อาการบวมที่เท้าเกิดจากสาเหตุหลายประการที่หลายคนไม่เคยเข้าใจ ซึ่งกว่าจะรู้ตัวก็สายเกินแก้ไปเสียแล้ว หรือไม่ก็ต้องเสียเงินจำนวนมากเพื่อแก้ไขหรือรักษาโรคที่กำลังเป็นอยู่ จะดีกว่าหรือไม่…หากโรคที่เกิดขึ้นนี้แสดงสัญญาณออกด้วยอาการเท้าบวม แล้วเราสามารถที่จะล่วงรู้ถึงสาเหตุและสามารถแก้ไขมันได้ทัน เพราะอาการเท้าบวมที่เกิดขึ้นนั้นเป็นหนึ่งในสัญญาณที่บ่งบอกได้หลากหลายโรค ดังต่อไปนี้
สาเหตุ 7 โรคที่ต้องระวัง
1. โรคไต สามารถสังเกตได้เวลาตื่นนอนหรือช่วงบ่ายๆ รวมถึงเวลาที่มีกิจกรรมในท่ายืนนานๆ โดยจะสังเกตได้ว่า รองเท้าที่เคยใส่จะคับขึ้น และเมื่อใช้นิ้วกดลงไปที่เท้าจะเกิดเป็นรอยบุ๋มขึ้น
2. โรคหัวใจ อีกหนึ่งสาเหตุของอาการขาบวม ก็คือการเกิดจากการที่ร่างกายมีเกลือโซเดียมและน้ำคั่งอยู่ในร่างกาย ซึ่งอาจเกิดได้จากโรคหัวใจบางชนิด อาการบวมในผู้ป่วยโรคหัวใจเกิดจากการที่หัวใจด้านขวาทำงานลดลง ทำให้เลือดจากขาไม่สามารถไหลเทเข้าหัวใจด้านขวาได้โดยสะดวก จึงมีเลือดค้างอยู่ที่ขามากขึ้น
3. โรคตับ อาการบวมที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยโรคนี้มักเกิดขึ้นในช่วงท้ายของโรค และพบได้บ่อยที่สุดในโรคตับแข็ง และมะเร็งตับ อาการนี้จะเกิดร่วมกับอาการบวมน้ำ (ท้องมาน) โดยสาเหตุสำคัญเกิดจากการที่ร่างกายมีภาวะโปรตีนต่ำในเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรตีนชนิดอัลบูมิน ที่ทำหน้าที่สำคัญในการดึงน้ำกลับเข้าสู่หลอดเลือด
4. โรคหลอดเลือดดำที่ขาอุดตัน อาการนี้มักเกิดขึ้นกับคนที่มีอาชีพยืนเป็นหลัก เช่น พนักงานขาย ครู พยาบาล จราจร แม่ครัว ช่างเสริมสวย เป็นต้น การยืนอยู่กับที่เป็นเวลานานๆเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการขาบวม เท้าบวม และปวดขาได้อย่างไม่ต้องสงสัย อย่างไรก็ตาม การได้นั่งพักหรือนวดเบาๆ ก็สามารถทุเลาอาการปวดเมื่อยนี้ไปได้
แต่ถ้าอาการปวดขาที่เกิดจากการผิดปกติในการทำงานของหลอดเลือดดำ ทำให้การไหลเวียนของเลือดกลับสู่หัวใจไม่สะดวก จนเกิดการคั่งค้างของเลือดร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น รู้สึกเมื่อยล้า บวม ชา ร้อนวูบวาบ หรือมักเป็นตะคริวในเวลาอากาศเย็นหรือกลางคืน เป็นต้น อาการดังกล่าวอาจถือเป็นสัญญาณเตือนของการเกิดความผิดปกติของหลอดเลือดดำที่ขาที่ต้องรีบรักษาโดยด่วย เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้นาน จะทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดดำ จนเกิดอาการเส้นเลือดขอด อักเสบ แผลเรื้อรัง หรืออาจเกิดลิ่มเลือดอุดตันได้
