เงิน คือ ปัจจัยการดำรงชีวิตอย่างหนึ่งของคนเราในปัจจุบันอย่างปฏิเสธไม่ได้ ไม่ว่าจะกิน, อยู่, รักษาตัว, เดินทาง ทำอะไรในทุกวันนี้ไปจนกระทั่งตายล้วนแต่ใช้เงินทั้งนั้น
เพราะเหตุนี้เราถึงต้องทำงาน เพื่อหาเงิน ยิ่งมีเงินมากเท่าไหร่ เราก็จะเข้าถึงความสะดวกสบายมากเท่านั้น รู้สึกถึงความอุ่นใจ มั่นคง อย่างบอกไม่ถูก แต่… เพราะงานมันไม่ได้หาง่าย และงานที่มีอยู่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้สร้างรายได้มากมายเท่าไหร่น่ะสิ ยิ่งหักลบกับค่าใช้จ่าย จะเหลือเงินเก็บสักกี่บาทกันเชียว?
เมื่อไหร่จะรวย? คำถามนี้ดูเหมือนไม่ง่าย แต่ก็หาคำตอบได้ไม่ยาก
ภาพประกอบจาก pixabay.com
มันอยู่ที่ทัศนคติและนิสัยการใช้เงิน ถ้ายังคิด ยังทำในข้อต่อไปนี้
อย่าว่าแต่โอกาสที่จะรวยยังไม่มี แม้แต่เงินเก็บก็ยังไม่เหลือ
1. ขี้เกียจ
ก่อนจะไปถึงจุดที่นั่ง ๆ นอน ๆ ก็มีเงินเข้าตลอดเวลา อันดับแรกคุณต้องเป็นคนขยันเสียก่อน… ขยันทำงาน ขยันหาลู่ทาง ขยันจับทิศทางของธุรกิจ ฯลฯ คนรวยทุกคนล้วนแต่ผ่านความขยันมาหนักหนาสาหัสกันทั้งนั้น เป็นไปไม่ได้หรอกที่จู่ ๆ คนเราปุ๊บปั๊บก็รวยโดยไม่ต้องทำอะไรเลย (แม้แต่หวยก็ยังต้องออกแรง ออกตังค์ไปซื้อถึงจะรวยได้ แต่จะลงทุนลงแรงไปมากเท่าไหร่ก็สุดแท้แต่ความสามารถและดวงของแต่ละคนคละกันไป)
2. ขี้กลัว/ขี้อาย
ความรวยไม่เพียงแต่เป็นของขวัญสำหรับคนขยัน แต่มันยังเป็นรางวัลสำหรับคนกล้าเสี่ยงด้วย ถ้ามัวแต่จำกัดตัวเองให้ขยันในที่หนึ่ง แต่ไม่กล้าลองในอีกที่ มัวแต่กลัวล้ม, กลัวเจ็บ, กลัวคนอื่นไม่ยอมรับ, กลัวในหลายอย่างที่คิดไว้เราจะไม่สังเกตความก้าวหน้าของตัวเองได้ชัดเจนแน่นอน ... กลัวอะไรก็ไม่เท่ากลัวอดตาย จำคำนี้ไว้ถ้าวันไหนคุณอยากรวย แต่รู้สึกท้อซะก่อน !!
