เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เรื่องการใช้ยาแบบผิดๆ ทำให้ในขณะนี้ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในสถานการณ์น่าเป็นห่วงที่จะเกิดความเสี่ยงเรื่องเชื้อดื้อยาระบาด ซึ่งข้อมูลจากศูนย์เฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระบุว่า อัตราการเกิด ‘เชื้อดื้อยา’ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยสำคัญมาจาก… “การใช้ยาปฏิืชีวนะอย่างไม่สมเหตุสมผล”
เมื่อไม่สบายหรือเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆ คนเราก็มักจะไปซื้อยามารับประทานเอง ซึ่งบางครั้งก็ทานยาไม่ครบตามคำแนะนำ รวมไปถึงการใช้ยาผิดประเภท ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งล้วนส่งผลให้เกิดอันตรายมากขึ้นในระยะยาว โดยตัวที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด ก็คงจะเป็น “การใช้ยากลุ่มยาปฏิชีวนะ” ที่คนไทยเรียกกันจนติดปากว่า "ยาแก้อักเสบ"
ความจริงแล้ว “ยาปฏิชีวนะ” มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แต่เพราะยาชนิดนี้สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และสามารถทำให้อาการบวมแดงยุบได้เช่นกัน คนส่วนใหญ่จึงเข้าใจไปว่า “ยาปฏิชีวนะ ก็คือ การแก้อักเสบ” ซึ่งถือเป็นความเข้าใจผิดที่ร้ายแรงมาก
ยกตัวอย่าง เมื่อเวลาเจ็บคอ คนเราก็มักจะนิยมรับประทานยา "อะม็อกซี" หรือ Amoxicillin ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ “แบคทีเรีย” เท่านั้น แต่สาเหตุของการเจ็บคอมากกว่า 75% เกิดจากเชื้อไวรัสที่ยาปฏิชีวนะไม่สามารถช่วยรักษาให้หายได้ ซึ่งมีเพียงแค่เพียง 15% เท่านั้นที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้น การทานยาตัวนี้จึงไม่มีผลต่อการรักษาอาการเจ็บคอให้หายแต่อย่างใด หากต้นเหตุไม่ได้เกิดมาจากเชื้อแบคทีเรีย
เมื่อนำยาไปใช้ผิด นอกจากจะไม่ช่วยให้การรักษาได้ผลดีแล้ว ยังทำให้เซลล์ในร่างกายพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น จนเมื่อร่างกายป่วยหรือได้รับเชื้อแบคทีเรียจริงๆเข้าไป ยาปฏิชีวนะก็จะไม่สามารถเข้าไปทำลายเชื้อนั้นๆได้เลย
[ads]
ข้อควรระวังเมื่อต้องใช้ยา
1. ปรึกษาเภสัชกรให้เข้าใจก่อนการใช้ยา เพื่อประโยชน์ของตัวคุณเอง คุณควรทราบชื่อสามัญของยา เพื่อป้องกันการได้รับยาซ้ำซ้อน รวมไปถึงการทราบสรรพคุณของยา ผลข้างเคียง วิธีการทานยา หรือระยะเวลาในการทานอย่างละเอียด เพื่อให้การรักษาเป็นผลดีต่อตัวเองมากที่สุด
2. อ่านฉลากทุกครั้ง และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นยาชนิดไหน การอ่านฉลากหรือสังเกตวันเดือนปีที่ผลิตและหมดอายุ เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำก่อนทานยาทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง
3. ของใครของมัน ยาไม่ใช่สิ่งที่แบ่งปันกันได้ ดังนั้น เมื่อแพทย์จ่ายยาให้คุณแล้ว จึงไม่ควรนำไปแบ่งให้คนอื่นที่มีอาการป่วยคล้ายกับเรารับประทาน หรือไปขอยาจากคนอื่นมารับประทานเอง เพราะนอกจากจำเป็นต้องใช้ยาที่ถูกกับโรคแล้ว ปริมาณที่สั่งจ่ายก็เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ควรเพิ่มหรือลดปริมาณเองตามใจชอบ
4. เก็บยาให้ถูกวิธี ยาแต่ละประเภทมีวิธีเก็บที่ต่างกัน ทั้งอุณหภูมิและแสงล้วนแต่เป็นสิ่งที่ทำให้ยาเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควรได้หากเก็บไม่ถูกวิธี ดันั้น จึงควรลักษณะของยาให้ดีก่อนนำมารับประทาน
สรุปอีกครั้งนะคะ เมื่อคุณเป็นหวัดไม่มีความจำเป็นใดๆเลยที่จะต้องกินยาแก้อักเสบ เพราะหวัดส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่ใช่เชื้อแบคทีเรีย ดังนั้น ยิ่งกินเข้าไปก็มีแต่จะยิ่งดื้อยามากไปเท่านั้น และเมื่อใดที่คุณต้องการจะฆ่าเชื้อแบคทีเรียตัวจริง ยาเหล่านี้ก็จะไม่ได้ผลอะไรเลย และจำเป็นต้องทานยามากขึ้นเพื่อให้โรคที่คุณเป็นอยู่หายได้ตามที่ต้องการ
นอกจากนี้ อาการท้องเสียบางประเภท และแผลเลือดออกที่เกิดจากมีดบาดหรือแผลถลอก ก็ไม่จำเป็นต้องทานยาปฏิชีวนะเช่นกัน ซึ่งหากคุณทราบวิธีการทานยาที่ถูกวิธี โอกาสที่คุณจะหายจากโรคก็ง่ายมากยิ่งขึ้น
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://kanokpharmachain.com/article_detail.php?art=3
และ http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000145976
เรียบเรียงข้อมูลโดย ThaiJobsGov.com
[ads=center]

