บทความนี้อยากให้เป็นประโยชน์กับผู้ที่ต้องการทราบข้อมูล กลเม็ดเคล็บลับ เบื้องลึกของประกัน เพื่อลดความกังวลหรือความไม่แน่ใจที่มักเกิดขึ้น เมื่อท่านต้องการซื้อประกัน หรือเมื่อมีตัวแทนประกันมาเสนอขาย หรือเมื่อมีนายหน้าโทรศัพท์มาขาย หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านนะครับ
ผลิตภัณฑ์ประกันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ประกันแบบตลอดชีพ ประกันสุขภาพ ประกันวินาศภัย ประกันควบการลงทุน ฯลฯ จุดประสงค์หลักคือการ "โอนความเสี่ยง" ให้บริษัทประกัน ส่วนประโยชน์อื่นๆเช่น กระแสเงินสดคืน การเก็บออม การลดหย่อนภาษี ผลตอบแทนจากประกันควบการลงทุน ฯลฯ เป็นเรื่องรองลงมา
ลูกค้าที่ซื้อประกันมักประสบปัญหากับ บริษัทประกัน หรือ ตัวแทนประกัน หรือ นายหน้าประกันเป็นประจำ สาเหตุหลักเลยคือ ประกันเป็นสัญญาต่างตอบแทน การจ่ายเงินเกิดขึ้นเมื่อเข้าเงื่อนไขสัญญา และเป็นเรื่องที่เกิดในอนาคต ซึ่งต่างจากผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ ที่ซื้อปุ๊บ เห็นเงินปั๊บ
ดังนั้น หากไม่เข้าใจเงื่อนไข หรือเข้าใจผิด หรือตัวแทน/นายหน้า ไม่ได้ชี้แจงละเอียดพอตอนที่เสนอขาย ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ปัญหาและการทะเลาะเบาะแว้งกันประจำเมื่อมีเหตุที่จะต้องใช้ประโยชน์จากประกันที่ซื้อไว้
ซึ่งต่อเนื่องมาจากอีกปัญหานึงคือ ตัวแทน/นายหน้า ขายประกันด้วยวิธีที่ไม่ได้ถูกต้องตามหลักการ รวมถึงไม่ได้ศึกษาให้ตัวเองเชี่ยวชาญในเนื้อหาสาระและเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์ แต่เป็น "นักขาย" ที่รู้แค่รูปแบบของผลิตภัณฑ์และวิธีชวนคนให้ซื้อ
ดังนั้น เพื่อที่จะได้ประโยชน์สูงที่สุดจากการซื้อประกัน เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องน่ารู้และสำคัญ ทั้งกับคนที่กำลังตัดสินใจเลือกซื้อประกัน กับคนที่ซื้อไปแล้ว กับคนที่คิดจะเป็นตัวแทน/นายหน้า และกับคนทั่วไปที่อยากได้ความรู้ตรงส่วนนี้ครับ
หมายเหตุ
– ข้อมูลมาจากความรู้เชิงหลักการประกันภัย แนวทางปฏิบัติโดยทั่วไปที่ทาง คปภ. ได้กำหนดไว้ และประสบการณ์นะครับ
ภาพประกอบจาก bestinsuranceaugustaga.com
เรื่องความคุ้มครอง สิ่งสำคัญคือความคุ้มครองที่จ่าย สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือเงื่อนไขที่ไม่จ่าย
หากเสียชีวิตภายใน 2 ปีนับจากวันทำประกัน และเมื่อมีการแจ้งเคลมสินไหมบริษัทขอสืบประวัติ พบว่ามีการปกปิดใน “สาระสำคัญ” ตอนสมัครทำประกัน ไม่ว่าสิ่งที่ปกปิดนั้นเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตหรือไม่ สัญญาเป็นโมฆียะครับ คืนเบี้ยหักค่าใช้จ่าย
แต่ถ้าเป็นพวกสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองสุขภาพต่างๆ ไม่มีระยะเวลา 2 ปีครับ บริษัทขอสืบได้ และสัญญามีโอกาสเป็นโมฆียะได้ตลอดอายุกรมธรรม์ครับ
สาระสำคัญ หมายถึงสถานะผิดปกติในร่างกาย หรือประวัติการรักษาโรคบางโรค ที่ไม่ใช่การเจ็บป่วยทั่วไป (ทั่วไปเช่น ท้องเสีย ไข้หวัด)
