ไม่เพียงแต่วัยเรียนเท่านั้นที่จะต้องอ่านหนังสือสอบ ในวัยทำงานก็ยังต้องมีการสอบบรรจุ สอบเข้าเป็นพนักงานในองค์ต่าง ๆ อยู่ดี ดังนั้นหากจะพูดว่าตำรามันจบไปพร้อมกับการเรียนจบก็ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว ตราบใดที่เรายังต้องการความก้าวหน้า ตำราและความรู้รอบตัวอื่น ๆ ยังมีความหมายสำหรับชีวิตเราเสมอ
ภาพประกอบจาก pixabay.com
แล้วจะสอบยังไงให้มีโอกาสติดสูง? มาเจาะเทคนิคกัน
1. สำรวจข้อมูลของปีก่อนอย่างคร่าว ๆ
เช่น สถิติผู้เข้าสอบ (ในตำแหน่งงานนั้นมีคนสมัครสอบกี่คน, ผ่านกี่คน, ตกกี่คน) วิชาที่ใช้สอบมีอะไรบ้าง (วิชาละกี่คะแนนถึงจะผ่าน, แต่ละวิชามีเนื้อหาอะไรบ้าง) อ่านเอาไว้เพื่อย้อนกลับมาที่ตัวเองว่าจะเตรียมตัวอย่างไรบ้าง (จะไปติวที่ไหน, ซื้อหนังสือได้ที่ไหน)
2. ฝึกนิสัยรักการอ่านให้เป็นเรื่องปกติ
อัจฉริยะไม่สามารถสร้างได้ในไม่กี่คืนก่อนสอบ สำหรับคนที่ขี้เกียจ หรือไม่ชอบอ่านหนังสือเลย ในจุดนี้ก็ต้องฝืนตัวเองเอาหน่อย ถ้าหักดิบให้ตัวเองอ่านหนังสือเป็นเวลานานไม่ได้ ก็ค่อย ๆ ฝึกนิสัยไป เช่น วันนี้อ่าน 1 ชั่วโมง, วันพรุ่งนี้อ่าน 3 ชั่วโมง, วันมะรืนนี้อ่าน 5 ชั่วโมง ไม่ถึงกับต้องลงลึกเจาะเนื้อหาเลยก็ได้ เอาแค่อ่านผ่าน ๆ ให้ติดนิสัยไปเลยว่าอย่างน้อยตื่นมาในแต่ละวันห้ามขาดหนังสือสอบเด็ดขาด
3. อ่านแบบคร่าว ๆ ไปแล้ว คราวนี้มาอ่านกันแบบเข้มข้น
จากที่เคยอ่านแค่ผ่านตา คราวนี้มาอ่านอย่างละเอียด ลงลึกในแต่ละบทให้มากขึ้น ไม่เข้มข้น จะไม่ผ่านไปบทต่อไปเด็ดขาด!
4. ละทิ้งความสบาย อย่างสร้างเงื่อนไขให้มาก
ความสบายมักเป็นบ่อเกิดของความขี้เกียจเสมอ อย่าสร้างนิสัยให้ตัวเองเป็นคนวอกแวกด้วยความสบายรูปแบบต่าง ๆ เช่น การนอนอ่านในเตียงนุ่ม ๆ, นั่งอ่านพร้อมขนมกรุบกรอบรอบตัว, ต้องอ่านไปคุยกับเพื่อนไปเป็นพัก ๆ … นั่งในที่ที่มีสิ่งรบกวนน้อยและนั่งท่าที่คิดว่าจะอ่านได้สบาย ๆ หลายชั่วโมงเป็นอันพอ (เช่น ที่นั่งที่มีโต๊ะให้เขียนหนังสือได้) อนุโลมให้พกน้ำเปล่าติดตัวเพื่อดื่มสร้างความสดชื่นให้กับร่างกายและสมองเท่านั้น
5. แต่… อย่าตึงเครียดเกินไป
ถ้ารู้สึกว่าปวดหัวมาก ๆ สายตาเริ่มล้า เริ่มรู้สึกไม่สบายตัวหลังจากที่อ่านหนังสือมานาน ออกไปยืดเส้นยืดสายบ้าง งีบสักแป๊บนึงบ้าง แต่ต้องสัญญากับตัวเองด้วยนะ! ว่าจะไม่ทิ้งแล้วทิ้งเลย ไม่กลับมาอ่านอีกเลย
6. อย่าฟังเสียงของคนอื่นให้มาก
