มาราธอนกลายเป็นอีกหนึ่งการออกกำลังกายที่ฮอตฮิตมากในช่วงนี้ สังเกตได้จาก news feed ทุกเช้าวันอาทิตย์ที่มักจะเห็นคนรักสุขภาพออกไปวิ่งตามสถานที่ต่างๆกันอยู่เสมอ บางคนก็ 5 กม. 10 กม. 20 กม. หรือมากไปกว่านั้น ทำไมพวกเขาต้องตื่นแต่เช้ามาวิ่งในระยะทางที่ไกลขนาดนี้ด้วย การวิ่งมาราธอนมีอะไรที่น่าดึงดูดใจ แล้วถ้าเกิดว่าเราอยากจะลองวิ่งแบบนี้ดูสักครั้งต้องเตรียมตัวก่อนอย่างไรบ้าง เราจะมาเฉลยคำตอบให้คุณฟังกันค่ะ
บางคนอาจเคยคิดว่า คำว่า ‘มาราธอน’ ช่างห่างไกลกับความสามารถของเราเสียเหลือเกิน และคงไม่มีทางวิ่งเข้าเส้นชัยได้ทันเวลาแน่ หากคุณคิดอย่างนั้นอยู่ อยากให้ลองเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ เพราะขนาดผู้ใหญ่ที่อายุเกือบ 100 ปี เขายังมาวิ่งมาราธอนกันเลย
ประเภทของการวิ่งมาราธอน
การวิ่งมาราธอนแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท ซึ่งถูกแบ่งไว้ให้เหมาะสำหรับนักวิ่งมือใหม่และนักวิ่งมืออาชีพ นักวิ่งมือใหม่ควรเริ่มหัดวิ่งมาราธอนตั้งแต่ 10 กิโลเมตรกันก่อน เมื่อชำนาญมากขึ้นแล้วจึงค่อยขยับเป็น 21 กิโลเมตรหรือ 42 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นการวิ่งมาราธอนที่เต็มรูปแบบ
ประโยชน์ของการวิ่งมาราธอน
มาราธอนมอบสิ่งดีๆให้เราหลายประการ ดังนี้
1. มาราธอนช่วยพัฒนาระบบหมุนเวียนโลหิตในร่างกาย ทำให้อวัยวะต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเลือดทำงานได้ดีขึ้น
2. มาราธอนช่วยต่อต้านการเกิดโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และโรคร้ายแรงอื่นๆด้วย
3. มาราธอนช่วยฝึกความแข็งแกร่งของจิตใจ
การเตรียมตัวก่อนวิ่งมาราธอน
ผู้ที่สนใจจะวิ่งมาราธอนควรเตรียมตัวฟิตซ้อมร่างกายมาให้ดีเสียก่อน เพราะหากว่าคุณลงวิ่งด้วยความไม่มีความพร้อม คุณอาจไปไม่ถึงเส้นชัยหรือเข้าเส้นชัยอย่างไม่สง่าผ่าเผยได้
1. ซ้อมวิ่ง คุณต้องเริ่มจากการจัดตารางการฝึกซ้อมของตัวเองเสียก่อน โดยช่วงเวลาการฝึกต้องไม่แน่นจนเกินไป และปล่อยให้มีเวลาพักผ่อนร่างกายด้วย สำหรับมือใหม่เตรียมตัวก่อนวิ่งให้ได้สัก 3 เดือน จะดีที่สุด
การฝึกซ้อมในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก ควรเป็นการฝึกเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่กล้ามเนื้อ เพื่อให้มันสามารถทานทนต่อความเหนื่อยล้าจากการวิ่งในระยะไกลๆเป็นเวลานานๆได้ ซึ่งวิธีการในช่วงแรกให้คุณพยายามวิ่งให้ได้ระยะทางไกลที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้ และค่อยๆเพิ่มระยะทางให้มากขึ้นเรื่อยๆในเวลาต่อมา
