พอล ภัทรพล คือนักแสดงชื่อดังที่หายหน้าหายตาไปจากวงการบันเทิงเสียนาน ปัจจุบันเขาเกษียณตัวเองแล้ว และแม้ว่าจะไม่ได้ทำงานเหมือนอย่างคนปกติทั่วไป แต่เขาก็มีเงินที่เรียกว่า “Passive income” เข้ามาอย่างต่อเนื่องทุกเดือน และก็มากพอที่จะทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตได้ตามที่ต้องการ เที่ยวรอบโลกปีละหลายครั้งได้ตามใจ หรือดูแลเด็กในมูลนิธิได้หลายร้อยคน เขาทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร ลองมาหาคำตอบกันค่ะ
"พอล" เริ่มต้นว่า ผมเป็นคนอยากเกษียณเร็วตั้งแต่อายุยังน้อย และต้องการมีเงินก้อนให้ให้เยอะที่สุด ผมจึงทำงานค่อนข้างหนักในช่วงก่อนหน้านี้ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งเราก็ต้องมองหาอะไรที่มั่นคงและรายได้ดี หลังจากนั้นผมก็เฟดมาทำธุรกิจส่วนตัวแต่ก็ยังรับทำรายการทีวีควบคู่ไปด้วย ระหว่างทางก็มีการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ และเข้าหุ้นกับเพื่อนทำบริษัทยา
"จุดเปลี่ยนของผมคือ ผมคิดว่าหนทางที่จะเกษียณได้เร็วขึ้นนั้นจะต้องมาจากเงินไหลไม่ใช่เงินเก็บ หรือ Passive Income คือเรามีเงินไหลเข้ามาในลักษณะนี้ตลอดชีวิตโดยที่เราไม่ต้องทำอีกแล้วมันจึงเรียกว่า "อิสรภาพทางการเงิน" ทำให้เรามีเวลาและได้ใช้เงินในช่วงเวลาที่เรายังแข็งแรง "
พอลแบ่งวิธีสร้าง Passive Income ออกเป็น 6 วิธี คือ ด้วยสินทรัพย์ทางการเงิน (Finance Assets) ด้วยสินทรัพย์ทางปัญญา (Intellectual Assets) ด้วยอินเทอร์เน็ตมาร์เก็ตติ้ง (Internet Marketing) ด้วยอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) ด้วยการซื้อแฟรนไชส์ (Franchise) และด้วยธุรกิจเครือข่าย (Network marketing)
ส่วนพอร์ตลงทุนของพอลในตอนนี้ แบ่งออกเป็นตลาดทุน 50% และอสังหาริมทรัพย์ 50% โดยในตลาดทุนนั้นจะเน้นการลงทุนในกองทุนที่มีปันผลอัตราผลตอบแทนประมาณ 7 – 9% ส่วนตลาดหุ้นจะเน้นหุ้นปันผลมากกว่าหุ้นเก็งกำไร และรีวิวการลงทุนประมาณไตรมาสละ 1 ครั้ง เพื่อปรับพอร์ตการลงทุนตามเศรษฐกิจที่ผันแปรไป โดยมีผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดทุนอยู่ราว 20 – 30% ต่อปี
"การเกษียณของผมไม่ใช่การอยู่บ้านเฉยๆ นอนกินดอกเบี้ย แต่การเกษียณของผม คือ การได้ชีวิตตามที่อยากใช้ อยากเป็น เพื่อมีความสุขกับการชีวิตอย่างมีอิสระ แม้จะเกษียณผมก็ยังทำงานได้ เพียงแต่ผมไม่ได้ทำงานเพื่อเงินแล้วเท่านั้น ผมทำงานเพราะมันเป็นงานที่ทำให้ผมมีความสุข เกษียณก็คือการมีอิสระในการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องการหารายได้นั่นแหละ"
[ads]
"ถ้าถามผมว่าวันนี้ผมเกษียณหรือยัง ผมตอบได้เลยว่า “ใช่” ผมมีอิสรภาพทางการเงินแล้ว และแน่นอนว่าเงินที่ได้นั้นมาจาก Passive Income ผมมีความสุขมีเวลาว่างให้กับคนในครอบครัว ได้ท่องเที่ยว ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และไม่ลืมที่จะให้อะไรกลับคืนสังคมด้วย ผมมองว่าการให้การศึกษาเด็กๆนั้นมีประโยชน์ ผมจึงรับอุปการะและให้ทุนการศึกษาเด็กมาเรื่อยๆซึ่งตอนนี้ก็ยังดูแลอยู่ประมาณ 15-20 คน ในความคิดผมนะคนที่มีบุญนั้นต้องมี 5 ข้อคือ 1.มีเงินใช้อย่างไรกังวล 2.มีเวลาได้ใช้ 3.ได้ใช้มันตอนแข็งแรง 4.มีคนทีคุณรัก และ5ได้ใช้นานๆ" พอลกล่าวทิ้งท้าย
“ลองถามตัวเองดูว่าวันนี้คุณตั้งเป้าหมายหลังการเกษียณอย่างไร และต้องการมีเงินใช้ต่อจากนี้เท่าไร” เมื่อถามตัวเองได้แล้ว ก็ต้องพยายามวางแผนทางการเงินให้ดี เพื่ออิสรภาพทางการเงินที่คอยคุณอยู่อีกไม่ไกล
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก manager.co.th และ nationejobs.com
รูปจาก entertain.teenee.com
เรียบเรียงข้อมูลโดย ThaiJobsGov.com
[ads=center]