5. โรคเท้าช้าง คนที่มีอาการของโรคนี้เกิดมาจากการที่ถูกยุงที่มีเชื้อพยาธิเท้าช้างกัดซ้ำหลายๆครั้ง ระยะแรกผู้ป่วยจะมีไข้ ซึ่งเกิดจากการอักเสบของท่อน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ ขาหนีบ หรืออัณฑะ อาการอักเสบจะเป็นๆหายๆอยู่ช่วงหนึ่ง และจะกระตุ้นให้เกิดอาการบวมขึ้น หากเป็นนานหลายปีจะทำให้อวัยวะนั้นบวมโตอย่างถาวรตลอดชีพ และผิวหนังก็จะหนาแข็งขึ้น หากปล่อยทิ้งไว้ต่อไป ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาก็จะบวมแดง และขาก็จะเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆจนมีลักษณะใหญ่เกินกว่าปกติ
6. โรคติดเชื้อ
7. โรคข้ออักเสบ เช่น โรคเก๊าต์ เอ็นอักเสบ พังผืดอักเสบ
[ads]
การรักษาและข้อควรปฏิบัติ
1. ตรวจหาสาเหตุของอาการที่เป็นอยู่
2. ออกกำลังกายวันละ 30 นาทีทุกวัน เพื่อเป็นการกระตุ้นการไหลเวียนเลือด และป้องกันไม่ให้น้ำไหลลงไปคั่งอยู่ที่ขา โดยการออกกำลังกายที่แนะนำควรจะเป็นการออกกำลังกายที่เน้นการสร้างกล้ามเนื้อและหลอดเลือดให้แข็งแรง เช่น ว่ายน้ำ วิ่ง ขี่จักรยาน เป็นต้น
3. รับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินซี และฟลาโวนอยด์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของผนังหลอดเลือดฝอย
4. ลดการบริโภคอาหารที่มีรสเค็ม
5. ควบคุมไม่ให้น้ำหนักตัวมากเกินไป
6. ไม่ควรยืนนิ่งอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ ถ้าจำเป็นควรเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ หรือพยายามขยับกล้ามเนื้อบริเวณน่องบ่อยๆ เพื่อดันให้เลือดไหลกลับมาเลี้ยงอวัยวะด้านบน และลดอาการข้อเท้าบวม
7. หลีกเลี่ยงไม่ให้ขาสัมผัสกับความร้อน เช่น อาบน้ำที่ร้อนเกินไป ยืนบนพื้นร้อนๆ อาบแดดนานๆ เป็นต้น8. ไม่ควรสวมรองเท้าสูงที่สูงมากเกินไป.
9. ในกรณีที่ต้องยืนนานๆ ควรสวมถุงน่องที่ช่วยพยุง และกระชับกล้ามเนื้อขา ซึ่งมีแรงบีบรีดไม่น้อยกว่า 30 มิลลิเมตรปรอท และควรสวมตั้งแต่เท้าจนถึงเหนือเข่า
10. ยกเท้าสูงประมาณ 45 องศาขณะนอนพัก จนกระทั่งรู้สึกสบายขึ้น จึงนอนต่อในท่าปกติ
ข้อมูลเพิ่มเติมสำคัญที่ช่วยในการวินิจฉัยโรค
1. เท้าที่บวมมีอาการปวด แดง หรือร้อน ร่วมด้วยหรือไม่ หรือลองกดดูว่าเจ็บหรือไม่
2. เท้าบวมทั้งสองข้าง หรือข้างเดียว
3. บวมเฉพาะที่หลังเท้า หรือบวมเลยขึ้นมาถึงหน้าแข้ง
4. บวมเวลาใดมากเป็นพิเศษ เช่น ตอนเช้าตื่นนอนไม่ค่อยบวม ตกเย็นจะบวมมาก หรือว่าบวมเท่าๆ กันทั้งวัน
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก manager.co.th
รูปจาก m.siamhealth.net
เรียบเรียงข้อมูลโดย ThaiJobsGov.com
[ads=center]