การเขียนวันที่หรือเดือนที่ป่วยและเข้ารักษา ลักษณะอาการ คลาดเคลื่อนไปบ้าง ไม่ใช่สาระสำคัญครับ ถ้าบอกสาระสำคัญเหล่านั้นไปในใบสมัครแล้ว ถ้าเป็นการเจ็บป่วยที่มีนัยยะสำคัญต่อการพิจารณา บริษัทก็จะขอประวัติจาก รพ. เพื่อพิจารณาอย่างละเอียดครับ
แต่ถ้าให้แนะนำ เคยป่วยมากน้อยแค่ไหนก็กรอกไปในใบสมัครเลยครับ เพื่อความชัวร์และสะดวกตอนเคลมสินไหมครับ
ผู้เอาประกันฆ่าตัวตายภายใน 1 ปีหลังทำกรมธรรม์ สัญญาเป็นโมฆียะครับ คืนเบี้ยหักค่าใช้จ่าย ดังนั้น วันที่ 367 ของกรมธรรม์เป็นต้นไป ฆ่าตัวตายได้ครับ เขาถือว่าไม่มีบุคคลใดวางแผนฆ่าตัวตายล่วงหน้าเกิน 1 ปีครับ
ผู้รับประโยชน์เป็นคนฆ่าผู้เอาประกัน คดีตัดสินถึงที่สุดแล้ว จ่ายเฉพาะส่วนของผู้รับประโยชน์คนอื่นๆครับ
สัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองสุขภาพกรณี admit เข้า รพ. (H&S) ไม่คุ้มครองกรณีตั้งครรภ์ หรือเจ็บป่วยเกี่ยวกับการตั้งครรภ์นะครับ (ตรงนี้หลายคนไม่ทราบ การผิดปกติจากการตั้งครรภ์จะเป็นสัญญาเพิ่มเติมแยกต่างหาก) การบำบัดยาเสพติด การรักษาโรคทางจิต การรักษาการบาดเจ็บจากการทำร้ายตัวเอง และบางกรณีอื่นๆ ไม่คุ้มครองครับ
ความคุ้มครองที่เป็นเรื่องค่าผ่าตัดนั้น การผ่าตัดแต่ละอย่าง ส่วนใหญ่จะมีกำหนด % ของความคุ้มครองจากวงเงินที่ระบุในแพคเกจด้วยนะครับ
ตัวอย่างเช่น
วงเงินคุ้มครองการผ่าตัดมีอยู่ 60,000 บาท ไม่ใช่ว่าผ่าตัดทุกเรื่องคุ้มครอง 60,000 บาททั้งหมด
ผ่าตัดเรื่องนั้น อาจคุ้มครองแค่ 80% นั่นคือ 48,000 บาท
ผ่าตัดเรื่องนี้ อาจคุ้มครองแค่ 30% นั่นคือ 18,000 บาท
ผ่าตัดเรื่องนู้น อาจคุ้มครองแค่ 10% นั่นคือ 6,000 บาท
มีระบุในกรมธรรม์ครับ
และ H&S นี้ แม้ว่าจะไม่ได้นอน รพ. ไม่ได้เปิดห้อง แต่ก็บริษัทก็จ่ายบางกรณี เช่น
เข้ารักษาใน รพ. เกิน 6 ชั่วโมง ก็ถือเป็นการรักษา 1 วันได้
การรักษาบางโรคที่บริษัทอนุโลมให้เป็น day case ได้ แม้จะเข้าไปรักษาแค่ไม่กี่ชั่วโมง (ผ่าตัดไส้ติ่ง ขูดมดลูก เป็นต้น) บริษัทประกันมักกำหนดให้ รพ. คิดเป็นการรักษา 1 วันได้ครับ
สัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองรักษามะเร็งและโรคร้ายแรง (CR และ ECIR) ดูเงื่อนไขด้วยครับว่าต้อง critical ในระดับใดบ้าง บางกรณีไม่ถึงระดับที่กำหนดในกรมธรรม์ ยังไม่จ่ายครับ อ่านในกรมธรรม์จะทราบระดับความรุนแรงของโรคที่เป็นที่เข้าเงื่อนไข ตัวอย่างเช่น
มะเร็งเป็นระยะไม่ลุกลาม (in-situ) หรือระยะลุกลาม (invasive) ต้องดูว่าตัวไหนคุ้มครองหรือไม่คุ้มครอง ไม่ได้ดูเป็นขั้น 0, 1, 2, 3, 4 อะไรแบบนั้นครับ
การทุพพลภาพ ตามกรมธรรม์หมายถึงอะไร? บางกรณีความหมายคือ สูญเสียการทำกิจวัตรประจำวันด้วยตนเองคือ นั่ง เดิน กิน ขับถ่าย อาบน้ำ แต่งตัว กี่อย่างขึ้นไปก็ตามที่กำหนดในกรมธรรม์ หรือบางกรณีความหมายคือสูญเสียอวัยวะ มือ แขน ขา ตา กี่ส่วนขึ้นไปก็ตามที่กำหนดในกรมธรรม์เช่นกัน
สัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองอุบัติเหตุ (AI หรือ PA) หมากัด สัตว์มีพิษกัด ก็เป็นอุบัติเหตุนะครับ แต่ไม่นับมดและยุง
เล่นกีฬาก็ได้ครับ เจ็บเล็กเจ็บน้อยถ้ามีร่องรอยถูกกัด รอยช้ำ บวม ถลอก เป็นแผล หรือมีการเอ็กซเรย์แล้วพบกระดูกแตกหัก ไปหาหมอใช้ประกันได้เลยครับ
พวก AI หรือ PA นี้ การบาดเจ็บจากการถูกทำร้ายก็คุ้มครองครับ แต่ถ้าเป็นการไปหาเรื่องเขา หรือไปมีส่วนในการก่อการวิวาท หรือไปร่วมการประท้วง จลาจล แบบนี้ไม่คุ้มครองครับ
มาดูประกันวินาศภัยกันบ้าง ประกันอัคคีภัย ให้ดูกรมธรรม์ให้ดีครับ อาจไม่คุ้มครองกรณีที่เป็นพวกอุบัติภัยสาธารณะ หรือทรัพย์สินบางประเภท เช่น ทอง แหล่งกำเนิดไฟฟ้า โบราณวัตถุหรือภาพเขียนแพงๆ เป็นต้น
ประกันรถ เวลาทำประกันชั้น 1,2,3 รู้ไว้ก่อนก็ดีครับว่าไม่คุ้มครองอะไรบ้าง ประเภทความคุ้มครองจะแบ่งเป็น 4 อย่างคือ
1. คุ้มครองชีวิต ร่างกาย บุคคลภายนอก (อันนี้ปกติรถทุกคันจะมีอยู่แล้วนั่นคือ พรบ. ที่ทำเพื่อต่อภาษีรถยนต์ประจำปีครับ)
2. คุ้มครองทรัพย์สินบุคคลภายนอก
3. คุ้มครองความเสียหายของตัวรถ
4. คุ้มครองรถหายและไฟไหม้รถ
ประกันชั้น 1,2,3 จะมีความคุ้มครองตัวบุคคลภายในรถยนต์ และมีความคุ้มครองใน 4 ประเภทข้างต้นดังนี้ครับ
ประกันชั้น 1 คุ้มครองตั้งแต่ข้อ 1-4 ครับ
ประกันชั้น 2 คุ้มครองข้อ 1 2 และ 4 นั่นคือ รถเราเฉี่ยวชนกับอะไรก็ตาม ซ่อมเองครับ แต่ถ้าไฟไหม้หรือรถหาย มีความคุ้มครองครับ
ประกันชั้น 2+ คุ้มครองครอบคลุมใกล้เคียงกับชั้น 1 คือคุ้มครองกรณีรถเฉี่ยวชนด้วย แต่ต้องมีคู่กรณีและเป็นพาหนะทางบก ดังนั้น เฉี่ยวรั้ว ชนต้นไม้ ซ่อมเองครับ
ประกันชั้น 3 คุ้มครองแค่ข้อ 1 และ 2 นั่นคือเหตุอะไรที่เกิดกับรถ จ่ายเองหมดครับ
ประกันชั้น 3+ มีความคุ้มครองกรณีรถเฉี่ยวชนเพิ่มเติมเข้ามา แต่ต้องมีคู่กรณีและเป็นพาหนะทางบกครับ
***นอกเหนือจากนี้ยังมีพวกประกันเดินทาง ประกันคุ้มครองเงิน ประกันโจรกรรม ประกันคนเล่นกอล์ฟ ประกันวิชาชีพ ฯลฯ ซึ่งข้อยกเว้นการคุ้มครองจากเกี่ยวเนื่องคล้ายๆกันครับ ต้องลองศึกษาดูจากกรมธรรม์ครับ
***ประกันวินาศภัย อย่าลืมว่าอาจมีการต้องจ่าย "ค่าเสียหายส่วนแรก” นั่นคือส่วนที่ผู้ซื้อประกันจะต้องจ่ายเองครับ มีระบุในกรมธรรม์ครับ
การจ่ายเบี้ย การขาดอายุกรมธรรม์ ทางเลือกในการจัดการกรมธรรม์ การซื้อประกัน ไม่ใช่ภาระหนี้ ท่านมีทางเลือกเสมอ
ประกันคุ้มครองชีวิตตัวหลักที่มีการกำหนดระยะเวลาชำระเบี้ยเท่านั้นเท่านี้ปี โครงการคุ้มครองนานเท่านั้นเท่านี้ปี หากมีการเปลี่ยนแปลงของแผนการเงินส่วนตัว หรือความต้องการทุนคุ้มครองเปลี่ยนไป ก็สามารถที่จะปรับเปลี่ยนกรมธรรม์ได้เสมอ ไม่มีคำว่า “โดนปรับ” ไม่มีการ “เป็นหนี้บริษัทประกัน” อย่างที่หลายท่านเข้าใจผิดกันครับ
ทางเลือกในการปรับเปลี่ยนตัวกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบต่างๆ มีสามวิธี (ยกเว้นประกันควบการลงทุน Unit Linked) เพียงแต่ท่านต้องดูทางเลือกให้ดีว่าจะปรับเปลี่ยนกรมธรรม์วิธีไหน แล้วจะได้ประโยชน์ตามที่ต้องการหรือไม่