2. ออกกำลังกายรูปแบบอื่นๆควบคู่ด้วย ไม่ใช่ว่าการจะวิ่งมาราธอนได้ไกลจะเน้นการฝึกวิ่งอย่างเดียว คุณยังจำเป็นต้องออกกำลังกายในรูปแบบอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก เพราะการออกกำลังกายในรูปแบบนี้จะเสริมความแข็งแกร่งให้มากขึ้น และลดความกดดันในตัวคุณเองได้ด้วย
3. วางแผนการวิ่งจริง
เมื่อร่างกายเริ่มชินกับการออกแรงวิ่งในระยะไกลๆได้แล้ว ก็ต้องมาวางแผนการวิ่งของตัวเองว่าควรวิ่ง
เร็วหรือช้าในตอนไหน เพราะถ้าคุณเริ่มต้นช่วงแรกด้วยพละกำลังที่มีทั้งหมด อาจจะไม่มีแรงพอเข้าเส้นชัยได้ แต่ถ้าวิ่งช้าเกินไป ความอ่อนใจและความอ่อนล้าของร่างกายอาจฉุดรั้งไม่ให้เราเข้าถึงจุดหมายได้เช่นกัน ในระหว่างการซ้อมควรวิ่งด้วยความเร็วที่เรากะว่าจะใช้วิ่งจริงและช้าสลับกันไป เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อขาตึงขณะที่วิ่งในระยะไกล และควรฝึกวิ่งระยะไกลบนพื้นถนนด้วย โดยเลือกเวลาการวิ่งและสภาพอากาศที่เราคิดว่าใกล้เคียงกับการแข่งขันจริง
โดยทั่วไปแล้วควรจะเริ่มต้นแบบช้าๆ แล้วไปเพิ่มความเร็วในช่วงกลางๆ ก่อนจะผ่อนความเร็วลงเมื่อเข้าสู่กิโลเมตรสุดท้าย และเรียกกำลังเฮือกสุดท้ายก่อนวิ่งเข้าเส้นชัยด้วยความมั่นใจ
[ads]
4. พักผ่อนร่างกายให้เพียงพอก่อนวันแข่ง คุณจำเป็นต้องตื่นเช้ามากๆในช่วงเวลาที่ต้องออกไปวิ่งมาราธอน หากร่างกายได้รับการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ สิ่งที่เตรียมตัวไว้อาจไม่เหมือนเดิน
5. อบอุ่นร่างกายให้พร้อม ก่อนการวิ่งมาราธอนระยะไกล คุณควรจะต้องอบอุ่นร่างกายให้ได้สัก 20 นาทีก่อน จากทีงัวเงียอยู่จะได้ตื่นตัวและพร้อมสำหรับการวิ่งระยะทางไกลๆให้ได้มากที่สุด
6. รับน้ำทุกจัดพัก แนะนำให้คุณรับน้ำมาดื่มในทุกๆจุด แต่ควรจิบเพียงเล็กน้อยเพื่อป้องกันอาการจุก ที่สำคัญ อย่าขว้างแก้วขวางทางการวิ่งของนักวิ่งคนอื่นๆ เพราะอาจทำให้นักวิ่งคนอื่นได้รับอันตรายได้
7. เข้าใจร่างกายตัวเอง หากรู้สึกว่าเหนื่อยให้ผ่อนแรงเดินไปก่อน แต่ถ้ารู้สึกไม่ไหวแล้วจริงๆ หายใจไม่ทัน หน้ามืด หรือรู้สึกเหมือนจะเป็นลม ก็ไม่ควรฝืนวิ่งต่อไป ควรจะแจ้งเจ้าหน้าที่ริมทางเพื่อนำรถพยาบาลมารับตัวคุณแทน แล้วคราวหน้าค่อยลองใหม่อีกสักตั้ง
“การวิ่งมาราธอนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถของมนุษย์” หากคุณพร้อมที่จะท้าทายร่างกายแล้ว อย่าลืมฝึกซ้อมให้มั่นใจเสียก่อน เพราะความรู้สึกตอนที่วิ่งเข้าเส้นชัยอาจไม่สำคัญเท่ากับว่า ระหว่างทางที่คุณวิ่ง คุณมองเห็นอะไรมาบ้าง
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://footfitforrun.blogspot.com/2013/04/blog-post.html และhttp://www.thairunning.com/marathon_pactice.htm
เรียบเรียงข้อมูลโดย ThaiJobsGov.com
[ads=center]

