ไม่เอานะคะถ้าจะตอบว่า ก็มีแค่ สิงห์ ช้าง ไฮเนเก้น โฮลการ์เด้น ฯลฯ เพราะนั่นไม่ใช่ชนิดของเบียร์ที่ครอบคลุมทั้งหมด แต่เป็นแค่เพียงส่วนเดียวเท่านั้น ใครอยากรู้ว่าเบียร์นั้นมีกี่ชนิดกันแน่ ต้องตามมาดูที่นี่เลย แล้วจะได้รู้ด้วยว่าความหอม ความอร่อยของเบียร์แต่ละชนิดนั้นเป็นอย่างไร และแตกต่างกันที่ตรงไหนกันแน่
1. ลาเกอร์เบียร์ (Lager Beer) หมักจากมอลต์ข้าวบาร์เลย์และดอกฮอป ใช้ระยะเวลาหมักไม่นาน และใช้ยีสต์หมักประเภทนอนก้น หรือเชื้อยีสต์จะจมอยู่ที่ก้นภาชนะเมื่อหมักเสร็จ เบียร์ประเภทนี้ต้องเก็บไว้ในห้องเย็นที่อุณหภูมิ 0-32 องศาเซลเซียส หลายสัปดาห์ก่อนจำหน่าย และมีปริมาณแอลกอฮอล์ประมาณ 3-5 ดีกรี
เบียร์ตัวนี้โด่งดังอย่างมากในเมืองไทยและเป็นเบียร์ที่คนไทยดื่มอยู่เป็นประจำ เช่น เบียร์สิงห์ คลอสเตอร์ ไฮเนเกน ช้าง บัดไวเซอร์ คาร์ลส์เบอร์ก เนื่องจากเหมาะที่จะเสริฟแบบเย็นๆในสภาพอากาศร้อนๆในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีเบียร์ชนิดอื่นๆที่ได้รับความนิยมโดยทั่วไปอีกหลายชื่อ เช่น Pale lagers, Pilsner Lagers beer เป็นต้น
2. เอลเบียร์ (Ale Beer) เป็นเบียร์สีเข้มที่มีกลิ่นรสเข้มข้นของมอลต์และมีรสขมมากกว่าลาเกอร์เบียร์ ได้จากการหมักข้าวมอลต์ ดอกฮอป น้ำ อาจมีการเติมข้าวโพด ข้าวเจ้าและน้ำตาลลงไปหมักด้วย เบียร์ชนิดนี้จะหมักด้วยยีสต์ที่ลอยตัวที่ผิวหน้าที่อุณหภูมิ 20-21 องศาเซลเซียสด้วยทอปยีสต์ มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่าเบียร์ชนิดอื่นคือประมาณ 4.5-6.5 ดีกรี การหมักเบียร์แบบนี้จะใช้เวลาการหมักยาวนาน และเหมาะกับการเสริฟที่อุณหภูมิห้อง
Ale beer ที่เป็นที่นิยมเช่น Brown ale, Stout, แคว๊ก จากเบลเยี่ยม
3. ไลท์เบียร์ (Light Beer) เป็นเบียร์ที่มีแคลอรี่และแอลกอฮอล์ต่ำ สีอ่อน รสชาติจืด มีรสขมน้อย และไม่หลงเหลือรสชาติติดปากหลังการดื่ม เนื่องจากลดดีกรีของแอลกอฮอล์ลง เช่น สิงห์ไลต์ บัดไลต์ ฯลฯ คนไหนคอไม่ค่อยแข็งแนะนำเบียร์ตัวนี้เลย แต่คุณก็อาจจะไม่ได้รับรสชาติที่อร่อยละมุนลิ้นเท่าที่ควร
4. ไวท์เบียร์ (White Beer) เป็นเบียร์ที่มีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นของผลไม้ มีรสขมเล็กน้อย สีเหลืองทองใส ส่วนใหญ่จะเป็นเบียร์ที่ผู้หญิงนิยมดื่ม เพราะดื่มง่ายมากๆ ตัวอย่างเช่น Hoegaarden เป็นต้น
5. บอคเบียร์ (Bock Beer) เป็นเบียร์ที่มีสีคล้ำ เข้มข้น รสหวานเล็กน้อย และมีกลิ่นโดดเด่นมาก เบียร์ชนิดนี้ผลิตมากในประเทศเยอรมนี คนไทยจึงอาจจะไม่คุ้นสักเท่าไร
6. สเตาท์เบียร์ (Stout Beer) เป็นเบียร์หมักจากข้าวบาร์เลย์ที่อบจนเกือบไหม้ร่วมกับมอลต์ มีกลิ่นฉุนของดอกฮอปและมอลต์ชัดเจน รสหวาน ขมเล็กน้อย มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ และมีสีเข้มจนเกือบดำ บ้านเรามักนิยมเรียกว่า “เบียร์ดำ” และมักนิยมนำไปผสมเป็นเครื่องดื่มผสมประเภทค็อกเทล (cocktail) สเตาท์เบียร์เป็นที่นิยมมากในชาวอังกฤษ สกอต ไอริช แต่สำหรับเมืองไทยราคาจะค่อนข้างแพง และเหมาะกับคอเบียร์ที่มีอายุสักหน่อย พวกเขาเชื่อว่าสเตาต์เบียร์สามารถช่วยบำรุงสุขภาพได้มากกว่าเบียร์ประเภทอื่นๆ
ตัวอย่างเบียร์ชนิดนี้ เช่น Guinness stout ของประเทศไอร์แลนด์ นิยมนำไปผสมเป็นค็อกเทลที่มีชื่อเสียง โดยผสมกับแชมเปญในอัตราส่วนอย่างละครี่งเรียกว่า “Black Velvet”
[ads]
7. พอร์ตเตอร์เบียร์ (Porter Beer) เป็นเบียร์ที่มีสีดำคล้าย Ale Beer แต่จะมีรสหวานกว่าสเตาต์เบียร์ กลิ่นของดอกฮอปจะน้อยกว่าเนื่องจากใช้ดอกฮอปปริมาณที่น้อยกว่า แต่มีฟองเบียร์ที่มากกว่า
ปัจจุบันนิยมดื่มกันน้อยมาก แต่บางประเทศยังผลิตอยู่เช่นประเทศสหรัฐอเมริกา
8. ดาร์กเบียร์ (Dark Beer) เป็นเบียร์ที่มีสีคล้ำสมชื่อ กลิ่นและรสชาติจะเข้มข้นมากกว่าปกติ เนื่องจากการผลิตด้วยกรรมวิธีพิเศษที่ใช้ข้าวมอลต์มาอบให้เกือบไหม้ก่อนนำไปเป็นวัตถุดิบในการทำเบียร์ เพื่อให้ได้เป็นกลิ่นและรสที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร จากนั้นจะนำมาปรุงแต่งรสและสีด้วยคา
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก foodnetworksolution.com
เรียบเรียงข้อมูลโดย ThaiJobsGov.com
[ads=center]