วิธีแรก คือเลิกชำระเบี้ย เวนคืนมูลค่าเงินสด ปิดกรมธรรม์ รับเงินคืนตามมูลค่าเวนคืน ไปดูตามตารางมูลค่าในกรมธรรม์ได้เลยครับว่าชำระเบี้ยแล้วกี่ปี หากเวนคืนจะได้เงินประมาณเท่าไหร่ ที่ว่า ประมาณ เพราะมูลค่าเงินสดเปลี่ยนไปตามวัน ถ้าจะเอาเลขแน่นอนต้องโทรไปถาม call center ของบริษัทประกัน เพื่อทราบจำนวนเงินแน่นอน ณ วันนั้นครับ
วิธีที่สอง คือเลิกชำระเบี้ย ปรับกรมธรรม์แบบมูลค่าใช้เงินสำเร็จ (RPU) วิธีนี้ทำในกรณีที่อยากหยุดชำระเบี้ย และให้โครงการคุ้มครองต่อไปให้ถึงระยะเวลาเต็มโครงการ แต่ทุนจะปรับลดลง ก็เป็นสัดส่วนไปตามจำนวนปีที่ชำระเบี้ย ตอนจบโครงการก็รับเงินสดเงินตามทุนที่ถูกปรับลงมานั้น มีทุนที่ถูกปรับลดลงมามีระบุอยู่ในตารางในกรมธรรม์ครับ
วิธีที่สาม คือเลิกชำระเบี้ย ปรับกรมธรรม์แบบขยายเวลา (ETI) วิธีนี้ทำในกรณีที่อยากหยุดชำระเบี้ย แต่ยังอยากได้ความคุ้มครองหรือทุนประกันเท่าเดิม แต่ระยะเวลาอาจไม่ต้องยาวไปจนจบโครงการ นั่นคือระยะเวลาโครงการจะหดสั้นลง แต่ปลายทางจะไม่มีมูลค่าเงินคืน (หรืออาจมี ต้องไปดูตามตารางในกรมธรรม์เช่นกัน)
วิธีที่สองและสามนั้น หลักการคือเอามูลค่าเงินสดที่มีขณะนั้นไปทำโครงการแบบชำระเบี้ยครั้งเดียวให้ครับ
วิธีที่สอง คือทำประกันชำระเบี้ยครั้งเดียวให้คุ้มครองนานเท่าเดิม แต่ทุนประกันไม่ได้เท่าเดิมไม่เป็นไร
วิธีที่สาม คือทำประกันชำระเบี้ยครั้งเดียวให้ได้ทุนประกันเท่าเดิม แต่ระยะเวลาคุ้มครองน้อยลงไม่เป็นไร
สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพนั้นเป็นการทำแบบปีต่อปี ดังนั้นถ้าท่านทำความคุ้มครองสุขภาพพ่วงเข้าไปกับประกันหลัก ปีต่อไปท่านไม่อยากซื้อประกันสุขภาพ ก็แจ้งขอถอดตัวประกันสุขภาพออกได้ครับ ไม่ได้บังคับว่าต้องซื้อไปตลอดทุกปี
***แต่มีหมายเหตุว่า ถ้าท่านหยุดซื้อไปแล้วกลับมาซื้อใหม่ในเล่มเดิม ต้องมีการกรอกฟอร์มชี้แจงสุขภาพครับ
ถ้าท่านลืมชำระเบี้ย อันเนื่องมาจากไม่มีตัวแทนดูแล ไม่ได้เอกสาร ไม่มีอะไรเตือน หรือสาเหตุใดๆก็ตาม กรมธรรม์จะทำการดึงมูลค่าเงินสดมาจ่ายเบี้ยให้อัตโนมัติ ที่เรียกว่ากู้มูลค่าเงินสด แต่หากไม่มีมูลค่าเงินสดพอให้กู้มาจ่ายเบี้ย ทำให้กรมธรรม์ขาดอายุหรือปรับเป็นขยายเวลา (ETI) ไปโดยอัตโนมัติ
*** กรณีต่างๆนี้ ไม่ต้องตกใจครับ *** กรมธรรม์ท่านกลับมาคงสภาพเหมือนเดิมได้เสมอ หากเวลาผ่านไปไม่นานก็ไม่ได้เสียหายอะไรมากมายนัก กลับมาจ่ายเบี้ยต่อได้ ความคุ้มครองและกระแสเงินในโครงการกลับเป็นเหมือนเดิมตามปกติได้ครับ แต่จะมีการจ่ายส่วนเพิ่มของการกลับมาต่ออายุเป็นลักษณะของดอกเบี้ยต่อปีประมาณ 8% แต่ดอกเบี้ยคิดเป็นวันครับ
***การกลับมาต่ออายุกรมธรรม์ มีข้อควรระวังด้วยนั่นคือ ท่านอาจจะต้องกรอกฟอร์มชี้แจงสุขภาพใหม่และมีการพิจารณาใหม่ด้วยครับ
ซื้อประกันให้ได้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า จะซื้อประกันซักเล่ม ควรคำนึงถึงอะไรบ้าง
