนจะลดลง 10% แต่การที่กลับไปอยู่บ้าน
ก็ทำให้ค่าใช้จ่ายต่างๆลดลงเยอะ เช่น ค่าเช่าอพาร์ตเมนต์, ค่าตั๋วเครื่องบินกลับบ้านเดือนละครั้ง,
ค่าน้ำมัน,ค่าอาหาร เพราะอยู่บ้านแม่ทำให้กิน ฯลฯ) รวมๆแล้ว รายได้ที่ลด ก็พอๆกับค่าใช้จ่ายที่ลดลงไป
ทำให้เงินที่เหลือในแต่ละเดือนก็เท่าๆเดิม
ประธานก็ทำท่าคิดหนัก ยังมาพูดกดดันต่ออีกว่า ถึงลดลง 10% ก็ยังสูงกว่าโครงสร้างเราอยู่ดี
เค้าก็พูดดีนะว่า ไม่ใช่ว่าเราให้คุณไม่ได้นะ แต่ก็ต้องนึกถึงคนอื่นๆที่เค้าอยู่มาก่อนคุณ
มันค่อนข้างจะกระทบโครงสร้างของบริษัทเราพอสมควร ผมก็เลยพูดตรงๆไปอีกว่า
ผมลดลงได้แค่นี้ล่ะครับ โปรดพิจารณาด้วย เค้าก็เลยบอกว่าขอคิดดูก่อน แล้วจะให้คำตอบ
ภายในหนึ่งสัปดาห์
หลังจากนั้นแค่สองวัน ทางบริษัทก็ติดต่อกลับมาว่า ผมจะเริ่มงานได้เมื่อไหร่?
ผมจึงเริ่มกลับมาวางแผนการใช้ชีวิตกับการกลับมาทำงานที่บ้านเกิดอีกครั้ง
อย่างแรกเลยคือการทำตามความฝัน ที่อยากจะขี่มอไซค์ท่องเที่ยวแบบธรรมชาติช่วงวันหยุด
จริงๆก็เคยขี่มาหลายแนว ทั้งแบบช็อปเปอร์ (Yamaha Viraco 400cc) แบบ Naked bike (SF400,XJR400)
แบบ Classic (SR400) , แบบ Racing (Honda VFR400) มาครั้งนี้เลยต้องมานั่งคิดดูว่า
จะเอารถอะไรดี โดยตั้งโจทย์ว่า เหมาะแก่การลุยๆ ขึ้นป่าขึ้นเขา, แรงดี, ประหยัดน้ำมัน,ความเร็วพอได้,
ดูแลรักษาง่าย หลังจากหาข้อมูลมาพอสมควร สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่าจะเอารุ่นนี้
เนื่องจากผมรู้นิสัยตัวเองดีว่า วันข้างหน้า อาจจะเปลี่ยนแนวไปเป็นรถแบบ Adventure อีก
ครั้งนี้เลยมองหาแค่รถมือสองสภาพดีๆสักคัน เพราะนอกจากจะประหยัดเงินไปเกือบครึ่งแสนแล้ว
ก็ไม่ต้องมารอรันอิน, รอทะเบียนอีก ว่าแล้วก็จัดคันนี้มา
ได้รถปุ๊บ พาไปลองที่บ้านแม่กำปองก่อนเลย
หลังจากกลับมาทำงานที่บ้านได้หนึ่งประมาณหนึ่งเดือน ผมก็พาเจ้าหนูแดงตระเวนเที่ยวไปยังที่ต่างๆที่ยังไม่เคยไป
สัปดาห์ถัดมาจากบ้านแม่กำปอง ผมก็ลุยต่อไปยังวัดเฉลิมพระเกียรติ อ.แจ้ห่ม ลำปาง
ระยะทางจากเชียงใหม่ประมาณ 110 กม. โดยใช้เส้นทางเดียวกับบ้านแม่กำปอง ทะลุออกไปทาง
อุทยานแจ้ซ้อน ลำปาง ทางแคบและชันใช้ได้ แต่ธรรมชาติสวยงามมาก
มุมมองจากวัด เหมือนอยู่บนเครื่องบิน
ข้างบนวัด วิวสวยจริงๆ
สังคมก้มหน้านี่ไปทุกที่จริงๆ
เจ้าหนูแดงคู่ใจ ไปได้ทุกที่ ที่มีทาง
ไม่แน่ใจว่าจะเป็นกุฏิพระที่วิวสวยที่สุดรึเปล่า?
ฝรั่งสาวสามคน ขี่มอไซด์มาเที่ยวกันเอง เก่งจริงๆ
เห็นวิวแล้วหายเหนื่อยจริงๆ
ชิลๆแบบ Slow life
สัปดาห์ดถัดมา ก็ไป Unseen ต่อที่อำเภอเวียงแหง
เป็นอำเภอเล็กๆเงียบสงบ ที่อยู่ติดชายแดนพม่า ระยะทางร้อยกว่ากืโลจากเมืองเชียงใหม่
แต่วิวสองข้างทางสวย และเหมาะแก่การขี่มอไซค์จริงๆ
วิวสองข้างทางสวยจริงๆ
การเดินทางยังไม่สิ้นสุดครับ เสาร์นี้ว่าจะไปอำเภอกัลยาณิวัฒนาต่ออีก ยังมีอีกหลายที่ ที่อยากไป
——————————–
หวังว่ากระทู้นี้คงจะเป็นแรงบันดาลใจให้มนุษย์เงินเดือนหลายคนได้คิดและเปิดมุมมองใหม่ของคำว่า slowlife ได้บ้าง เข้าไปอ่านรายละเอียดอื่น ๆ ได้ที่ >>> http://pantip.com/topic/34268340/
ขอบคุณข้อมูลจาก สมาชิก p_rapeephan เว็บไซต์ http://pantip.com/topic/34268340
เรียบเรียงโดย Thaijobsgov
























