รถยนต์เป็นอีกออปชันหนึ่งที่มนุษย์เงินเดือนหรือเด็กจบใหม่ก็อยากซื้อ อยากมีกันทั้งนั้น เพราะมันช่วยอำนวยความสะดวกได้มาก อีกทั้งยังเหมือนว่าเป็นการยกระดับตัวเองไปในตัวด้วย (มีเงินเดือนแล้วต้องมีรถให้สมฐานะ โก้ๆกันหน่อย) แต่เคยคิดหรือไม่ว่า "มันจะเป็นหนี้อีกก้อนหนึ่งที่ต้องชดใช้ไปอีกนาน"
ลองมาอ่านเรื่องเล่า 2 เรื่องนี้จากคุณ นักลงทุน999 เพื่อฉุกคิดเสียก่อนว่า "พร้อมที่จะรับภาระก้อนโตนี้อยู่รึเปล่า?"
ภาพประกอบจาก http://pantip.com/topic/13098996
1.เรื่องแรกให้ชื่อว่า "หนี้ของคนจะเกษียณอายุ"
ในต่างจังหวัดธุรกิจรับจัดงานโต๊ะจีนนอกสถานที่จะแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ กิจการที่รับทำอาหารอย่างเดียว กิจการที่ให้เช่าอุปกรณ์โต๊ะจีนอย่างเดียว และกิจการที่ทำทั้งอาหารและให้เช่าอุปกรณ์โต๊ะจีน ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีงานเข้ามาตลอด ผลตอบแทนยิ่งไม่ต้องพูดถึงเพราะได้กลับมาเป็นรูปแบบเงินสดรวดเร็วทันใจ จัดงานเสร็จปุ๊บรับเงินปั๊บ สภาพคล่องสูงปรี๊ด ส่วนที่บ้านของดิฉันให้เช่าอุปกรณ์โต๊ะจีนอย่างเดียว โต๊ะจีนที่บ้านก็ได้ถูกว่าจ้างจากคุณป้าแม่ครัวรายหนึ่งบ่อยครั้งจนค่อนข้างสนิทมากจึงรู้มาว่าตอนนี้สามีคุณป้าซึ่งเป็นทหารกำลังจะเกษียณอายุและก็มีเงินใช้สบายๆอยู่บ้านเพราะได้รับบำนาญ จะรับงานทำอาหารบ้างตามกำลังที่จะสามารถทำได้จะได้ไม่เหงา ดูแ้ล้วชีวิตคุณลุงคุณป้าในวัยเกษียณจะสดใส เพราะมีบ้าน มีรถยนต์แล้ว อีกทั้งลูกสาวก็เรียนจบทำงานแล้ว แต่อยู่ดี ๆ ลูกบังเกิดเกล้าก็นำยอดหนี้ผ่อนรถยนต์มาให้คุณลุงกับคุณป้าช่วยผ่อนให้เพราะส่งต่อไม่ไหว ด้วยความรักก็ต้องดูแลลูกและช่วยเหลือให้มากที่สุดโดยไม่ห่วงตัวเอง ดังนั้นคุณป้าก็ต้องรับงานทำอาหารมากขึ้น เริ่มเสียเครดิตที่ว่าจบงานจ่ายเงินตรงเวลา กลายเป็นจบงานภพนี้รับเงินภพหน้า และก็ได้ยินข่าวติดเงินคนอื่น ๆ อีกหลายคน นี่แหละความรักของพ่อกับแ่ม่ อยากรู้เหมือนกันว่าลูกบังเกิดเกล้าจะรับทราบบ้างหรือไม่ แม้ว่าวางแผนเกษียณมาดียังไงแต่ถ้าไม่สอนให้ลูกหลานประมาณตน ก็จะทำให้ช่วงชีวิตหลังเกษียณลำบากเหมือนกัน ถ้าคิดจะสร้างหนี้ก็ต้องหาทางชำระเองไม่ควรไปเดือดร้อนบุพการี
2.เรื่องที่สองให้ชื่อว่า "ภาพลักษณ์ดีแต่ไม่มีกิน"
เคยไหมที่เห็นเพื่อนร่วมงานดูดีจัง แต่งตัวมาทำงานรวมเครื่องประดับ เครื่องแต่งกายทั้งตัวไม่ต่ำกว่าหลักหมื่น อย่าถามว่ามือสองคืออะไรไม่รู้จัก รู้จักแต่ Limited Edition แต่จะมีสักกี่คนที่รู้เบื้องหลังความดูดีที่เราเห็นอยู่ตรงหน้า ในละคนมีให้ดูเยอะแยะ คนรวยจริง ๆ ก็ปล่อยเค้าไป แต่บางคนไม่มีจะกินแล้วยังห่วงภาพลักษณ์นี่สิจะเหนื่อยกับการวิ่งตามคนอื่นเพื่อให้ตนเองดูดีในสายตาของทุก ๆ คน รถยนต์ก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่แสดงถึงภาพลักษณ์ได้เหมือนกัน
เหตุผลในการเลือกที่จะมีหรือไม่มีรถยนต์แต่ละคนต่างกัน
– บางคนคิดว่าแค่ขับไปทำงานได้ก็พอแล้วเป็นยี่ห้ออะไรก็ได้
– บางคนคิดว่าไม่ต้องมีก็ได้มีรถไฟฟ้าถึงที่ทำงานเพราะไม่อยากขับรถไฟนั่งชมไฟแดงวันละหลายๆชั่วโมง
– บางคนต้องมีรถยนต์รุ่นนี้เท่านั้น ไม่งั้นภาพลักษณ์การเป็นผู้บริหารจะเสียหมด(แบบนี้ก็ยึดติดกับเปลือกมากเกินไป)
– บางคนเลือกที่ทำงานกับทีี่่อยู่อาศัยใกล้กันจะได้เดินทางไปกลับไม่สะดวก
ตอนเรียนจบใหม่ ๆ เพื่อนของดิฉันเป็นเซลล์ขายบ้านและคอนโด โดยเลือกลงสาขาใกล้บ้านจึงไม่จำเป็นต้องมีรถยนต์ มีเงินใช้จ่ายโดยไม่ต้องพึ่งพาครอบครัว เก็บเงินได้มากมายจากค่าคอมมิชชั่น เมื่อย้ายงานก็มีหัวหน้าคนใหม่ซึ่งยังยึดติดอยู่กับค่านิยมว่าคนที่มีตำแหน่งที่สูงขึ้นก็ต้องมีรถยนต์หรือรุ่นรถยนต์ที่สร้างภาพลักษณ์ให้กับตนเอง ทำให้เพื่อนของดิฉันเริ่มคิดว่าต้องซื้อรถยนต์เพื่อจะได้เลื่อนตำแหน่งในหน้าที่การงานให้สูงขึ้น แน่หละถ้าซื้อเงินเก็บหมดแน่ๆ แล้วเพื่อแลกกับตำแหน่งที่สูงขึ้นมันคุ้มกันไหม
ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิด แต่เราเลือกที่ความเหมาะสม เลือกว่าจะแสดงตัวตนที่เป็นเอกลักษณ์และเสน่ห์ของตนเองออกมา หรือสร้างภาพลักษณ์ให้คนอื่นๆมองว่าเราดูดี
ขอบคุณข้อมูลจาก สมาชิกนักลงทุน 999 เว็บไซต์ http://pantip.com/topic/13098996
เรียบเรียงโดย Thaijobsgov
