นวัตกรรมเพื่อความงามถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ใครจะหน้าแย่แค่ไหน ก็สามารถสวยได้ด้วยมือหมอทั้งนั้น การรอยไหมก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการเพิ่มความสวย ที่มีคนจำนวนไม่น้อยขอลองดูสักครั้ง ว่าแต่ว่า การร้อยไหมมีดีที่ตรงไหน ทำไมดารา คนที่อยากสวย หรือคนที่อยากมีรูปหน้าเรียว จะต้องเดินทางไปตามหาแพทย์ที่มีฝีมือดีเพื่อซ่อมแซมโครงหน้าให้เป๊ะขึ้น วันนี้มาตามหาคำตอบกันดีกว่าค่ะ
การเสริมสร้างความงามด้วยการร้อยไหม
ตั้งแต่ในอดีต มีการใช้ไหมเพื่อเย็บเนื้อเยื่อใบหน้าเข้าหากัน ต่อมา จึงมีการคิดค้นวิธีการผ่าตัดเพื่อดึงหน้าให้ยกกระชับ หรือทำให้ใบหน้ากลับไปอยู่ในตำแหน่งที่ต้องการได้ การใช้ไหมยกกระชับใบหน้า จะเน้นการผ่าตัดให้มีบาดแผลน้อยที่สุดและสามารถซ่อนความไม่สวยงามไว้ได้ โดยอาจใช้แค่เพียงการสอดไหมเข้าไปเกาะเกี่ยวเนื้อเยื่อ เพื่อให้ยกขึ้นมาในลักษณะเดียวกับการดึงหน้า โดยที่ไม่จำเป็นต้องเปิดแผลกว้างมากมายแต่อย่างใด
[ads]
ไหมแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่
1.ไหมละลาย PDO (Polydioxanone) เป็นไหมที่ร่างกายจะกำจัดออกไปจนหมด ภายในระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ซึ่งไหมชนิดนี้ไว้เย็บแผลทั้งที่หัวใจ และเนื้อเยื่อปกติ เพราะเราดูที่การละลายของไหม ว่านานแค่ไหนถึงจะละลายในการใช้เย็บสิ่งที่เราต้องการจะเย็บครับ
2.ไหมแอปทอส (Aptos) ลักษณะคล้าย “ก้างปลา” หรือมีการบากเส้นไหมให้เป็นแง่หรือเป็นกิ่งก้านต่างๆ เพื่อให้สามารถยึดเกาะเนื่อเยื่อเอาไว้ได้ เป็นไหมชนิดที่ไม่ละลาย มีมานานเป็นสิบปีแล้ว แต่ที่ไม่นิยม เพราะต้องใช้ประสบการณ์ของแพทย์สูงมาก เพราะแง่งของไหม เพราะเมื่อใส่เข้าไปใต้ผิวแล้วเงี่ยงจะกางออก ทำให้ผิวดูตึงขึ้น เหมือนกางร่ม แต่ไม่ง่ายเลยในการทำ จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยม
3.ไหมทอง (Gold Thread) ประกอบไปด้วยทองคำบริสุทธิ์ และมีโลหะเป็นองค์ประกอบด้วย แต่เป็นไหมชนิดที่ไม่ละลาย แต่ข้อเสียคือ มีค่าใช้จ่ายสูงมาก และหลังทำจะไม่สามารถทำเลเซอร์หรือนวดหน้าด้วยคลื่นวิทยุได้ เพราะไหมทองดูดซับความร้อน อาจจะทำให้ขาดในผิวหนังได้ และนอกจากนี้ คนไข้บางรายอาจเกิด อาการแพ้ทองคำบริสุทธิ์ ที่เป็นองค์ประกอบของไหมได้ หากเกิดปัญหา ก็จะต้องมาทำการผ่าตัดเพื่อเอาไหมออกไปด้วยเช่นกัน ซึึ่งก็ไม่นิยมเหมือนกัน
วิธีการในการใส่ ไหม มีดังนี้
1. Floatting Tread คือ การใส่ไหมแบบลอยบนผิวหน้าของคนไข้ วิธีนี้ต้องใช้ไหมจำนวนมากใส่เข้าไป ทำให้เสียค่าใช้จ่ายมากมาย แรกๆๆอาจจะทำให้ตึงขึ้นจากการบวม แต่พอเวลาผ่านไป หน้าก็จะกลับมาเหมือนเดิมหรือใกล้เคียงกับของเดิม เรียกได้ว่า เสียเวลาเปล่า
2. Sustension Tread คือ การใช้ไหมไปเกี่ยวขึงใต้ผิวหนัง โดยปลายอีกด้านเย็บผูกติดกับพังผืดใต้ผิวนั่นเอง วิธีนี้สามารถทำให้ยกกระชับขึ้นมาได้ แต่ก็ต้องทำโดยการผ่าตัดอยู่ดี
คนส่วนใหญ่เลือกร้อยไหมก็เพราะ “กลัวการผ่าตัด” ไม่ต้องการเจ็บ ไม่อยากต้องพักฟื้น หรือกลัวผลข้างเคียงจากที่อาจเกิดขึ้น แต่คุณต้องทำใจไว้เลยว่า ผลของการร้อยไหมไม่ว่าจะใช้ไหมชนิดใดก็ตาม ย่อมไม่ดีเท่ากับการผ่าตัดดึงหน้า ซึ่งสิ่งที่ต้องคำนึงถึงก่อนการร้อยไหมควรเป็น “ความชำนาญ เทคนิคและประสบการณ์ของแพทย์” อย่างไรก็ตาม คนไข้ที่มีปัญหาหน้าหย่อนคล้อยมากๆ หมอจะไม่แนะนำวิธีนี้ เนื่องจากการผ่าตัดจะเห็นผลได้คุ้มค่ามากกว่า
ใครควรร้อยไหม
1.คนไข้กลุุ่ม อายุประมาณ 30-50 ปี หรืออาจะน้อยกว่านี้ ถ้ามีปัญหาแล้วก็ได้ คือ เริ่มมีการหย่อนคล้อย ตั้งแต่น้อย ถึงปานกลาง
2.ข้างมุมแก้มเริ่มมีไขมัน หล่นมากองด้านข้าง หรือบริเวณกระพุ้งแก้มหย่อนคล้อยลงมาครับ
3.หน้าเริ่มจะไม่เป็นตัว V และเริ่มเปลี่ยนมาเป็นตัว U แทน ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีการหย่อนคล้อยเริ่มเกิดขึ้น
4.ร่องแก้มเริ่มมี และเริ่มเห็นลึกขึ้น เมื่อมีการยิ้ม หรือแสดงสีหน้า
ลองคิดพิจารณาอย่างถี่ถ้วนสักนิดก่อนคิดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะหากทำผิดพลาดไปแล้ว การจะกลับมาเริ่มต้นใหม่อาจไม่ง่ายเสมอไป
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.surgery.or.th/topics/thread_kamol.pdf และhttp://www.doctoryouth.co.th/index.php?mo=3&art=42032742
เรียบเรียงข้อมูลโดย ThaiJobsGov.com
[ads=center]