การหาซื้อประกันโดยถามหา IRR ที่สูง หรือเอาแบบสั้นๆ เป็นการซื้อประกันที่ไม่ค่อยเกิดประโยชน์กับผู้ซื้อเท่าไหร่ครับ ท่านต้องดูว่าประกันรูปแบบใดที่จะตอบโจทย์ทางการเงินของท่านมากที่สุด แต่ที่แน่ๆ ประกันไม่ได้ตอบโจทย์เรื่อง “ผลตอบแทน” (ถ้าไม่ใช่ประกันควบการลงทุน Unit Linked) และการต้องการความสั้น ก็ไม่ใช่โจทย์เป้าหมายทางการเงินของบุคคลครับ
ถ้าท่านจะซื้อประกัน โดยไม่หวังว่าใครจะต้องช่วยดูแล ตั้งใจทำทุกอย่างเอง เจรจากับบริษัทประกันด้วยตัวเอง ฯลฯ ท่านซื้อกับใครก็ได้ครับ หรือเข้าไปซื้อในธนาคารก็ได้ครับ
แต่ถ้าท่านต้องการให้มีคนช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นข้อมูล เรื่องการใช้สิทธิประโยชน์จากประกัน การเจรจากับบริษัทประกัน มีแนวทางการเลือกตัวแทนแบบนี้ครับ
1. ท่านควรจะหาตัวแทนที่ทำงานขายประกันแบบ full time
2. ถ้าเป็นคนที่ทำ part time ก็ควรเป็นคนที่ทำเพื่อตั้งใจว่าจะออกมาทำเป็น full time หรือตัวแทน part time ที่อ้างอิงต้นสังกัดหรือผู้ที่ให้ข้อมูลได้
3. ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนแบบ 1 หรือ 2 เวลาจะซื้อ ท่านควรจะถามทุกเรื่องที่สงสัยให้ละเอียดยิบ คำตอบต้องชัดเจน โดยเฉพาะเงื่อนไขที่ประกันที่ท่านซื้อจะ "ไม่คุ้มครอง" จะช่วยสกรีนคุณภาพตัวแทนได้ครับ ตัวแทนที่เก่ง ไม่ใช่ตัวแทนที่เสนอแบบเป็น รู้ว่าแบบจ่ายเงินคืนยังไง แบบดียังไง แต่ตัวแทนที่เก่งคือตัวแทนที่จะช่วยอุดรูรั่วปัญหาความไม่เข้าใจในเรื่องต่างๆ ที่จะสร้างความขัดแย้งกันในอนาคตได้ครับ
4. ท่านควรจะรู้จักหัวหน้าหรือต้นสังกัดของตัวแทนคนนั้นไว้บ้างครับ เพราะโดยปกติคนที่เป็นต้นสังกัดหน่วยงานตัวแทนมักจะเป็นตัวแทนเต็มเวลาและมีประสบการณ์ หากวันใดที่ตัวแทนที่ขายประกันให้ท่าน ไม่อยู่ในอาชีพแล้ว กรมธรรม์ของท่านจะถูกโอนไปให้ต้นสังกัดของตัวแทนท่านนั้นดูแลแทนครับ
แต่ถ้าท่านตรวจสอบกับบริษัทพบว่า กรมธรรม์ของท่านไม่มีผู้ดูแลแล้ว ท่านสามารถขอให้บริษัทโอนกรมธรรม์ของท่านให้กับตัวแทนหรือสังกัดใดๆดูแลได้ครับ
ถ้าตัวแทนที่มาขายประกันให้ท่านเสนอลดคอมมิชชั่นให้ หรือท่านเองขอลดคอมมิชชั่นจากตัวแทนและตัวแทนตกลง ท่านต้องเตรียมใจไว้ก่อนครับว่าตัวแทนคนนั้นอาจไม่ดูแลท่านหรือไม่ได้ให้ความสำคัญในการบริการท่านครับ เพราะคอมมิชชั่นคือรายได้จากการทำงานของตัวแทน ไม่มีใครทำงานและบริการลูกค้าโดยไม่หวังรายได้ครับ (ซึ่งผมไม่ได้บอกนะครับว่า ตัวแทนประเภทนี้จะไม่ดูแลท่าน เพราะเขาอาจจะดูแลดีก็ได้ แต่เบื้องต้นให้ท่านเตรียมใจเผื่อไว้ครับ)
ประกันสุขภาพที่ไม่ต้องตรวจสุขภาพที่ขายทางโฆษณาทีวี เขาไม่ได้หลอกท่านครับ เขาจ่ายให้ท่านจริงๆ แต่ความคุ้มครองก็เป็นไปตามที่บริษัทประกันรับความเสี่ยงได้ครับ ไม่ใช่คุ้มครองแบบไม่จำกัด ตัวอย่างความคุ้มครองเช่น จ่ายเงินให้วันละ 1,000 บาทหรือเคสละไม่กี่บาท ส่วนเกินท่านก็ต้องหามาจ่ายค่ารักษาด้วยตัวเอง เทียบกับเบี้ยที่บริษัทเก็บจากท่านมา ต่อให้ท่านป่วยหนัก เป็นมะเร็ง โรคประจำตัวเต็มขั้น จากการวิเคราะห์ความเสี่ยงของบริษัทแล้ว บริษัทย่อมมีกำไรครับ
