การคาดการณ์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา น้ำแข็งขั้วโลกที่กำลังละลาย ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เมืองที่อยู่ริมชายฝัง เกาะ เมืองที่มีแม่น้ำไหลผ่าน อาจจมน้ำได้ ปริมาณน้ำที่เคยเป็นหิ้งน้ำแข็งและที่เคยหักเป็นก้อนอยู่ในทะเลในฤดูหนาวนั้น มีปริมาณหลายพันลูกบาศก์กิโลเมตร ซึ่งมากพอที่จะเพิ่มระดับน้ำทะเลให้สูงกว่าเดิมถึง 6,400 นิ้ว หรือ 160 เมตร ในปี ค.ศ. 2020 หรือ พ.ศ. 2563
นั้นแสดงว่า ไอพีซีซี (Intergovernmental Panel on Climate – คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ [อ้างอิงจาก Wikipedia]) คำนวณการเพิ่มของระดับน้ำทะเลพลาดไป 1 เท่าตัว เพราะไม่ได้เอาปัจจัยหิ้งน้ำแข็งมาคำนวณ
จากผลการศึกษาชุดล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์ชาวยุโรป คาดว่าเร็วๆนี้ IPCC คงจะออกมาชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยตัวใหม่ที่จะส่งผลถึงการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลทั่วโลก สรุปคือ ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นถึง 160 เมตรทั่วโลก
มาดูรายชื่อ 30 เมืองที่คาดว่าจะจมอยู่ใต้น้ำ ประมาณ พ.ศ. 2563 กันดีกว่า
เริ่มจากทวีปอเมริกาเหนือ
1. นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ประชากรประมาณ 24,857,000 คน
2. ฟิลาเดนเฟีย สหรัฐอเมริกา ประชากรประมาณ 7,452,300 คน
3. ลอส แอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ประชากรประมาณ 16,927,620 คน
4. โทรอนโต แคนาดา ประชากรประมาณ 9,258,400 คน
5. ออตตาวา แคนาดา ประชากรประมาณ 12,638,450 คน
6. ฮาวานา คิวบา ประชากรประมาณ 7,524,000 คน
อเมริกาใต้
7. การากัส เวเนซุเอรา ประชากรประมาณ 12,856,000 คน
8. บัวโนสไอเรส อาร์เจนตินา ประชากรประมาณ 5,492,000 คน
9. โบโกตา โคลอมเบีย ประชากรประมาณ 14,584,900 คน
10. เซาเปาโล บราซิล ประชากรประมาณ 8,243,000 คน
11. ซานติเอโก ชิลี ประชากรประมาณ 11,859,200 คน
ยุโรปบ้าง
12. ลอนดอน อังกฤษ ประชากรประมาณ 18,672,000 คน
13. เฮลซิงกิ ฟินแลนด์ ประชากรประมาณ 7,473,600 คน
14. ปารีส ฝรั่งเศส ประชากรประมาณ 17,253,000 คน
15. สตอคโฮร์ม สวีเดน ประกรประมาณ 12,854,000 คน
16. อัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ ประชากรประมาณ 8,967,000 คน
17. ดับลิน ไอร์แลนด์ 4,982,400 คน
เอเชียบ้านเรา
18. โตเกียว ญี่ปุ่น ประชากรประมาณ 34,749,000 คน
19. นางาซากิ ญี่ปุ่น ประชากรประมาณ 21,746,450 คน
20. โซล เกาหลีใต้ ประชากรประมาณ 9,255,000 คน
21. ไทเป ไต้หวัน ประชากรประมาณ 18,792,000 คน
22. เซี่ยงไฮ้ จีน ประชากรประมาณ 16,482,900 คน
23. ฮ่องกง จีน ประชากรประมาณ 17,784,000 คน
24. ฮานอย เวียดนาม ประชากรประมาณ 15,644,200 คน
25. กรุงเทพมหานคร ไทย ประชากรประมาณ 11,584,700 คน
26. สิงคโปร์ซิตี้ สิงคโปร์ ประชากรประมาณ 3,257,000 คน
27. ย่างกุ้ง พม่า ประชากรประมาณ 4,922,000 คน
ทวีปออสเตรเลีย
28. ซิดนี่ย์ ออสเตรเลีย ประชากรประมาณ 18,351,400 คน
29. วิกทอร์เรีย ออสเตรเลีย 8,445,000 คน
30. เวลลิงตัน นิวซีแลนด์ ประชากรประมาณ 4,799,520 คน
“อีก 10 ปีกรุงเทพอยู่ใต้บาดาล” – รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์
สถาบันเวิลด์วอทช์ (World Watch Institute) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ศึกษาวิจัยด้านสภาพแวดล้อมทั่วโลกระบุว่า จากการศึกษาของสหประชาชาติ (UN) และอีกหลายสถาบัน พบว่า เมืองที่มีที่การตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลทั่วโลกกำลังเผชิญกับอันตรายจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและพิบัติภัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก โดยพบว่า เมืองชายฝั่ง 21 แห่ง จากทั้งหมด 33 แห่งที่ได้มีการคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนประชากรสูงถึง 8 ล้านคนภายในปี 2558 มีความเปราะบางสูงมากที่จะถูกน้ำท่วม ซึ่ง 1 ในเมืองที่มีความเสี่ยงต่อภัยนี้ คือ “กรุงเทพมหานคร”
สอดคล้องกับโครงการวิจัยร่วมไทย-ยุโรป GEO2TECDI (Geodetic Earth Observation Technologies for Thailand : Environmental Change Detection and Investigation) ซึ่งเป็นโครงการวิจัยร่วมระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุ โรปที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากสหภาพยุโรป ในโครงการตรวจวัดการเคลื่อนตัวของแผ่นดินและระดับน้ำทะเลโดยใช้เทคโนโลยี Space Geodetic ออกมาเปิดเผยผลวิจัยว่า ประเทศไทยโดยรวมจะมีการทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยกลับเพิ่มขึ้น ส่วนแผ่นดินกรุงเทพฯ จะทรุดลงปีละประมาณ 15 มม.
“รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์” กรรมการภูมิศาสตร์โลก และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภัยธรรมชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่เพิ่งศึกษาวิจัยประเด็นนี้เสร็จหมาดๆ แล้วส่งรายงานให้กับธนาคารโลก (World Bank) ในฐานะเจ้าของเงินทุนการวิจัย เล่าความเป็นมาว่า ได้ใช้เวลาในการศึกษาเรื่องนี้ 2 ปี โดยศึกษาเฉพาะกรณีของประเทศไทย เหตุเพราะว่าธนาคารโลกสนใจเรื่องนี้มาก และศึกษามาอย่างต่อเนื่องจนได้ข้อมูลว่า 4 เมืองหลักในทวีปเอเชีย ได้แก่กัลกัตตา อินเดีย, โฮจิมินห์ เวียดนาม, มะนิลา ฟิลิปปินส์ และกรุงเทพฯ ประเทศไทย ดังนั้น จึงให้ทุนมาศึกษาวิจัยว่าความเสี่ยงมีมากขนาดไหน ประชาชนจะได้รับผลกระทบกี่ครอบครัว และความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจะเป็นมูลค่าเท่าไหร่
“วิธีการศึกษาผมได้ใช้แบบจำลองคณิตศาสตร์ในห้องปฏิบัติการ เป็นคอมพิวเตอร์ทั้งหมด สร้างกรุงเทพฯจำลองขึ้นมา ซึ่งกรุงเทพฯ ประกอบด้วยแม่น้ำเจ้าพระยา และคลองต่างๆ ระดับความสูงของพื้นดิน ระดับน้ำทะเลบริเวณเขตบางขุนเทียน จากนั้นใส่ปริมาณน้ำเหนือ น้ำหนุน และปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา ใส่ข้อมูลต่างๆ ลงไปให้ครบ และใช้เหตุการณ์น้ำท่วมปี 2538 เป็นฐาน ผลปรากฎว่า เราพบว่าถ้าเหตุการณ์อย่างปี 2538 เกิดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง อนาคตเราหนีไม่พ้นแน่ กรุงเทพฯรับไม่ได้กับเหตุการณ์นี้ ต้องโดนน้ำท่วมหนัก”
คำว่า ”กรุงเทพฯรับไม่ได้กับเหตุการณ์นี้” ความหมายว่า ผืนดินบริเวณริมทะเลทั้งหมด โดยวัดจากริมชายทะเลเข้าไปในแผ่นดินประมาณ 10 กิโลเมตร จะถูกน้ำท่วม โดยมีระดับความสูงของน้ำ 1.8-2.00 เมตร! ดังนั้นลักษณะของบ้านในอนาคตประเทศไทยอาจจะต้องกลับไปมีใต้ถุนสูงอีกครั้ง ส่วนบ้านแพลอยน้ำของประเทศเนเธอร์แลนด์ ขณะนี้ได้ออกแบบเตรียมรับมือน้ำท่วมไว้แล้ว
“เราพบว่าพื้นที่กรุงเทพฯ จะถูกน้ำท่วมรุนแรง แน่นอนว่าขึ้นอยู่กับว่าจะติดกับชายฝั่งขนาดไหน ถ้าอยู่ติดชายฝั่งระดับน้ำจะท่วมสูง 1.8-2.00 เมตร ถ้าลึกเข้าไปก็ลดหลั่นกันไป แต่ริมชายฝั่งอย่าง จ.สมุทรปราการ สมุทรสาคร บริเวณปากแม่น้ำจมแน่ๆ"
“สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เหตุการณ์ปี 2538 น้ำเหนือมาหนักมาก ไหลมา 4,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่กรุงเทพฯรับน้ำได้แค่ 3,000 ลูกบาศก์เมตร เพราะฉะนั้นหากเกิดเหตุการณ์เช่นปี 2538 อีกครั้ง เมื่อน้ำมาสี่พันกว่าลูกบาศก์เมตรเขาจำเป็นต้องผลักน้ำออกไปทางซ้ายและทางขวา ก่อนเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งหมายความว่าน้ำจะท่วมชนบทอย่างมโหฬาร พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี นครปฐม จะโดนหนักมาก แล้วมาทาง อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เขตหนองแขม และเขตลาดกระบัง กทม. ก็ไม่รอด”
สำหรับสาเหตุที่น้ำท่วมกรุงเทพฯในปี 2563 จะหนักหนาสาหัสมาก ดร.เสรีบอกว่า ตัวการสำคัญ คือสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะผังเมือง โดยเฉพาะพื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่ว่างเปล่า ลดลงไปจากเดิมถึงครึ่งหนึ่ง
“แต่ก่อนผมจำได้ว่ามีพื้นที่ว่างเปล่าหรือพื้นที่ชุ่มน้ำของกทมฯ ประมาณ 1,500 ตร.กม. เป็นพื้นที่สีเขียวประมาณ 40% ปัจจุบันเหลือเพียง 20% เท่านั้น และขณะนี้เรากำลังสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆรุกล้ำไปในพื้นที่ชุ่มน้ำมาก เช่น สร้างหมู่บ้านจัดสรรขวางทางระบายน้ำ ซึ่งเป็นทางน้ำไหลลงทะเลไปทางทุ่งตะวันออก บริเวณหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง บริเวณนี้หมู่บ้านเกิดขึ้นเยอะมาก รวมทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ เพราะฉะนั้นจึงเป็นปัญหา”
อาจารย์เสรีบอกว่า ภายในปี 2563 หากเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นและถ้ารัฐบาลหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่ได้ดำเนินการอะไร ไม่ได้สร้างคันดินที่จะกั้นน้ำไม่ให้ทะลุเข้ามา หรือการขุดลอกคลองระบายน้ำ ทำพื้นที่แก้มลิง หรือหาพื้นที่แก้มลิงเพิ่มเติม น้ำจะท่วมกรุงเทพฯแน่นอน
[ads=center]
ข้อมูลจาก Bigza.com
เรียบเรียงข้อมูล ThaiJobsGov.com