ไม่จริงเสมอไปว่าการนัดติวเป็นกลุ่มจะทำให้รู้เรื่องมากขึ้น เพราะบางคนก็รู้สึกว่ามันทำให้สมาธิแตกกระเจิงกว่าเดิม ถ้าจำเป็นต้องออกไปพบปะผู้คนที่เป็นคนสอบเหมือนกัน ก็แค่ฟังหูไว้หู อย่าไปปักใจเชื่ออะไรมาก ฟังไว้อัพเดทตัวเองพอประมาณ อย่าไขว้เขวในวิธีการของตัวเองที่เป็นแบบเฉพาะตัว …เรื่องของความรู้ความสามารถสุดท้ายแล้วก็ตัวใครตัวมันกันทั้งนั้น
7. สมาธิเป็นเรื่องสำคัญ
ไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิก่อนอ่านหนังสือก็ได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่รู้สึกฟุ้งซ่าน กระวนกระวาย ไม่นิ่งพอ ให้หากิจกรรมที่ใช้สมาธิจูนตัวเองสัก 1-2 ชั่วโมง เช่น ปลูกต้นไม้, เล่นกีฬา, เขียนบันทึก, วาดรูป หลีกเลี่ยงการเปิดช่องทางการสื่อสารกับคนอื่น เช่น คุยโทรศัพท์, เล่นโซเชียลมีเดีย เพื่อไม่ให้คนอื่นมาทำเราวอกแวกหนักกว่าเดิม
8. แบบฝึกหัดจะช่วยให้จำมากขึ้น
ถ้ารู้สึกเบื่อที่จะท่องเนื้อหา หรือเป็นคนขี้ลืม ไม่ชอบการท่องจำยาว ๆ ให้ทำแบบฝึกหัดเยอะ ๆ พยายามหาแนวข้อสอบที่หลากหลายมาฝึกฝีมือไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะทำให้เราชินกับการสอบและจำได้แม่นยำขึ้นกว่าเดิม
9. ใช้ปากกาไฮไลท์ได้ แต่อย่าเยอะ
ถึงแม้สีจะช่วยให้เกิดความจำได้ดี แต่การใช้สีอย่างสะเปะสะปะก็อาจส่งผลให้สับสนหนักกว่าเดิมได้ ก่อนจะขีดไฮไลท์อะไร ขอให้ผ่านการอ่านหลายรอบมาดีแล้วจนรู้ว่าจุดไหนสำคัญ อย่าเพิ่งขีดในทันทีที่อ่านครั้งแรก (ในกรณีอ่านที่ 1-2 ควรใช้แค่ดินสอขีด ๆ เขียน ๆ ตามบทที่สำคัญไปก่อน ค่อยใช้ปากกาในการอ่านครั้งที่ 4-5 โดยประมาณ)
10. แยกเวลาอ่านหนังสือออกจากเวลากิจกรรมอื่น
นิสัยรักการอ่านไม่ได้แปลว่าจะต้องพกหนังสือไปทุกที่ทุกเวลา เอาแค่สามารถบอกตัวเองได้ก็พอว่าควรยกเวลาไหนให้เป็นเวลาของการอ่านโดยเฉพาะไปเลย อย่านำมาปะปนกับกิจกรรมอื่น นอกจากจะทำให้เรากลายเป็นคนตึงเครียดที่มีแต่เรื่องอ่าน อ่าน และอ่านตลอดเวลา ในทางกลับกันมันยังทำให้เราอยู่ไม่นิ่งมากขึ้น เพราะดันไปเปิดโอกาสให้หลายสิ่งเข้ามาปะปนรบกวนสมาธิได้ง่าย
11. อย่าหักโหม อย่านอนดึก
ควรให้สมองได้พักผ่อนบ้างเพื่อประสิทธิภาพการทำงานที่เต็มที่ นอกจากทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ จิบน้ำเป็นประจำเพื่อให้น้ำไปเลี้ยงสมอง การพักผ่อนนอนหลับก็เป็นเรื่องที่สำคัญ สมองก็เหมือนกับอวัยวะอื่นของร่างกายเรา ยิ่งใช้งานหนัก ยิ่งสึกหรอเร็วขึ้น
ไม่ว่าคุณกำลังคิดหวังในการสอบสนามใดก็ตาม
ขอให้คุณโชคดีและภูมิใจในตัวคุณเองที่ได้พยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว : )
