คู่มือผู้ปกครองทำความเข้าใจ ‘เด็กหอ’ ยุคใหม่ (โดยเฉพาะเด็กหอวัยเรียน)



อดห่วงไม่ได้เป็นธรรมดาสำหรับหัวอกคนเป็นพ่อแม่ที่จะปล่อยให้ลูกมาเช่าหอพักในต่างจังหวัดเพื่อความสะดวกในการไปเรียน ไปทำงาน เขาจะกินอยู่อย่างไรหนอ? เขาจะดูแลตัวเองได้ดีรึเปล่า? ความเป็นอยู่จะลำบากกว่าบ้านเรารึเปล่า? และที่สำคัญก็คือ “เขาจะมีปัญหาเรื่องความรักและเพศรึเปล่า?”

 

มันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด และไม่สามารถห้ามกันได้ซะด้วยสำหรับเรื่อง “ความรักและเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น” ดังนั้น ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ ผู้ปกครองคนหนึ่งที่กล้าจะให้ลูกอยู่หอพักตามลำพัง คุณก็ต้องเคารพการตัดสินใจของเขา และขอให้เปิดใจทำความเข้าใจกับ “โลกของเด็กหอสมัยนี้”…. นี่คือความจริงที่มีอยู่ในชีวิตชาวหอพัก

 

bed-142516_640

ภาพประกอบจาก pixabay.com

 

1. มันดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องสบายมาก “วัน ๆ นึงเด็กมันจะมีสาระอะไร๊ นอกจากไปเรียน ไปเที่ยว แล้วกลับหอ” แต่ในความเป็นจริงแล้วก็คือ การเรียนคือความรับผิดชอบตัวเองอย่างหนึ่ง การบริหารค่าใช้จ่ายให้พอกับค่าหอพัก ค่ากินอยู่ก็เป็นความรับผิดชอบตัวเองอย่างหนึ่ง ไหนจะการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เช่น อาจารย์, เพื่อน, ไปจนถึงคนรัก ที่จะต้องรับผิดชอบอีกด้วย … บางครั้งพวกเขาก็ยอมให้คุณคิดว่าสบาย โดยที่ไม่อยากเล่าปัญหาให้ฟัง เพราะกลัวว่าคุณจะลำบากใจ ทุกข์ร้อนมากกว่าเจ้าตัวเสียอีก

 

2. ต่อให้คุณสั่งการให้เด็กผู้หญิงอยู่ได้เฉพาะหอในหรือหอหญิงล้วน คุณก็ห้ามเธอมีความรักไม่ได้หรอก
…  ถ้าวันหนึ่งเกิดรักใครเข้า อาจจะพากันไปอยู่หอแฟนก็ได้
…. หรือถ้าเธอดันมีความรักกับเพศเดียวกัน ก็ยิ่งไม่มีปัญหาที่จะพาใครเข้าออกห้องได้สบายใจ

และที่สำคัญคือ
"ในอนาคตเธอก็จะต้องแต่งงานมีครอบครัวอยู่ดีแหละ" ดังนั้น ควรเปิดใจคุยกับลูกสาว/หลานสาว/น้องสาว ของคุณดี ๆ อย่ารู้สึกว่าการมีความรัก(และเพศสัมพันธ์)เป็นเรื่องที่ผิดบาปมาก ๆ แต่ควรรู้สึกว่ามันคือเรื่องธรรมชาติที่ควรสอนให้เธอรู้จักป้องกันตัวเอง และควรทำให้เธอรู้ว่าคุณน่ะ “ห่วง” ไม่ใช่ “หวง” (หวงมากแค่ไหน สุดท้ายความจริงของโลกก็คือ คุณไม่สามารถคุ้มครองชีวิตเขาไปจนตายหรอก จงสอนให้เขารู้จักเอาตัวรอดจะดีกว่า)

 

3. ความกลัว ‘ผี’ หรือ ‘โจร’ ไม่ควรเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ทำให้คุณต้องเสียดายค่าหอในฐานะคนส่งเสีย ถึงแม้ว่าเขาจะได้รับการศึกษาสูงขึ้นก็ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าคนเราจะเลิกกลัว มั่นใจในตนเองมากขึ้น เพราะคนเรามีความกลัวไม่เท่ากัน(และมีเซ้นส์เรื่องผีไม่เหมือนกัน) ถ้าลูกหลานคุณย้ำนักย้ำหนาถึงความรู้สึกไม่ปลอดภัย ควรไม่รีรอที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องที่พักแห่งใหม่ โดยไม่ต้องเสียดายค่าหอเก่า

 

4. อย่าตำหนิซ้ำเติม ดุด่าพวกเขาในกรณีที่เกิดเหตุอาชญากรรมกับตัว ไม่ว่าจะมอเตอร์ไซค์หาย, ตังค์หาย, โดนงัดห้อง, โดนทำร้ายร่างกาย, เกิดอุบัติเหตุ … ใจเย็นลง แล้วมองโลกตามความจริงสักหน่อย “เขาตัวคนเดียว จะสู้อะไรไหวกับพวกโจรที่จะเอาให้ได้ หรือโชคชะตาที่กำหนดไว้แล้วว่าจะซวยก็ต้องซวย” สิ่งที่คุณทำได้คือรับฟังปัญหา ปลอบใจให้หายตื่นตระหนก บอกให้เขาระวังมากกว่านี้ด้วยความเป็นห่วงที่แท้จริง

 

5. อย่าส่งเงินในแต่ละเดือนให้พวกเขาเพียงอย่างเดียว ควรส่งเสบียงอาหารแห้งไปให้พวกเขาด้วย เพราะสิ่งนี้ก็มีค่าสำหรับการดำรงชีวิตของพวกเขา “บางเดือนพวกเขาอาจช็อตเงิน ไม่กล้าขอเงินคุณ เลยต้องกินแบบอดอยากจนกว่าเงินจะออก”

 

6. อย่าห้ามเขารับงานพาร์ทไทม์ เพียงแค่ต้องการให้เขาเรียน (เหมือนกับห้ามไม่ให้มีความรัก เพื่อต้องการให้ตั้งใจเรียนเพียงอย่างเดียว) ถ้าปรารถนาจะให้เขารู้จักชีวิตผู้ใหญ่ได้ดีขึ้น ควรปล่อยให้เขาเรียนรู้ถึงความลำบากให้เร็วที่สุด รู้จักโลกให้หลากมิติมากที่สุด มั่นใจและเชื่อใจในฝีมือเขา … “การเลี้ยงแบบโอ๋เหมือนเขาไม่รู้จักโต เขาก็จะเป็นเด็กอย่างนั้น โตช้า ตามไม่ทันคนอื่นเขา”

 

7. ไม่ว่าสุดท้ายแล้วเขาสามารถเอาตัวรอดชีวิตรอดได้ดี หรือมีอะไรพลั้งพลาด (เช่น เรียนไม่จบ, ท้องในขณะเรียน, ประสบอุบัติเหตุจนทุพพลภาพ) อย่างไรเสีย ครอบครัวก็คือคนสำคัญที่ควรจะอ้าแขนพร้อมโอบกอดเขาได้อย่างเต็มที่ อย่าผลักไสพวกเขา อย่าอคติเพียงเพราะต่างวัยกัน ต่างวุฒิกัน …. ถ้าไม่รักและเข้าใจพวกเขา แล้วจะให้พวกเขาไปรับรักและความเข้าใจจากใคร