ประกันชีวิตที่ไม่ต้องตรวจสุขภาพที่ขายทางโฆษณาทีวี มีเงื่อนไขที่ท่านต้องทราบ
สมมติว่าป่วยเป็นมะเร็ง ทำประกันวันนี้ ไม่ต้องตรวจสุขภาพ กรมธรรม์อนุมัติ ต่อมาอีก 5 วันให้หลังเสียชีวิต แบบนี้ไม่ได้ทุนประกันตามกรมธรรม์แน่นอนครับ
ประกันแบบนี้ท่านต้องมีชีวิตอยู่เกินกี่ปีก็แล้วแต่เงื่อนไขกรมธรรม์ เช่น 2 ปี ถ้าหากเสียชีวิตภายใน 2 ปี บริษัทก็คืนเบี้ยประกันที่ชำระมาแล้วบวกดอกเบี้ยให้นิดหน่อย
แต่ถ้ามีชีวิตอยู่เกิน 2 ปี ก็จ่ายทุนประกันเต็มจำนวนทุกกรณี เป็นต้นครับ แต่อาจมีการยกเว้นกรณีอุบัติเหตุที่ไม่ได้มีระยะเวลากำกับ
***อย่ากลัวการตรวจสุขภาพทำประกัน เพราะมีแต่ประโยชน์ครับ
เดี๋ยวนี้โฆษณาทางทีวีก็ยิ่งสร้างทัศนคติให้คนรู้สึกว่า การไม่ต้องตรวจสุขภาพทำประกันเป็นเรื่องที่ดี เอามาเป็นจุดขายในการโฆษณา ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วมองว่าไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสม ไม่ควรเอามาเป็นจุดขาย เพราะถ้าลูกค้าได้ตรวจสุขภาพทำประกัน จะเกิดประโยชน์กับลูกค้าและลดปัญหาในอนาคตได้ดีกว่า
ประโยชน์คือ ท่านได้ตรวจสุขภาพฟรี (ถ้าบริษัทมีการเชิญตรวจสุขภาพ)
ประโยชน์คือ ท่านจะรู้แนวโน้มของสุขภาพท่านในอนาคต เพราะการตรวจสุขภาพทำประกัน บริษัทประกันไม่ได้ห่วงสุขภาพในอดีตที่ผ่านมาของท่านครับ แต่ห่วงความเสี่ยงภัยด้านสุขภาพของท่านในอนาคต
ประโยชน์คือ ลดโอกาสที่จะมีปัญหาเวลาเคลม เพราะรายละเอียดเกี่ยวกับสุขภาพของท่านได้ผ่านการพิจารณาโดยละเอียดจากฝ่ายพิจารณาแล้ว
***ถ้าสุขภาพท่านไม่มาตรฐาน มีโรคประจำตัว เคยรักษาบางโรค เป็นต้น แล้วเมื่อทำประกัน มีการเพิ่มเบี้ย หรือมีการระบุเพิ่มเติมว่าบางโรคถูกยกเว้นไม่คุ้มครอง ท่านสามารถทำเรื่องลดเบี้ยหรือถอดการยกเว้นความคุ้มครองนั้นออกได้ในอนาคตครับ
ท่านควรทำการรักษาตัว ใส่ใจดูแลสุขภาพให้ดีขึ้น แล้วก็ไปตรวจสุขภาพเพื่อขอทำเรื่องแก้ไขอัตราเบี้ยประกันหรือข้อยกเว้นเหล่านั้นได้ครับ
หรือบางกรณีในกรมธรรม์ก็ระบุว่า ถ้าโรคที่ท่านเคยเป็น ไม่ปรากฏอาการ ไม่ต้องรักษา มาเกิน 3 ปีหลังจากที่ท่านซื้อประกันสุขภาพฉบับนั้น ก็สามารถทำเรื่องแก้ไขเลยได้เช่นกันครับ
โรคที่เป็นมาก่อนทำประกันสุขภาพนั้น บางบริษัทจะระบุในใบสมัครเลยครับว่าไม่คุ้มครอง *** ตรงนี้อ่านใบสมัครให้ดีครับ ***
แต่บางบริษัทจะไม่ระบุเรื่องการยกเว้นโรคที่เป็นมาก่อนในใบสมัคร
เมื่อท่านชี้แจงโรคที่เคยเป็นมาก่อนทำประกันลงในใบสมัครแล้ว หากกรมธรรม์ไม่มีการระบุว่าไม่คุ้มครองโรคนั้น เมื่อมีการไปใช้สิทธิเคลม *** บริษัทต้องจ่ายสินไหมครับ ***
