บัตรประจำตัวประชาชน หรือเรียกสั้น ๆ ว่าบัตรประชาชนที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ถือว่าเป็นเอกสารสำคัญอย่างหนึ่งที่ใครก็ต้องพกติดตัว เพราะทุกธุรกรรมล้วนแต่ต้องใช้บัตรดังกล่าวนี้เป็นหลักฐานทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อหน่วยงานราชการ, การกู้ยืม ไปจนกระทั่งธุระเล็กน้อย เช่น การเช่ายืมการ์ตูนในร้านบางแห่ง การเช่ายืมรถในการท่องเที่ยว
เรามีติดตัวทุกวัน ใช้ติดต่อธุระจนชิน แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ถึงข้อมูลที่มากกว่าชื่อ-ที่อยู่ วันเดือนปีเกิดของตัวเองบ้าง !
ภาพประกอบจาก www.moe.go.th
1. การทำบัตรครั้งแรกและในกรณีที่ต่ออายุบัตรเดิม ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด
2. ในกรณีที่เสียค่าธรรมเนียม ได้แก่ บัตรหาย, บัตรถูกทำลาย, บัตรเดิมชำรุดในสาระสำคัญ, เปลี่ยนชื่อ และ/หรือเปลี่ยนนามสกุลใหม่ ซึ่งต้องเสียฉบับละ 20 บาท
3. ผู้ที่มีอายุเกิน 70 ปี จะขอมีบัตรประชาชนต่อไป หรือไม่มีก็ได้ เพราะตามกฎหมายระบุไว้ว่า ผู้ที่มีอายุ 15 ปี-70 ปีเท่านั้นที่ต้องมีบัตรประชาชน
4. หากต้องการต่ออายุบัตรประชาชนใหม่ จะต่อก่อนวันหมดอายุก็ได้ ( ภายใน 60 วันก่อนวันหมดอายุที่ระบุในบัตร )
5. หรือถ้าสะดวกต่อหลังวันหมดอายุ ก็กำหนดให้ยื่นเรื่องภายใน 60 วันเช่นกัน (หากเลยกำหนด จะถูกปรับ 200 บาท)
6. เลข 13 หลักของบัตรประชาชน มีความหมายดังนี้
– หลักที่ 1 หมายถึงประเภทบุคคล มี 8 ประเภท ซึ่งได้แก่
ประเภทที่ 1 (หมายเลข 1) : คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย และได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา
ประเภทที่ 2 (หมายเลข 2) : คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย และได้แจ้งเกิดเกินกำหนดเวลา
ประเภทที่ 3 (หมายเลข 3) : คนไทยและคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในสมัยเริ่มแรก
ประเภทที่ 4 (หมายเลข 4) : คนไทยและคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญคนต่างด้าวแต่แจ้งย้ายเข้า โดยยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชน ในสมัยเริ่มแรก
ประเภทที่ 5 (หมายเลข 5) : คนไทยที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อ เข้าไปในทะเบียนบ้านในกรณีตกสำรวจ หรือกรณีอื่น ๆ
ประเภทที่ 6 (หมายเลข 6) : ผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่อยู่ในลักษณะชั่วคราว กล่าวคือ คนที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่ยังไม่ได้สัญชาติไทย เพราะทางการยังไม่รับรองทางกฎหมาย เช่น ชนกลุ่มน้อยตามชายแดน หรือชาวเขา กลุ่มนี้ถือว่าเป็นผู้เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนบุคคลที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่อยู่ชั่วคราว
ประเภทที่ 7 (หมายเลข 7) : บุตรของบุคคลประเภทที่ 6 ซึ่งเกิดในประเทศไทย
ประเภทที่ 8 (หมายเลข 8) : คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย
***คนทั้ง 8 ประเภทนี้ จะมีเพียงประเภทที่ 3, 4 และ 5 เท่านั้น ที่จะมีบัตรประชาชนได้เลย ส่วนประเภทที่ 1 และ 2 จะมีบัตรประชาชนได้ ก็ต่อเมื่อมีอายุถึงเกณฑ์ทำบัตรประจำตัวประชาชน คืออายุ 15 ปี แต่สำหรับบุคคลประเภทที่ 6, 7 และ 8 จะมีเพียงทะเบียนประวัติเล่มสีเหลืองเท่านั้น จะไม่มีการออกบัตรประชาชนให้
– หลักที่ 2 ถึงหลักที่ 5 : รหัสของสำนักทะเบียน หรืออำเภอที่เรามีชื่ออยู่ในทะเบียนขณะที่ให้เลข ซึ่งก็หมายถึงถิ่นที่อยู่ของเรานั่นเอง
– หลักที่ 6 ถึงหลักที่ 10 : กลุ่มที่ของบุคคลแต่ละประเภท ตามหลักแรก (หลักที่ 1) ซึ่งทางสำนักทะเบียนในแต่ละแห่ง ก็จะจัดกลุ่มเรียงไปตามลำดับ
– หลักที่ 11 ถึงหลักที่ 12 : ลำดับที่ของบุคคลในแต่ละกลุ่มประเภท เป็นการจัดลำดับว่าเราเป็นคนที่เท่าไรในกลุ่มของบุคคลประเภทนั้นๆ
– หลักที่ 13 : ตัวเลขสำหรับตรวจสอบความถูกต้องของเลขทั้ง 12 หลักแรกอีกที
***สำหรับเลขตั้งแต่หลักที่ 6 ถึง 13 นี้เป็นการจัดหมวดหมู่ และเรียงลำดับบุคคลในแต่ละประเภทของสำนักทะเบียนในแต่ละท้องที่ ซึ่งเราก็คงไม่ต้องรู้รายละเอียดอะไรลึกไปกว่านี้ เพราะรู้แล้วอาจจะงงเปล่าๆ
7. เลขบัตรประชาชนของเรายังสามารถดูดวงได้ด้วย! ทั้งนี้ก็ขึ้นกับแต่ละตำรา แต่ละเจ้า บางแหล่งก็บอกว่าให้นำเลขทั้ง 13 ตัวมาบวกกันจนเหลือหลักเดียว บางแหล่งก็บอกว่าให้นำเลข 3 ตัวท้ายมาทำนาย บางแหล่งก็บอกว่าทายจากเลข 2 ตัวท้ายก็บ่งบอกได้แล้ว ส่วนคำทำนายจะเป็นอย่างไร แบบไหนน่าเชื่อถือกว่ากัน ก็ลองเสิร์ชหาเล่นกันได้ในเน็ต
8. แค่มีบัตรประชาชนใบเดียวก็สามารถเปิดบัญชีธนาคารได้แล้ว
9. การติดต่อรับการรักษาพยาบาลใน รพ.รัฐ ก็ยื่นแค่บัตรประชาชนใบเดียวเช่นกัน
10. ชิปสีทองที่มีในบัตรประชาชน มีไว้เพื่อดึงข้อมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิคส์สำหรับธุรกรรมต่าง ๆ เช่น หากไปติดต่อ รพ. เจ้าหน้าที่ก็จะเสียบบัตรสแกนข้อมูลจากชิปได้เลยว่าเราเป็นใคร (เดี๋ยวนี้จึงไม่มีบัตรทองให้พกหลายใบวุ่นวายกันอีกแล้ว) หากไปติดต่อธนาคารบางแห่ง หรือเครือข่ายโทรศัพท์มือถือบางเครือข่าย เจ้าหน้าที่ก็จะเสียบบัตรประชาชนของเราเพื่อดูข้อมูลส่วนตัวและยอดเงินบัญชีในระบบเช่นกัน (อ้างอิงข้อมูลจากhttp://pantip.com/topic/32745328)
11. ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยปี 2556 การถ่ายสำเนาบัตรประชาชนที่ถูกต้องคือ ‘ถ่ายเพียงด้านหน้าด้านเดียว’ (อ้างอิงข้อมูลจาก http://pantip.com/topic/30382398) แต่เนื่องจากยังไม่มีใครทราบประกาศนี้แพร่หลายมาก การถ่ายทั้งด้านหน้า-ด้านหลัง จึงยังเป็นที่นิยมสำหรับธุรกรรมทั่วไป
12. การเซ็นเอกสารเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ที่ถูกต้อง ควรเซ็นอย่างชัดเจนว่า ‘เพื่อวัตถุประสงค์ใด’เช่น หากต้องการนำสำเนาไปประกอบการรับเงินเดือน ควรเซ็นให้ชัดเจนไปเลยว่า “สำเนาถูกต้อง ถ่ายจากต้นฉบับจริง ใช้เพื่อประกอบการรับเงินเดือนบริษัท xxx” แล้วลงชื่ออีกที
13. ควรเลือกเซ็นด้วยปากกาสีดำแทนสีน้ำเงิน เพราะเครื่องถ่ายเอกสารบางรุ่นสามารถดึงสีหมึกน้ำเงินให้เหลือแต่ข้อมูลบัตรประชาชนเปล่า ๆ ได้
ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.jeeb.me/
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1228385167
http://www.mahadthai.com/html/faq.html
http://topicstock.pantip.com/silom/topicstock/2012/03/B11789945/B11789945.html
http://pantip.com/topic/32745328
http://pantip.com/topic/30382398
เรียบเรียงโดย Thaijobsgov