3. ปิดหูปิดตา คิดว่าตัวเองแน่
ขยัน มุ่งมั่น เชื่อมั่นในตัวเอง100% = ดื้อรั้น
ขยัน มุ่งมั่น เชื่อมั่นในตัวเอง60% ฟังคนอื่น40% = ก้าวหน้า
มิตรภาพสำคัญต่อการทำงานและทำเงินเสมอ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบเพื่อนร่วมงาน, หัวหน้าแผนก, เจ้านาย, ลูกค้า, คนใกล้ตัว ล้วนแต่มีส่วนช่วยผลักดันให้เราเข้าถึงความสำเร็จได้ง่ายขึ้น สมบูรณ์แบบขึ้น อย่าคิดว่าเราเท่านั้นที่รู้ดีที่สุดแต่เพียงคนเดียว คนอื่นอาจรู้มากกว่าเรา และรู้ในมุมที่ต่างจากเรา … ฟังเสียงพวกเขาบ้าง ถ้ายังรักความก้าวหน้า
4. ขี้บ่น
ไม่มีประโยชน์อย่างใดกับการบ่นหรือคร่ำครวญ พร่ำเพ้อ รังแต่จะเสียเวลาเปล่า และเสียสุขภาพจิตหนักกว่าเดิม อยากขยันไม่ควรเสียเวลาดราม่ากับชีวิตตัวเองมาก เอาเวลาไปลงมือทำ ทำ และทำผลงานให้มันดีเยี่ยมยิ่ง ๆ ขึ้นไปจะมีความสุขมากกว่า
5. ฟังแล้วเชื่อคนอื่นในทันที ขาดการวิเคราะห์และสรุปด้วยตัวเอง
ต่อให้คนอื่นมีอิทธิพลต่อชีวิตด้านต่าง ๆ ของเราแค่ไหน สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดก็คือการรับฟังเอาไว้เท่านั้น ถ้ามัวแต่เชื่อทุกคนที่บอก เราจะไม่มีวันหาจุดยืนของตัวเองเจอ … ฟังแล้วคิด คิดแล้วขาข้อสรุปที่เหมาะสมกับตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเชื่อไปหมดทุกเรื่อง ขอให้ฟังแล้วคิดอะไรได้ด้วยตัวเองก็เพียงพอแล้ว
6. เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากกว่าเชื่อตัวเอง
ยังยืนยันอีกทีว่าความขยันเท่านั้นที่จะทำให้คนเรารวยขึ้นจริง เห็นได้ชัดจริง การเคารพกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเป็นเพียงแค่กำลังใจเท่านั้น เราไม่มีทางรู้เลยว่าเขาจะช่วยอะไรเราได้จริงขนาดไหน มีตัวตนจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงสิ่งสมมติที่สร้างขึ้นมาแค่นั้นเอง (ยิ่งคนกราบไหว้เยอะ เรายิ่งไม่รู้เลยว่าคิวที่เราขอไปเป็นคิวที่เท่าไหร่ ต้องต่อคิวอีกนานรึเปล่า… คิดไปก็ปวดหัว มาสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเองนี่แหละแน่นอนสุดแล้ว!)
7. ขี้งก หวังได้แต่ไม่ยอมเสีย
ความรวยไม่ได้แปลว่าให้เราเก็บเงินไว้เยอะ ๆ เสียให้น้อย ๆ เพราะบ่อยครั้งมักจะเกิดเหตุ “เสียน้อยเสียมาก เสียยากเสียง่าย” เช่น ยอมซื้อของถูก ๆ มาใช้ แต่สุดท้ายก็ต้องพังและซื้อของใหม่ซึ่งเป็นของแท้ นอกจากจะเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ ยังเป็นการปิดกั้นการเรียนรู้ของตัวเองตามประสา “คนไม่กล้าล้ม ไม่กล้าลงทุน”
ความรวยคือการเห็นความคุ้มค่าในสิ่งที่เสียไปต่างหาก เช่น
ยอมจ่ายค่าเทอม แม้ว่าจะต้องทำงานหนัก เพื่อหวังผลในอนาคต
ยอมจ่ายค่าอุปกรณ์เกรดอย่างดี เพื่อความคงทนในการใช้งานในอาชีพ
ยอมบริจาคปัจจัยทำบุญทำทาน เพื่อสร้างความรู้สึกดีจากการให้ ลดความรู้สึกเห็นแก่ตัวที่เป็นผู้รับมาบ่อยแล้ว
จ่าย ๆ ไปเถอะถ้าคุณสามารถมองเห็นความคุ้มค่าบางอย่างในตัวมัน ยกเว้นอบายมุข อย่างเหล้า, สิ่งเสพติด, การพนัน ที่มีแนวโน้มว่าตอนเสียจะหนักกว่าตอนได้เป็นหลายเท่าตัว
8. รู้จักใช้ แต่ไม่รู้จักเก็บ
เป็นนิสัยหนึ่งที่คนเราเป็นกันมากโดยเฉพาะในบรรดามนุษย์เงินเดือน ที่ชินกับการได้มาแต่ละเดือนแล้วหักค่าใช้จ่ายก็เป็นอันพอแล้ว แต่ลืมไปว่าต้องเก็บออมด้วยจึงจะเอาอยู่… เก็บอย่างน้อยวันละ 10-20 บาทไปเรื่อย ๆ ก็ได้ ดีกว่าไม่มีเงินเก็บเลยสักบาท อย่าประมาทในเหตุฉุกเฉินเชียวล่ะ เพราะอะไรจะเกิดขึ้นก็ได้ทั้งนั้น (และส่วนใหญ่ก็ใช้เงินทั้งนั้น)
9. รู้จักเก็บ แต่ไม่รู้จักต่อยอด
ถ้าเก็บเป็นเหรียญเป็นแบงค์ยัดในออมสิน มันก็จะอยู่นอนนิ่งเป็นแค่เหรียญแค่แบงค์อย่างไรก็อย่างนั้นเด๊ะ แต่ถ้าเอาไปลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น บัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูง, กองทุนเงินรวม, หุ้น, พันธบัตร หรือลงทุนในธุรกิจส่วนตัว เราจะเห็นเม็ดเงินที่งอกเงยหลายเท่าตัวอย่างชัดเจน
10. รักความสุข รักความสบาย
ลองสังเกตดูสิว่า คนที่มีเงิน ส่วนใหญ่เขามีชีวิตที่ชิลมากจนไม่ทำงานกันทุกคนรึเปล่า ?
เจ้าสัวบางคนยังต้องเข้าประชุมด้วยตัวเองทุกวัน เพื่อคุมงานบริษัท
เจ้าของกิจการบางคนยังต้องตื่นเช้ามาเปิดร้านด้วยตัวเองทุกวัน ทั้งที่เงินทองก็เข้าขั้นรวยมากแล้ว
นักธุรกิจบางคนแม้กระทั่งตื่นนอนยังต้องเปิดมือถือมาเช็คงาน เช็คข่าวสารบ้านเมือง
ถ้าอยากให้เงินงอกเงยไม่หยุด คุณก็ต้องเป็นขยันทำงาน ขยันเรียนรู้ แม้ว่าจะอยู่ในจุดที่สบายแล้วก็ตาม
แค่คุณหยุดเพียง 1 ก้าว ก็มีอีกหลายคนที่พร้อมจะนำหน้าคุณหลายก้าวแล้ว !
11. ทำงานหนักจนป่วย ไม่ดูแลตัวเอง
ต่อให้ความขยันมีคุณอนันต์ต่อความรวยแค่ไหนก็ตาม อย่าลืมว่ามนุษย์เรามีขีดจำกัดในตัวเอง ถ้าเหนื่อยมาก ๆ ไม่ว่าจะเหนื่อยกายหรือเหนื่อยใจ พักให้หายเหนื่อยก่อนแล้วค่อยไปต่อ อย่าฝืนทั้งที่ตัวเองบาดเจ็บ ไม่อย่างนั้นคุณจะเจ็บหนักกว่าเดิม และอาจไม่มีโอกาสไปต่อเลยก็ได้
ความรวยไม่ใช่สิทธิพิเศษเฉพาะชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง มันคือรางวัลที่ใครก็เอื้อมถึงได้ แต่เมื่อไหร่จะถึง คนไหนจะได้เป็นเศรษฐี ทัศนคติที่ดี, ความขยัน และนิสัยการใช้เงินเป็นเท่านั้นที่จะบ่งบอกได้