***อย่าปล่อยให้บริษัทปฏิเสธแล้วบอกว่าโรคนี้เป็นมาก่อน การปฏิเสธมักมาจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายเคลมที่อาจมีความรู้เรื่องข้อกำหนดในกรมธรรม์ไม่ถี่ถ้วนครับ
ท่านอาจเคยได้รับโทรศัพท์ขาย “ประกันสุขภาพ” โดยโฆษณาว่า “เบี้ยประกันลดหย่อนภาษีได้” และ “ไม่ใช่เบี้ยจ่ายทิ้ง” แท้จริงแล้วผลิตภัณฑ์นั้น ไม่ใช่ประกันสุขภาพที่ลดหย่อนภาษีได้ แต่เป็นประกันออมทรัพย์พ่วงกับสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองสุขภาพ และเบี้ยประกันสุขภาพก็เป็นเบี้ยจ่ายทิ้งครับ แต่เขาเอาทั้งหมดมาขยำรวมกันเป็นแพคเกจเดียว แล้วก็โฆษณาแบบที่กล่าวครับ ข้อพิสูจน์มีดังต่อไปนี้ครับ
1. เบี้ยประกันไม่ได้ลดหย่อนภาษีได้ทั้งจำนวน ถ้าท่านถาม นายหน้าที่โทรมาขายจะบอกว่าลดหย่อนได้ 40% หรือ 60% เป็นต้น นั่นเพราะส่วนที่ลดหย่อนภาษีได้คือประกันหลักแบบออมทรัพย์ที่ใช้ลดหย่อนภาษีได้อยู่แล้ว ส่วนที่เหลือที่ลดหย่อนภาษีไม่ได้คือสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองสุขภาพครับ
2. เขาจะบอกว่าไม่ใช่เบี้ยจ่ายทิ้ง เพราะมีมูลค่าเวนคืน แท้จริงแล้วมันก็คือมูลค่าเวนคืนจากประกันหลักแบบออมทรัพย์นั่นแหละครับ ในส่วนของเบี้ยประกันสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองสุขภาพไม่ได้มีมูลค่าเวนคืนครับ
ให้ท่านลองขอตารางของมูลค่าเวนคืนของประกันแบบนี้ (ถ้าเขาให้ ซึ่งปกติไม่ให้แน่นอน) มาเทียบกับตารางมูลค่าเวนคืนของประกันออมทรัพย์ทั่วไปที่ไม่มีสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองสุขภาพก็ได้ครับ มูลค่าน่าจะใกล้เคียงกัน
แต่ท่านอย่าไปตำหนิต่อว่านายหน้าที่โทรมาขายท่านนะครับ เพราะเขาเหล่านั้นอาจได้รับการเทรนในแง่ของการขายผลิตภัณฑ์แต่ละอย่างเท่านั้นครับ เขาไม่ได้ทราบโครงสร้างและหลักการของประกันและเนื้อในของผลิตภัณฑ์ครับ
ถ้าท่านอาจมีโรคประจำตัว หรือสุขภาพมีตำหนิบ้าง แล้วมีตัวแทนหรือนายหน้าที่ธนาคารขายประกันให้ท่าน ถ้าตัวแทนหรือนายหน้าบอกว่า ไม่ต้องตรวจสุขภาพ หรือบอกว่าจะซิกแซกให้ทำประกันผ่านง่าย แนะนำว่าอย่าทำประกันกับตัวแทนหรือนายหน้าท่านนั้นครับ ประโยชน์จะเกิดกับตัวแทนหรือนายหน้าเท่านั้นครับ นั่นคือได้คอมมิชชั่น แต่ประโยชน์จะแทบไม่ได้เกิดกับตัวท่านเลย เพราะมีโอกาสสูงมากที่ถึงเวลาใช้สิทธิประโยชน์ ท่านจะโดนปฏิเสธจากบริษัทประกันครับ เพราะในใบสมัครท่านจะชี้แจงข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริงแน่นอน และตัวแทนหรือนายหน้าท่านนั้นจะไม่อยู่ช่วยเหลือท่านหรือรับผิดชอบใดๆครับ เพราะเขารู้ตั้งแต่ต้นว่าเขาทำสิ่งที่ผิดตั้งแต่แรกแล้ว
การทำประกัน ความสำคัญคือความสะดวกและการใช้สิทธิประโยชน์ได้เต็มที่หลังจากที่ประกันอนุมัติเรียบร้อยครับ ไม่ใช่ความสะดวกตอนที่สมัครทำประกัน
เมื่อท่านสมัครทำประกันแล้ว ตราบใดที่กรมธรรม์ยังไม่อนุมัติ ท่านสามารถยกเลิกการทำประกันได้เสมอโดย "ไม่มีค่าใช้จ่าย" ครับ
ส่วนการยกเลิกกรมธรรม์ภายใน 15 วันหลังรับกรมธรรม์ (30 วันกรณีทำผ่านโทรศัพท์) ที่เรียกว่า Free Look Period นั้นจะมีค่าใช้จ่าย 500 บาท + ค่าตรวจสุขภาพ (ถ้ามี) ซึ่งบริษัทสามารถคิดได้ ตามแนวทางปฏิบัติที่ทาง คปภ. ได้ให้คำตอบไว้ในเวปไซต์ของ คปภ. ครับ
