เผย8ขั้นตอนแก้ไขปัญหาแบตเตอรี่หมดเร็ว จากอดีตพนักงานแอปเปิล



ขั้นตอนทั้ง 8 นี้ได้รับการแชร์มาจาก Scotty Loveless เจ้าหน้าที่ของ Genius Bar ที่มีประสบการณ์ทำงานมากว่า 2 ปี รู้ทุกจุด ทุกสาเหตุของการที่แบตเตอรี่หมดเร็วเป็นอย่างดี จากการทำการวิจัยมาเป็นเวลานาน โดยสามารถใช้งานได้ปกติ ไม่ต้องลบแอพใดๆ เลย

 

save-iphone-battery

ภาพประกอบจาก technewsgadget.net
 

วิธีเช็คว่าแบตของเราเสื่อมหรือไม่

1.เข้าไปที่ Settings > General > Usage

2.เช็คเวลา Standby time และ Usage time โดยปกติแล้ว Usage time ต้องน้อยกว่า Standby time เสมอ ถ้าหากไม่ได้ใช้งานอยู่ตลอดเวลา

3.กดปุ่ม Sleep ทิ้งไว้ซัก 5 นาที

4. เช็คเวลาเหมือนกับในข้อ 2 อีกครั้ง Standby time ต้องเพิ่มขึ้น 5 นาที และ Usage time จะเพิ่มขึ้นเพียง 1 นาที หรือน้อยกว่านั้น

หากไม่ได้เป็นไปตามที่ผมกล่าวไว้ด้านบน ก็ถือว่าแบตเริ่มมีปัญหาแล้วครับ


วิธีแก้ไขแบตเตอรี่หมดเร็ว

1. ปิดการใช้งาน Location และ Background App Refresh ของแอพ Facebook

หลังจากการทดลองของ Scotty แล้วพบว่าแอพ Facebook นั้นมีการประมวลผลอยู่ตลอดเวลาถึงแม้จะไม่ได้ใช้งานอยู่ก็ตาม โดยหลังจากปิด Location Service และ Background App Refresh ของ Facebook แล้วพบว่าแบตเพิ่มขึ้นมาจาก 12% เป็น 17% เลยทีเดียว ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนด้วยซ้ำ

 

2. ปิดการใช้งาน Background App Refresh ของแอพที่ไม่ต้องการใช้

การใช้งาน Background App Refresh นั้นคือการเปิดให้แอพต่างๆ นั้นมีการประมวลผลอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้จะไม่ได้ใช้งานก็ตาม ดังนั้นหากแอพไหนเราไม่ได้ต้องการใช้งานมากนัก ก็ควรปิดไปครับ

 

3. เลิกที่จะทำการปิดแอพจาก Multitasking บ่อยๆ

หลายๆ คนเชื่อว่าแอพที่เปิดค้างไว้ และปรากฏอยู่บน Multitasking นั้นเป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้แบตเตอรี่หมดเร็ว จึงทำการปิดมันบ่อยๆ เพื่อลดการใช้งานแบตลง แต่จริงๆ แล้วการเปิด/ปิดแอพบ่อยๆ นั่นแหละครับทำให้เกิดการใช้งานแบตเตอรี่มากกว่าเดิมเสียอีก เพราะต้องทำการนำแอพเข้าออกจากแรมบ่อยๆ ทำให้เปลืองแบตกว่าเดิม

 

4. ปิดการใช้งาน Push ของอีเมล

บางคนอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่า Push นั้นคืออะไร ขออธิบายคร่าวๆ ก็คือเป็นการรับส่งข้อมูลแบบ Real-Time นั่นคือเครื่องเราจะทำการติดต่อกับเครื่องเซิฟร์เวอร์อยู่ตลอดเวลาเพื่อการรับข้อมูลที่ว่องไวที่สุดเมื่อมีอีเมลเข้า แล้วลองนับดูสิครับว่าวันๆ นึงเรามีอีเมลเข้ากี่ฉบับ แล้วเราได้เปิดอ่านมันทั้งหมดหรือไม่ หากคนที่ไม่ได้จำเป็นที่จะต้องอ่านอีเมลอยู่ตลอดก็ควรปิดไว้นะครับ

 

หรืออาจจะเลี่ยงไปใช้งานแบบ Fetch แทนคือการตรวจเช็คอีเมลแบบมีตารางกำหนดเวลาเช่นเช็คทุกๆ 15 นาทีหรือ 30 นาทีเป็นต้น

 

5. ปิดการใช้งาน Push Notifications

เวลาที่เราดาวน์โหลดแอพอะไรมา ส่วนใหญ่จะมีการถามว่าจะให้เปิด Push Notifications หรือไม่ แนะนำให้เลือกปิดไว้ครับ เพราะการรับ Push Notifications ประมาณ 50 ครั้งจะเพิ่ม Usage time ไปประมาณ 4 ถึง 8 นาที อาจจะผลาญแบตมากขึ้น และทำให้เครื่องร้อนได้ด้วย

 

6. ปิดการโชว์เปอร์เซ็นต์ของแบตเตอรี่

การเปิดการคิดแบตเป็นเปอร์เซ็นต์นั้นทำให้เครื่องมีการเช็คแบตเตอรี่อยู่เรื่อยๆ และบ่อยขึ้น ทำให้มีการประมวลผลมากขึ้นนั่นเอง โดยสามารถตั้งค่าจาก Settings > General > Usage ครับ

 

7. ไปยัง Apple Retail Store เพื่อตรวจสอบ

ในข้อนี้ที่ Apple Retail Store นั้นจะมีการทดสอบหรือที่เรียกว่า ‘Extended Battery Life Test’ ซึ่งในไทยยังไม่มี ขอผ่านแล้วกันครับ

 

8. เปิดการใช้งาน Airplane Mode ในที่ที่มีสัญญาณต่ำ หรือไม่มีสัญญาณ

การนำเครื่องไปใช้ในบริเวณที่อับสัญญาณนั้นจะทำให้เครื่องทำการหาสัญญาณบ่อยขึ้น โดยจะพยายามหาไปเรื่อยๆ ทำให้เปลืองแบตเป็นอย่างมาก ทางที่ดีหากไม่ต้องการใช้งานโทรศัพท์ก็สามารถกดเปิด Airplane Mode ไปได้ครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก  nuttdam เว็บไซต์ pagecycle.com

เรียบเรียงโดย Thaijobsgov