การที่คนต่างเพศจะเข้าใจในความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่งได้อย่างชัดเจนเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา เพราะไม่ใช่เพียงแค่ต่างพ่อ ต่างแม่ หรือต่างการเลี้ยงดูเท่านั้น แต่เพียงแค่ “เพศที่แตกต่างกัน” ก็มีผลต่อการเข้าใจ “อารมณ์” ที่ไม่ตรงกันได้แล้ว
อย่างที่รู้กันดีว่า อารมณ์ของเพศหญิงนั้นมีขึ้นๆลงๆอยู่เสมอ ยิ่งช่วงที่เธอมีประจำเดือน หรือช่วงตั้งครรภ์ ฮอร์โมนในร่างกายจะปรับเปลี่ยนไปจากเดิมเป็นอย่างมาก และเมื่อฮอร์โมนเปลี่ยน อารมณ์หงุดหงิดก็มักจะตามติดมาด้วยตลอด หากมีอะไรมากระทบกระเทือนจิตใจสาวๆเพียงเล็กๆน้อยๆ โอกาสที่คนรอบข้างจะโดนเหวี่ยงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ต้องยอมรับว่า “การเปลี่ยนแปลงอารมณ์ตามฮอร์โมน” นี้เป็นในหญิงสาวเกือบจะทุกคน เพียงแต่ว่าใครจะสกัดกั้นอารมณ์เอาไว้ได้มากกว่ากัน หรือหากใครที่เจอสิ่งเร้าอื่นๆที่คอยกระตุ้นอารมณ์ เช่น ปวดท้อง ปวดหัว เป็นต้น ก็จะยิ่งทำให้ความหงุดหงิดพุ่งปรี๊ดมากขึ้นไปกว่าเดิมเสียอีก ในขณะที่บางคนอาจมีภาวะซึมเศร้า คิดเล็กคิดน้อย ใจน้อย จิตตก หรืออารมณ์แปรปรวนมาก ซึ่งทุกอย่างเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้เสมอเมื่อฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง
นพ.พันศักดิ์ ศุกระฤกษ์ สูตินรีแพทย์ กล่าวว่า ผู้หญิงก่อนมีประจำเดือนมักมีอาการที่เรียกว่า "พีเอ็มเอส" ซึ่งเกิดจากระดับของฮอร์โมนเพศในร่างกายไม่สมดุล ผลที่เกิดขึ้น ก็คือ พวกเธอมักจะมีอาการปวดท้อง ปวดศีรษะ หงุดหงิด หากผู้หญิงคนไหนที่เป็นไมเกรนอยู่แล้ว อาการปวดศีรษะไมเกรนจะทวีความรุนแรงมากขึ้นอีก ทั้งนี้ก็เพราะร่างกายถูกกระตุ้นจากภาวะฮอร์โมนที่ไม่สมดุลนั่นเอง
เหตุผลที่อารมณ์เปลี่ยน
ผู้อำนวยการด้านการรักษาสุขภาพของนิวเซาท์เวลประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า
"สภาวะอารมณ์ที่ผิดปกติในช่วงก่อนมีประจำเดือนอาจเกิดจากการผันแปรของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโพรเจสเทอโรนที่ขึ้นๆ ลงๆ ซึ่งทำให้สารเคมีในสมองที่มีขื่อว่า "เซโรโทนิน" ทำงานควบคุมอารมณ์ได้ไม่มั่นคง ผู้หญิงส่วนใหญ่จึงมักหงุดหงิดและฉุนเฉียวง่ายกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้หญิงอีกราว 4 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่ได้มีอารมณ์ฉุนเฉียว แต่ในตรงกันข้าม พวกเธอกลับอยู่ในสภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรงแทน”
หากผู้หญิงกลุ่มเล็กเหล่านี้มีอาการซึมเศร้า ขอแนะนำให้พวกเธอไปพบแพทย์เพื่อรับยาต่อต้านอาการซึมเศร้า หรือเพิ่มปริมาณการบริโภคแคลเซี่ยมให้ได้อย่างต่ำ 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน (เทียบเท่ากับการดื่มนม 3 แก้ว) เนื่องจากวิธีนี้สามารถปรับสภาวะอารมณ์ให้เป็นปกติในช่วงก่อนมีประจำเดือนได้
ป้องกันอย่างไรให้ไกลจากความหงุดหงิด
สาเหตุของอาการแปรปรวนเกิดจากความไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกายในช่วงเวลาที่กล่าวไปแล้ว ดังนั้น หากสามารถรักษาระดับของฮอร์โมนให้สมดุลได้ อาการต่างๆดังกล่าวก็จะเกิดขึ้นน้อยลง โดยเราจะต้องพยายามปรับให้ต่อมใต้สมองควบคุมฮอร์โมนได้เป็นอย่างดี เพื่อลดความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้นในช่วงที่มีประจำเดือนได้ ดังต่อไปนี้
[ads]
1. ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ
การที่คุณผู้หญิงออกกำลังอย่างเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายสามารถสร้างสารต่อต้านความเจ็บปวดที่มีชื่อว่า "สารเอ็นดอร์ฟิน" ขึ้นมาได้อย่างมากเพียงพอ ซึ่งสารจากธรรมชาติตัวนี้จะมีโครงสร้างคล้ายกับสารมอร์ฟีน ทำให้เมื่อเรามีสารเอ็นโดฟินอยู่ในร่างกาย ก็เปรียบเสมือนว่าร่างกายของเราได้รับยาแก้ปวดจากธรรมชาติ ทำให้คุณนอนหลับสบาย ระบบฮอร์โมนปรับตัวสมดุล และลดอาการปวดศีรษะไมเกรนได้ด้วย
2. งดดื่มกาแฟ
เพราะเครื่องดื่มกาแฟจะยิ่งทำให้คุณรู้สึกหงุดหงิดง่ายมากขึ้น
3. นอนหลับให้สนิท
การนอนหลับอย่างสนิทในตอนกลางคืน มีผลอย่างมากต่อการควบคุมระบบฮอร์โมนต่างๆ ให้ทำงานได้ดีมากขึ้น และเมื่อฮอร์โมนไม่ค่อยเหวี่ยง อาการหงุดหงิดของคุณผู้หญิงช่วงใกล้มีประจำเดือนก็จะลดน้อยลงได้เอง
4. อย่าอดอาหาร
ผู้หญิงในปัจจุบันที่กลัวอ้วนมักจะอดอาหารบางมื้อ ซึ่งการที่คุณรับประทานอาหารไม่ถูกสัดไม่ถูกส่วน จะส่งผลกระทบต่อการผลิตไข่ในรังไข่ และเป็นเหตุให้อาการของประจำเดือนมาไม่ปกติ แถมมีอาการอารมณ์เสียตามมาด้วย ถ้าจะให้ดีช่วงใกล้มีประจำเดือนควรรับประทานพืชผักผลไม้เยอะๆ วิธีนี้จะช่วยได้ค่อนข้างมาก
5. เพิ่มของหวาน
การบริโภคอาหารที่มีรสหวานหรืออาหารที่ย่อยเป็นกลูโคสได้ง่าย อาจจะทำให้อารมณ์ของสาวๆหยุดแปรปรวนได้ เนื่องจากน้ำตาลกลูโคสจะช่วยลดอาการที่เกิดขึ้นก่อนหรือระหว่างการมีประจำเดือนได้
6. แก้ด้วยยาคุม
ในกรณีที่เป็นมากอาจใช้ยาคุมเป็นตัวช่วยได้ เนื่องจากในยาคุมจะมีฮอร์โมนเพศหญิงในระดับต่ำที่เท่าๆกันหมด การรับประทานยาคุมอย่างสม่ำเสมอจึงช่วยรักษาระดับของฮอร์โมน และแก้ปัญหาอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวได้บ้าง อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์ ไม่ใช่ว่าอยากจะกินตอนไหนก็กินได้
สรุปง่ายๆสำหรับผู้ชายเล็กน้อยนะคะ ถ้าผู้หญิงใกล้ตัวของคุณเริ่มจะอารมณ์ไม่ดี เพราะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ลองพาเธอออกไปรับประทานของหวานที่ชอบ หรือพาเธอไปออกกำลังกายเรียกเหงื่อ วิธีนี้น่าจะช่วยลดความพลุ่งพล่านในจิตใจของเธอได้ และทั้งเธอและเขาก็จะได้สบายอกสบายใจและไม่ทะเลาะกันให้ปวดหัวอย่างแน่นอน
ขอบคุณข้อมูลดีดีจาก http://www.annisaa.com/forum/index.php?topic=132.0;wap2
เรียบเรียงข้อมูลโดย ThaiJobsGov.com
[ads=center]