แต่ค่าใช้จ่าย 500 บาทนี้ สามารถเจรจาเพื่อขอยกเว้นได้หากมีเหตุผลในแง่การตลาดครับ (ค่าตรวจสุขภาพอาจไม่สามารถขอยกเว้นได้ครับ)
ข้อสงสัยยอดฮิตคือ กู้บ้าน แบงค์บอกว่าต้องทำประกัน กรณีนี้คืออย่างไร
ตามกฏเกณฑ์ของ คปภ. ว่าด้วยเรื่องของการขายประกันผ่านธนาคาร ข้อ 19.4 ระบุว่า การซื้อประกันกับธนาคารต้องเป็นไปโดยความสมัครใจ มิให้ทำการขายโดยเป็นการต่อรองการให้สินเชื่อ หรือธุรกรรมอื่นใดของธนาคาร
ดังนั้นหาก จนท. ธนาคารบอกว่าจะปล่อยกู้ได้ก็ต่อเมื่อต้องทำประกัน ให้สอบถาม ชื่อ นามสกุล รายละเอียดของ จนท. ท่านนั้นและบอกว่าจะขอส่งเรื่องสอบถามไปยัง คปภ. ครับ (แต่เรื่องน่าจะจบที่ จนท. ยอมให้กู้โดยไม่บังคับทำประกัน เพราะถ้า จนท. รู้ครับว่าถ้าส่งเรื่องไปยัง คปภ. ต้องเสียหายแน่นอน)
และในกรณีที่มีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เปรียบเทียบ
โดยดอกเบี้ยเงินกู้พ่วงทำประกัน จะมีอัตราดอกเบี้ยที่น้อยกว่าดอกเบี้ยเงินกู้แบบไม่ทำประกัน หากคำนวณด้วยเครื่องคิดเลขทางการเงิน และถ้าท่านมีการบริหารหนี้ บริหารดอกเบี้ยสม่ำเสมอ เช่น รีไฟแนนซ์หรือแก้ดอกเบี้ยในสัญญาทุก 3 ปี เป็นต้น
การที่ท่านกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยแบบไม่ทำประกัน ก็ยังคิดเป็นต้นทุนที่น้อยกว่าดอกเบี้ยพ่วงประกันครับ
อย่างไรก็ตาม หากท่านมีการกู้สินเชื่อ และยังไม่มีประกันคุ้มครองภาระหนี้สิน ตามหลักการวางแผนการเงิน ท่านควรทำประกันครับ ขึ้นอยู่กับว่าท่านจะทำประกันในรูปแบบใด ทำผ่านธนาคารหรือทำผ่านบริษัทประกัน ก็เลือกตามความเหมาะสมครับ
สำหรับท่านที่มีตำหนิในเรื่องของสุขภาพเช่น เป็นโรคประจำตัว ความดัน เบาหวาน หรือโรคเรื้อรัง แล้วอยากทำประกันสุขภาพหรือประกันชีวิต สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ท่านไปหาแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ทานยาอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง ทานยาและไปพบแพทย์ตามที่แพทย์ระบุเสมอ การที่ท่านบอกว่าเดี๋ยวนี้ไม่ต้องทานยา ไม่ต้องไปหาหมอแล้ว โดยที่ตัดสินใจเอาเองว่าตัวเองอาการดีขึ้นแล้ว และเลิกไปพบแพทย์ตามที่มีกำหนด เลิกทานยาเองโดยที่ไม่ได้ปรึกษาแพทย์ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้ท่านทำประกันได้ยากที่สุด เพราะมันคือการที่ท่านประมาทกับสุขภาพตนเองและไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงสำหรับบริษัทประกันครับ
เป็นความเข้าใจผิดของผู้สมัครทำประกันจำนวนมากที่มีโรคประจำตัว แต่เวลาจะทำประกันมักจะพยายามนำเสนอว่า เดี๋ยวนี้ไม่ทานยาแล้ว ไม่ไปหาหมอแล้ว สุขภาพดีแล้ว ทั้งที่เป็นการตัดสินใจของตนเอง ต้องทำความเข้าใจใหม่ครับ ให้ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์เสมอ และไม่ตัดสินสุขภาพตนเองด้วยความรู้สึกครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก สมาชิก KrishSeth_CFP เว็บไซต์ http://pantip.com/topic/33052421
เรียบเรียงโดย Thaijobsgov
